ตอนที่ 48
ตอนที่ 48
ตอนที่ 48
ภายในห้องเงียบงัน แต่ความตึงเครียดกลับแปรเป็นความเคารพอย่างไม่เอ่ยปาก หมอหยางทอดถอนใจเบาๆ ความลำเอียงในอดีตยิ่งทำให้เขารู้สึกละอาย เด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า มิใช่เพียงผู้มีฝีมือ หากยังมีจิตใจของหมออย่างแท้จริง
ความจริงครั้งนี้เขาต้องมาออกหน้าเอง เพื่อกันลูกสาวไม่ให้เป็นที่ครหาว่าเป็นสาเหตุให้อนุซู่ผู้นี้แท้ง แต่มิคิดเลยว่ามันจะเกินความสามารถของเขามาก แต่เดิมเขาก็มิใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญในโรคสตรีอยู่แล้ว
และนี่เป็นครั้งแรกที่จินจื่อหาน และจินเซียงได้เห็นการช่วยชีวิตคนแบบต่อหน้าต่อตา เพราะรูปแบบการตรวจโรคของเหยาอวี้ที่โรงเตี้ยมจินฟู่นั้นเป็นเสมือนการตรวจให้ผู้ที่ไม่มีภาวะคุกคามหรือฉุกเฉินถึงชีวิต แม้จะพิสูจน์ได้ว่าหมออวี้นั้นทั้งแม่นยำ และวินิจฉัยเฉียบขาด เทียบยาก็ทำให้อาการที่เป็นมายาวนานเรื้อรังหายได้จริงๆ แต่พวกเขาทั้งคู่ล้วนไม่เคยเจอคนไข้เช่นนี้มาก่อน และยิ่งเป็นการรักษาที่หมอทั้งโรงหมอใหญ่ยังพูดว่ารักษาไม่ได้ แต่เหยาอวี้ลงมือ กลับเป็นการกู้ชีวิตมาได้ทั้งอย่างนั้น
ทว่าในขณะที่บรรยากาศในเรือนอนุซู่เพิ่งคลายความตึงเครียดลง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ประตูถูกผลักเปิดออก บ่าวรับใช้จากเรือนฮูหยินทรุดตัวลงคุกเข่าทันที น้ำตาไหลอาบหน้า
“นายท่านเจ้าคะ! ฮูหยิน…ฮูหยินไอเป็นเลือด แล้วก็สลบไปแล้วเจ้าค่ะ!”
นายท่านเถียนที่เพิ่งวางใจเรื่องครรภ์อนุซู่ ใบหน้าพลันเย็นลง ความขุ่นเคืองเก่าที่ฝังอยู่ในใจผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่แข็ง
“ก็ไปตามหมอโรงหมอตระกูลหยางสิ มิใช่ว่าเก่งกาจนักหรือ เห็นลงความเห็นกันนักว่าครรภ์นี้รักษาไม่ได้” คำพูดนั้นคล้ายกระทบกระเทียบโดยไม่ปิดบัง ไม่สนว่าพ่อตาจะยืนอยู่ตรงนี้
หมอใหญ่หยางที่ยืนอยู่ด้านข้างชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าลำบากใจปรากฏชัด เขารู้ดีว่าคำพูดนั้นหมายถึงตนเองโดยตรง มือที่เคยมั่นคงสั่นไหวเล็กน้อย ความกังวลแล่นผ่านดวงตา เพราะก่อนหน้านี้เพียงครึ่งชั่วยามที่นายท่านเถียนผู้นี้ไปเชิญหมออวี้ด้วยตัวเอง เขาก็เพิ่งไปจับชีพจรให้บุตรสาวของตนที่เรือนฮูหยิน
ตอนนั้นเขาก็รู้สึกว่าชีพจรติดขัด แปลกประหลาด คล้ายมีความคั่งค้างอยู่ภายใน แต่เขาเองก็จนปัญญาจะอธิบายแน่ชัดได้
หมอหยางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยอย่างถ่อมตน “เรื่องครรภ์อนุซู่…ข้าลงความเห็นเร็วเกินไป เป็นความผิดของข้า”
เสียงของเขาหนักแน่นกว่าปกติเล็กน้อย คล้ายยอมรับความพ่ายแพ้ “ส่วนฮูหยิน…ชีพจรของนางก่อนหน้านี้ก็ติดขัดจริง ข้าเองก็ยังกังวลว่าจะเป็นวัณโรค”
คำพูดนั้นทำให้นายท่านเถียนนิ่งไปชั่วครู่ รู้สึกว่าฮูหยินตกเลอะเลือนมานาน ทั้งยังใช้อำนาจของตระกูลเดิมมาสร้างความบาดหมางกับหมอที่ดีผู้หนึ่ง จนยามนี้กลายเป็นว่ากรรมตามสนองแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคู่ชีวิตมานาน
ขณะที่นายท่านเถียนลังเล สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่รีบโขกศีรษะลงกับพื้นอีกครั้ง
“บ่าวโง่เขลาเจ้าค่ะ! แต่บ่าวเห็นกับตาแล้ว หมออวี้ช่วยซู่อีเหนียงได้จริงๆ หากช่วยฮูหยินช้าไปกว่านี้…บ่าวกลัวจะไม่ทันการณ์”
นางหันไปทางเหยาอวี้ น้ำตาไหลพราก
“ท่านหมอเจ้าคะ บ่าวขอร้องเถิดเจ้าค่ะ ไม่ว่าที่ผ่านมาเรือนฮูหยินจะเคยล่วงเกินอย่างไร บ่าวยอมชดใช้แทน ยอมเป็นวัวเป็นควายให้ท่านทั้งชีวิต ขอเพียงท่านช่วยนายหญิงด้วยเจ้าค่ะ”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เด็กหญิงผู้หนึ่ง
หมอหยางก้าวออกมาหนึ่งก้าว แม้ในใจยังรู้สึกขัดแย้งระหว่างศักดิ์ศรีและความเป็นบิดา แต่ความห่วงใยกลับมีน้ำหนักมากกว่า
“หมออวี้…” เขาเอ่ยช้าๆ “ข้ายอมรับว่าฝีมือของเจ้าสูงกว่าข้า เรื่องครรภ์เมื่อครู่เป็นหลักฐานแล้ว หากเจ้าไม่รังเกียจ…ช่วยไปดูฮูหยินถะ…ช่วย ช่วย…บุตรสาวข้า ….สักครั้งเถิด”
คำพูดนั้นออกจากปากเขาอย่างยากลำบาก เพราะมันคือการวางศักดิ์ศรีของหมอผู้มากประสบการณ์ลงต่อหน้าเด็กหญิงวัยเยาว์
นายท่านเถียนมองภาพนั้น ความแข็งกร้าวในสีหน้าค่อยๆ คลายลง เขาเองก็รู้ดีว่าฮูหยินมิได้กระทำสิ่งใดในครั้งนี้ เพราะถูกตักเตือนอย่างรุนแรง ความเครียดและแรงกดดันในจวนต่างหากที่กัดกินนาง
ซึ่งเป็นไปอย่างที่นายท่านเถียนคิดจริงๆ ครั้งนี้ฮูหยินเถียนมิได้ทำสิ่งใดให้กระทบครรภ์นี้เลย เพราะนางก็กลัวว่าหากลูกในครรภ์ของซู่อี๋เหนียงหลุดไป นางก็จะต้องเป็นแพะรับบาป เพราะยามนี้ถูกนายท่านเถียนเพ่งเล็งเสียแล้ว
ความเครียดกดดันสะสมมาหลายเดือน ไหนจะถูกริบอำนาจดูแลจวนไปอีก นางซูบผอม ตรอมใจเป็นที่สุด ตอนที่่ได้รู้ว่าหมออวี้รักษาครรภ์ของอนุซู่ได้แล้ว ยามนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ความอึดอัดนั้นกลั่นตัวออกมาเป็นเลือดที่กระอักออกมา จนสลบไป
เหยาอวี้มองทุกคนอย่างสงบ สีหน้ามิได้แสดงความสะใจหรือยินดีที่ผู้ใดต้องก้มศีรษะ เพียงเอ่ยสั้นๆ
“นำทางไปเถิดเจ้าค่ะ”
เพียงประโยคเดียว สาวใช้ก็รีบลุกขึ้นนำทางทันที
หมอหยางถอนหายใจเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งละอาย ทั้งโล่งใจ และทั้งหวังลึกๆ ว่าบุตรสาวของตนจะได้รับการช่วยเหลือ
เหยาอวี้มองหมอหยางชัดๆ เป็นครั้งแรก
หมอผู้นี้คงจะเป็นผู้รักษาให้กับหม่าซื่อและหลัวหนิวสินะ
นางยอมรับในใจว่า เขามีความรู้แพทย์สูงอยู่บ้าง ดังนั้นจึงวินิจฉัยโรคปอดบวมออกมาได้ตามที่คิด ทั้งยังจัดเทียบยาออกมาได้เหมาะกับอาการเฉียบพลัน
ใช้หวงฉิน หวงเหลียนเพื่อลดพิษร้อน เสริมกันเฉ่าให้ยาประสานกัน เติมชวนเป่ยหมู่เพื่อละลายเสมหะ และให้เหรินเซินบำรุงพลังหลังไข้หนัก
ในยุคที่ไร้ยาปฏิชีวนะ …ถือว่าเก่งแล้ว
แต่หากเป็นนาง…
นางจะใช้ หม่าอิ่งฮวา และซิงเหริน เสริมเข้าไป …หม่าอิ่งฮวาช่วยเปิดปอด ขับพิษร้อนลงลึก ซิงเหรินช่วยระบายชี่ลงเบื้องล่าง ทำให้การไอไม่ย้อนกลับขึ้นมาอุดทรวงอก สองตัวนี้เมื่อใช้ร่วมกัน จะเปิดทางหายใจได้รวดเร็วกว่า โดยเฉพาะในรายที่มีเสียงครืดคราดในทรวงอกชัดเจนอย่างสองคนนั้น
และนางจะตัด เหรินเซินในระยะไข้ยังไม่สงบออกก่อน เพราะเหรินเซินแม้จะบำรุงพลังดี แต่หากยังมีพิษร้อนตกค้างอยู่ในปอด การเร่งบำรุงเร็วเกินไป อาจกักพิษไว้ภายใน ทำให้การฟื้นตัวช้าลง และกลายเป็นรากของโรคที่ยังเรื้อรังอยู่เช่นนี้
ต้องรอให้เสมหะลดลง ไข้ไม่กำเริบ จึงค่อยเติมยาเสริมพลังเข้าไปภายหลัง จะปลอดภัยกว่า
อีกทั้งแผลที่เท้า หมอหยางล้างและเปิดหนองได้ถูกต้อง
แต่หากเป็นนาง
นางจะบด หวงไป๋ผสมผงป๋ายจื่อ พอกแผลบางๆ เพื่อกันการลุกลามของพิษชื้นร้อน และเร่งให้เนื้อใหม่งอกเร็วขึ้น
แน่นอน …นี่คือรายละเอียดที่คนทั่วไปมิอาจมองเห็น
หมอหยางทำได้ดีในกรอบของเขาแล้ว
เพียงแต่…การรักษาเพียงรอดชีวิต กับการฟื้นตัวสมบูรณ์
ต่างกันไม่น้อย
อีกอย่าง…
เหยาอวี้ในชีวิตแรกคือทายาทตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่นับพันปีของจีน นางจับสมุนไพรก่อนจับขวดนมด้วยซ้ำ ทุกองค์ความรู้ที่สะสมกับมา ถูกกลั่นกรองเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ตัวนางนั่นเอง
ภายในเรือนฮูหยิน บรรยากาศอึมครึม ฮูหยินเถียนนอนแน่นิ่ง สีหน้าซีดขาว ริมฝีปากมีคราบเลือดจางๆ เหยาอวี้เข้าไปจับชีพจรเพียงครู่เดียว ดวงตานิ่งลง
“มิใช่วัณโรค” นางกล่าวเรียบๆ “เป็นไข้ใจ ชี่ติดขัด เลือดคั่งในทรวงอก เมื่ออารมณ์ปะทุจึงกระอักออกมา”
หมอหยางและหมอผู้ช่วยรีบเข้ามาสังเกตใกล้ชิดอีกครั้ง
เหยาอวี้หยิบเข็มเงินขึ้นปักลงที่จุดเหรินจง ระหว่างจมูกกับริมฝีปากบนเป็นจุดปลุกสติ (จะเคยเห็นว่าบางคนเวลาเป็นลมจะเอานิ้วโป้งกดจุดนี้) จากนั้นเสริมที่เน่ยกวน บริเวณข้อมือด้านในเพื่อเปิดทรวงอกและคลายชี่คั่ง ปลายนิ้วหมุนเข็มอย่างแม่นยำ
เพียงไม่กี่อึดใจ เปลือกตาของฮูหยินเถียนก็กระตุก ลมหายใจที่แผ่วเบากลับสม่ำเสมอขึ้นเหมือนฟื้นคืนชีพ ก่อนที่นางจะค่อยๆ ลืมตา ภาพนั้นสร้างความอัศจรรย์แก่ผู้ที่ยืนล้อมอยู่จนเกิดเสียงฮือฮาเบาๆ
เมื่อฮูหยินได้สติเต็มที่ เหยาอวี้จึงถามเสียงเรียบ “ท่านเคยแท้งมาก่อนใช่หรือไม่”
เพราะมิใช่แค่เรื่องไข้ใจ สัมผัสของเหยาอวี้ลึกล้ำไปกว่านั้น…
ฮูหยินเถียนเบิกตากว้าง ความตกใจฉายชัด ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างช้าๆ พลางถามกลับด้วยเสียงแผ่วว่ารู้ได้อย่างไร
“ชีพจรมีร่องรอยเลือดพร่องและเย็นในมดลูก” เหยาอวี้อธิบาย “หลังแท้งครั้งนั้นมิได้บำรุงให้ดี ร่างกายจึงอ่อนแอ ประกอบกับความเครียดสะสม ชี่ตับติดขัด เลือดไม่หล่อเลี้ยงทั่วถึง จึงไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก”
ถ้อยคำของนางมิได้กล่าวโทษการไม่รู้จักดูแลตัวเอง เพราะถึงอย่างไรนางก็มีบิดาเป็นหมอ หากเป็นเพียงการบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับทำให้หมอหยางรู้สึกอับอายขึ้นไปอีก เพราะแม้กระทั่งสุขภาพบุตรสาว เขาก็เคยวินิจฉัยว่ารักษาไม่ได้เช่นกัน ทั้งจัดเทียบยาบำรุงมานาน ก็ไม่มีวี่แววจะตั้งครรภ์สักที
“ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงเลือดและอุ่นมดลูกให้ กินต่อเนื่องหนึ่งเดือน ระหว่างนั้นทุกวันต้องเดินรอบจวนอย่างช้าๆ ให้ชี่เคลื่อนไหว ห้ามเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เมื่อครบหนึ่งเดือน โอกาสตั้งครรภ์จะกลับมาอีกครั้ง”
คำวินิจฉัยนั้นทำให้ฮูหยินเถียนน้ำตาไหลพราก ทั้งดีใจและละอายใจปะปนกัน นางพยายามลุกขึ้นคำนับทั้งที่ยังอ่อนแรง กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงสั่นเครือ
ไม่นานนัก หีบเงินใบหนึ่งก็ถูกยกเข้ามาเป็นค่ารักษา จำนวนมากพอจะทำให้ผู้พบเห็นตะลึง แต่เหยาอวี้เพียงรับไว้ตามธรรมเนียม ไม่บ่ายเบี่ยงสักนิด