ตอนที่ 47
ตอนที่ 47
ตอนที่ 47
ทันทีที่เอ่ยคำถาม เขารู้สึกได้ถึงความเสี่ยง หากนางปฏิเสธ เขาจะเหลือหนทางใดอีก
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงบ สายตานิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด นางมิได้รีบตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงถามกลับเรียบๆ
“ท่านมีธุระใดหรือเจ้าคะ”
คำตอบนั้นทำให้นายท่านเถียนมั่นใจยิ่งขึ้น คนที่ไม่ใช่หมอ ย่อมปฏิเสธทันที ไม่ย้อนถามเช่นนี้ เขาสูดลมหายใจลึก ความกลัดกลุ้มที่กดทับอยู่ในอกพลันไหลทะลักออกมาเป็นถ้อยคำ
“ซู่อี๋เหนียงของข้า ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว แต่มีเลือดออกเมื่อสามวันก่อน หมอหลายคนลงความเห็นว่าเป็นภาวะแท้ง…” เขาหยุดชั่วครู่ เพราะคำว่าแท้ง นั้นหนักหนาเกินเอ่ยซ้ำ “…ข้าไร้หนทาง จึงมาตามหาเจ้า”
ในใจเขานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขารู้ดีว่าข้อพิพาทครั้งก่อนเกิดจากความวุ่นวายในเรือนของตนเอง หากวันนั้นเขาจัดการเด็ดขาดกว่านี้ หมออวี้คงไม่ต้องหายตัวไป
เหยาอวี้ยังคงนิ่งเงียบ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดทุกคำ
จินต้าฉางเห็นท่าทีเช่นนั้น จึงรู้ว่าคงหลบเลี่ยงไม่ได้อีก เขาก้าวออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
“นายท่านเถียนตามหาเจ้ามาหลายวันแล้ว” ในใจเขาเองก็รู้สึกซับซ้อน เขาเห็นกับตาว่าฝ่ายนั้นส่งคนมาเฝ้าทุกวัน มิใช่เพียงคำพูดลอยๆ แต่ที่เขาไม่ยอมให้คนส่งจดหมายไปตามเหยาอวี้เพราะรู้สึกว่าเรื่องของตระกูลเถียนนั้นกระทบต่อพวกเขามากพอแล้ว โดยเฉพาะกับเหยาอวี้ที่ต้องไปศาลหย่าเหมินด้วยตัวเองยามนั้น ถึงแม้เขาจะได้ผลประโยชน์จากเหยาอวี้มามากมาย แต่ให้ฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาย่อมไม่อยากนำพาปัญหาจากที่เดิมไปให้นาง จึงเลือกที่จะนิ่งเฉยจนตอนนี้
“ครรภ์ของนางไม่มั่นคง หมอทั้งโรงหมอลงความเห็นตรงกันว่าประคองยาก” นายท่านเถียนเม้มริมฝีปาก ความอับอายแล่นวาบผ่านใจ เขาจำต้องเอ่ยสิ่งที่ไม่เคยเอ่ยกับคนนอก “เรื่องครั้งก่อน ข้ายอมรับว่าต้นเหตุมาจากเรือนของข้าเอง ข้าริบอำนาจจากหยางซื่อแล้ว บัดนี้ซู่อีเหนียงเป็นผู้ดูแล ทุกอย่างสงบลง แต่…เกิดเรื่องจนได้”
หยางซื่อก็คือฮูหยินเถียน
จินต้าฉางถอนหายใจอีกครั้ง เขาย่อมรู้ดีว่าเรือนหลังของตระกูลใหญ่ มิใช่สิ่งที่คนนอกจะเข้าใจง่าย การที่นายท่านเถียนยอมมาด้วยตัวเองเช่นนี้ ก็นับว่าแสดงความจริงใจหลายส่วน ทั้งยังบอกเล่าเรื่องการโยกย้ายอำนาจภายในจวนแล้ว ดูท่าคงจะไร้หนทางจริงๆ
เหยาอวี้มองชายตรงหน้าอย่างพินิจ นางเห็นความเหน็ดเหนื่อยในแววตา เห็นความกดดันของคนที่รอคอยบุตรมานานปี และกำลังเผชิญความสูญเสียอีกครั้ง
แม้ข้อพิพาทในอดีตจะทำให้นางหยุดตรวจโรคไปช่วงหนึ่ง แต่ความจริงแล้วเหตุผลที่ทำให้นางวางมือยาวนานกว่านั้นกลับเกี่ยวพันกับสกุลหลัวมากกว่า เรื่องของตระกูลเถียนเป็นเพียงชนวน มิใช่รากเหง้า
ในที่สุด นางจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ “เช่นก็เตรียมรถม้าเถิดเจ้าค่ะ”
ถึงอย่างไรก็เคยเป็นคนไข้ของนาง และหมอก็ไม่ได้มีเหตุผลมากมายนักที่จะต้องปฏิเสธคนไข้
ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่สำหรับนายท่านเถียนกลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำสัญญาใดๆ ความหวังที่เกือบดับมอดพลันลุกวาบขึ้นอีกครั้ง
เขาก้มศีรษะลงลึกกว่าเดิม คราวนี้มิใช่เพราะมารยาท หากเพราะความโล่งอกที่แทบทำให้เขาทรุดลงตรงนั้น
จินต้าฉางมองภาพนั้นแล้วจึงกล่าวเบาๆ เพื่อให้จางซื่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้สบายใจ “ข้าจะให้อาหานกับเซียงเอ๋อร์ไปด้วย”
จางซื่อที่มักจะไม่แทรกแซงการตัดสินใจของเหยาอวี้อยู่แล้วจึงพยักหน้าลง เห็นเจ้าบ้านที่มาเชิญด้วยตัวเองเช่นนี้ นางจึงไม่กังวลมากนักว่าบุตรสาวจะถูกรังแก เหลือเพียงความกังวลว่านางจะจัดการได้หรือไม่ เพราะแม้แต่หมอทั้งโรงหมอใหญ่ตระกูลหยางยังบอกว่าไร้หนทางรักษา
..
..
ครานี้ การก้าวเข้าสู่จวนเถียนมิใช่การลอบเข้าทางประตูข้างดังครั้งก่อน หากแต่เป็นการเชื้อเชิญอย่างเป็นทางการ เหยาอวี้ก้าวผ่านประตูใหญ่ของจวนเถียนท่ามกลางสายตาคนรับใช้ที่ยืนเรียงรายต้อนรับอย่างสำรวม
ภายในเรือนชั้นในหลังเดิม บรรยากาศเงียบงันและเคร่งเครียด กลิ่นยาต้มอวลอยู่ในอากาศ อนุซู่นอนพักอยู่หลังม่านบาง สีหน้าซีดเซียว อ่อนแรงจากการเสียเลือด
เหยาอวี้มิได้รีบเร่ง นางล้างมือ ตรวจดูสีหน้า สีริมฝีปาก สังเกตลมหายใจ ก่อนจะจับชีพจรอย่างละเอียด นานกว่าที่หมอทั่วไปพึงทำ ราวกับกำลังฟังเสียงบางอย่างที่ผู้อื่นมิอาจได้ยิน
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ ยามนี้นางรู้สึกว่ามีสัมผัสที่เฉียบแหลม เสมือนว่านางสามารถเข้าใจทุกจังหวะชีพจร เส้นเลือด หรือแม้แต่การสูบฉีดของหัวใจ
รอบด้านนั้นมีหมอหยาง ผู้สูงวัย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยกาลเวลา ยืนอยู่พร้อมหมออีกสองคนที่ดูเป็นผู้ช่วย ทั้งสามจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของเหยาอวี้อย่างไม่กะพริบตา ในยามแรกที่เด็กหญิงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในฐานะแพทย์ ความสงสัยย่อมฉายชัดในแววตาของพวกเขา ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า หมออวี้ผู้เลื่องชื่อซึ่งเคยสร้างทั้งคำชื่นชมและเสียงครหา จะเป็นเพียงเด็กหญิงวัยเยาว์อยางที่มีคนเล่าลือกันจริงๆ
หมอหยางมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน ความทรงจำเรื่องข้อพิพาทครั้งก่อนผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน เขาเลือกยืนเคียงข้างบุตรสาวโดยไม่ไตร่ตรองถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้อื่น ความลำเอียงเพียงเล็กน้อยในวันนั้น กลับกลายเป็นคลื่นที่ซัดกระทบผู้คนมากมาย ยามนี้เมื่อเห็นเด็กหญิงผู้นั้นยืนอย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางสายตาจับจ้อง เขากลับรู้สึกราวกับตนเองแก่ชราขึ้นอีกหลายปี ความเสียใจที่เคยพยายามกลบฝัง กลับท่วมท้นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้
เหยาอวี้มิได้สนใจสายตาเหล่านั้น นางค่อยๆ ซักถามอาการย้อนหลัง ตรวจชีพจรทั้งสองข้าง เปรียบเทียบจังหวะขึ้นลงอย่างถี่ถ้วน จากนั้นจึงขอให้จัดเตรียมเครื่องมือและสมุนไพรบางชนิด น้ำเสียงของนางสงบนิ่ง มั่นคงเกินวัย ราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุม
หมอทั้งสามยิ่งจับตามองใกล้ชิดขึ้น จากความสงสัยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสนใจจริงจัง ทุกขั้นตอนที่เหยาอวี้ทำมีเหตุผลรองรับ การวางมือ การกะน้ำหนักแรง การสังเกตสีเลือดที่ยังหลงเหลือ ล้วนบ่งบอกถึงความชำนาญที่มิอาจเสแสร้งได้
ในห้วงเวลานั้น จวนเถียนทั้งจวนต่างเฝ้ารอผลลัพธ์อย่างกลั้นหายใจ นายท่านเถียนยืนอยู่นอกม่าน มือที่เคยมั่นคงในอำนาจบัดนี้กำแน่นโดยไม่รู้ตัว ความหวังทั้งหมดของตระกูลกำลังฝากไว้กับเด็กหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกทำให้ต้องหลีกเร้นจากวงการแพทย์เพราะความวุ่นวายในเรือนของเขาเอง
เหยาอวี้ปล่อยปลายนิ้วจากชีพจรช้าๆ สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาแน่วแน่ นางหันไปทางนายท่านเถียนก่อนจะเอ่ยเสียงสงบ
“เลือดที่ออกมิใช่สัญญาณแท้งโดยสิ้นเชิง ชีพจรยังมีกำลัง เพียงแต่ลื่นและล้า เป็นอาการครรภ์สะเทือน เลือดลมปะทะกัน มดลูกอ่อนแรง หากประคองดี ยังรักษาไว้ได้”
คำวินิจฉัยนั้นทำให้ลมหายใจที่อัดแน่นอยู่ในอกของผู้คนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ซู่อิงที่ใจชื้นตั้งแต่เห็นหน้าเหยาอวี้ ในใจนางก็รู้สึกผิดที่นำปัญหาไปให้แม่นางน้อยผู้นี้ จึงได้บอกเล่าทุกอย่างให้นายท่านเถียนฟังทั้งหมด กระทั่งได้ฟังว่านางรักษาครรภ์นางได้อีกครั้ง จิตใจก็พลอยสงบลง
หมอหยางกลับขมวดคิ้วพลางก้าวเข้าใกล้อีกนิด “แต่เลือดออกต่อเนื่องสามวันแล้ว…” เขาเอ่ย
เหยาอวี้พยักหน้า “เพราะชี่ตก เลือดจึงไม่ถูกรวบเก็บ ควรหยุดการเคลื่อนไหวทุกประการก่อน แล้วจึงปรับสมดุล”
นางหันไปสั่งให้จินเซียงเตรียมเข็มเงินชุดเล็ก มือเล็กเรียวยาวลูบผ่านปลายเข็มอย่างมั่นคง หมอผู้ช่วยสองคนมองอย่างสนใจไม่กะพริบตา
เหยาอวี้เริ่มฝังเข็มที่จุดซานอินเจียว เหนือข้อเท้าด้านในขึ้นมาราวสามชุ่น เสียงอธิบายของนางแผ่วเบาแต่ชัดเจน
“จุดนี้บำรุงเลือดและเสริมม้าม ควบคุมการไหลเวียนในครรภ์”
จากนั้นเข็มที่สองปักลงที่กวนหยวน ใต้สะดือลงมาราวสามชุ่น หมอหยางเบิกตาเล็กน้อยเพราะจุดนั้นเขาไม่เคยกล้าใช้เลย กลัวว่าหากพลาดไปจะกลายเป็นอีกอย่าง
“กวนหยวนช่วยประคองหยวนชี่ รักษาครรภ์ให้มั่นคง…” นางกล่าว
เข็มที่สามอยู่ที่อินไป๋ ตรงปลายนิ้วหัวแม่เท้าด้านใน “...และจุดนี้หยุดเลือด”
เมื่อเข็มสุดท้ายปักลงอย่างแม่นยำ ทุกสายตาจับจ้องปลายนิ้วของนาง เหยาอวี้หมุนเข็มเบาๆ ปรับจังหวะชี่ให้ไหลย้อนกลับ เสียงหายใจของอนุซู่ที่เคยถี่ค่อยๆ สงบลง สีหน้าซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดจางๆ อย่างน่าอัศจรรย์
ตลอดการมาถึงที่นี่เหยาวอี้จะค่อยๆ พูดแต่ละขั้นตอนอย่างใส่ใจ อย่างแรกเพื่อให้อนุซู่คลายความกังวลลง และอย่างที่สองคือให้จินจื่อหาน และโดยเฉพาะจินเซียงได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
บ่าวรับใช้ค่อยๆ ใช้ผ้าม่านบังสายตา ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ้าซับเลือดที่หว่างขา แล้วนางต้องพึมพำว่า “เลือดหยุดแล้วจริงๆ…”
หมอหยางจ้องดูผ้ารองใต้กายอนุซู่ที่บ่าวรับใช้นำออกมา
ไม่มีคราบใหม่เพิ่มขึ้น…
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากสงสัยเป็นยอมรับโดยไม่รู้ตัว
เหยาอวี้ถอนเข็มอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยเสียงจริงจัง “ครรภ์นี้ยังอ่อน ต้องประคองยาวจนคลอด”
นางหันไปยังนายท่านเถียน “ตั้งแต่นี้ไป อนุซู่ต้องนอนนิ่ง ห้ามลุกเดินโดยไม่จำเป็น แม้แต่รับประทานอาหารก็ควรเป็นอาหารอ่อน โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำแกงอุ่นๆ และต้องกินบนเตียง ห้ามลงพื้น”
หมอหยางถามต่อทันที “แล้วเทียบยาเล่า?” การรักษาที่เฉียบคมเช่นนี้ หมอเทวดาน้อยท่านนี้จะจัดเทียบยาลึกล้ำเช่นใดกันนะ
“ใช้ตัวยาบำรุงเลือดและประคองครรภ์ อย่าใช้สมุนไพรร้อนจนเกินไป หลีกเลี่ยงอบเชยและตัวยากระตุ้นเลือดแรงๆ” นางตอบอย่างมั่นใจก่อนจะร่ายเทียบยาออกมาถึงสามตำรับ
“ทุกสามวันจับชีพจรหนึ่งครั้ง เดือนนี้ต้องเฝ้าใกล้ชิด” คำพูดนี้ให้แก่หมอหยาง เพราะนางต้องไปที่เหออัน ดังนั้นคนที่ต้องรับช่วงต่อนี้ต้องเป็นเขา