ตอนที่ 49
ตอนที่ 49
ตอนที่ 49
ในวันเดียวกันนั้น จวนเถียนซึ่งเคยปกคลุมด้วยความระแวงและความหวาดหวั่นอึ่มครึ่มไปด้วยเมฆฝน กลับสว่างไสวขึ้นด้วยความหวังใหม่ทั้งสองเรือน และชื่อของหมออวี้ก็ดังก้องยิ่งกว่าเดิมในใจผู้ที่ได้ประจักษ์ฝีมือกับตา
แล้วเรื่องวุ่นวายก่อนวันเดินทางไปเหออันก็จบไปทั้งอย่างนั้น
และเพราะไม่อยากมีเรื่องกับจางซื่ออีก ในตอนที่เหยาอวี้กับจางซื่อกลับมาก็มืดค่ำมากแล้ว แต่หลัวเหอก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วไม่พูดอันใดอีก
โดยหลังเสร็จสิ้นเรื่องราวที่เรือนเถือน ก่อนกลับหมู่บ้านหลัวซานจินต้าฉางก็ได้มอบจดหมายแนะนำตัวให้นางถึงสหายเก่าผู้หนึ่งในเหออัน ภรรยาของชายผู้นั้นป่วยเรื้อรังมานาน เคยได้ยินชื่อเสียงหมออวี้จากโรงเตี้ยมจนคิดจะขอความช่วยเหลือ แต่เหตุการณ์ในตำบลและเรื่องส่วนตัวของนางทำให้เรื่องนั้นเลื่อนลอยไป ครั้นเหยาอวี้ต้องเดินทางไปเหออันพอดี เขาจึงเห็นว่าควรให้นางลองตรวจอาการสตรีผู้นั้นสักครั้ง และหากเกิดปัญหาใดในเมืองใหญ่ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เขารู้จักคอยช่วยเหลือ
ก่อนออกจากเรือนเล็ก เหยาอวี้ตรวจตราทุกสิ่งอย่างละเอียด ประตูถูกใส่สลักแน่นหนา หน้าต่างผูกเชือกสองชั้น แม้จะขนสมุนไพรไปจนหมดแล้ว แต่ก็ยังมีอุปกรณ์ครัวและหินโม่ในมุมห้องก็ถือเป็นทรัพย์สินมีค่าหากพวกสกุลหลัวมาเห็นเข้า แต่ทั้งหมดก็ไม่น่าเสียดายเท่าสมุนไพรที่นางหามาทั้งเขาหลัวซาน
รถม้าแล่นผ่านทุ่งนาเขียวขจี เสียงล้อบดกับพื้นดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จางซื่อยิ่งเงียบงัน มือกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ทั้งยังอ้างเพียงว่ารู้สึกไม่สบายจึงต้องใช้ผ้าปิดบังใบหน้า เหยาอวี้ในฐานะหมอรู้ดีว่ามารดามิได้เจ็บป่วย นางเลือกที่จะไม่เปิดโปง เพียงนั่งนิ่งเคียงข้าง ปล่อยให้รถม้าพาพวกตนมุ่งหน้าเข้าสู่เหออัน เมืองใหญ่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
เหยาอวี้มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้มิใช่เพียงการไปดูแลการเตรียมสอบของหลัวเหวิน หากแต่เป็นก้าวแรกของชะตากรรมที่ถูกจัดวางไว้โดยผู้ใหญ่ในสกุลหลัว ทั้งยังคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องกลับมาที่หมู่บ้านหลัวซานเพื่ออยู่จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวตามที่เข้าใจ มิคิดเลยว่าต่อหน้าลประโยชน์ที่ใหญ่กว่า ยามนี้นางได้ถูกตาเฒ่าที่เคยดูถูก จะไม่สนใจเงินลดหย่อนเล็กน้อยนั้น และขายนางให้กับคนในอำเภอเสียแล้ว
กำแพงอำเภอเหออันค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นท่ามกลางแสงสายยามสาย เมืองนี้มิใช่ตำบลเล็กที่มีเพียงตลาดเช้ากับร้านรวงสองฟากถนน หากเป็นเมืองท่าที่คึกคัก เสียงคนตะโกนเรียกสินค้า เสียงล้อเกวียน และเสียงกระดิ่งม้าผสานกันเป็นจังหวะไม่ขาดสาย กลิ่นชาแห้ง กลิ่นปลาเค็ม กลิ่นทะเล และกลิ่นเครื่องเทศจากแดนใต้ลอยปะปนในอากาศ
เรือนค้าขายสองชั้นเรียงรายแน่นขนัด ป้ายไม้แกะสลักชื่อร้านแขวนห้อยเป็นระยะ ผู้คนแต่งกายหลากหลาย บ้างเป็นพ่อค้าทางทะเล บ้างเป็นบัณฑิตหนุ่มสะพายห่อหนังสือ บ้างเป็นคนงานแบกหามเดินสวนกันไปมาไม่หยุด บ่งบอกได้ว่าเป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองไม่น้อย
รถม้าคันที่พาเหยาอวี้กับจางซื่อและหลัวเหวินมาถึงเมืองนี้เคลื่อนผ่านประตูเมืองใหญ่เข้าสู่ถนนหลัก ก่อนจะเลี้ยวออกจากความจอแจไปยังถนนที่เงียบกว่า เรือนสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากร้านค้าเป็นกำแพงสูงทึบและประตูไม้แกะลายงดงาม
ไม่นาน รถม้าก็ชะลอความเร็ว ก่อนจะเลี้ยวเข้าประตูข้างของกำแพงจวนอันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง
กำแพงสูงฉาบปูนเรียบ ประตูไม้ทาสีเข้มมีหมุดทองเหลืองเรียงราย เสาใหญ่ตั้งตระหง่านเหนือซุ้มประตู ชายคามุงกระเบื้องเคลือบสีเข้มสะท้อนแสงอ่อนๆ
ลางสังหรณ์บางอย่างแล่นวาบขึ้นในใจเหยาอวี้
ภาพในความทรงจำผุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ …วันที่นางต้องเข้าไปตรวจโรคให้อนุซู่ในเรือนเถียน เรือนนั้นกว้างขวางและมีระเบียบพอสมควร ทว่าสถานที่ตรงหน้านี้กลับใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าหลายเท่า
ครั้งนั้นนางเข้าไปในฐานะหมอ
แต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางเป็นหมอ
เหตุใดจึงถูกพามายังสถานที่เช่นนี้?
หรือว่านี่คือจวนของหลัวเซิน?
ความคิดนั้นเพียงแวบผ่านก็ถูกตัดทิ้งอย่างรวดเร็ว หากปู่เล็กแห่งสกุลหลัวร่ำรวยถึงขั้นมีจวนโอ่อ่าเช่นนี้ ยังจะต้องชิงดีชิงเด่นกับพี่ชายในหมู่บ้านเล็กๆ ไปเพื่อสิ่งใด
รถม้าหยุดสนิท คนขับลงมาเปิดประตูอย่างนอบน้อม
เมื่อเหยาอวี้ก้าวลงมาเต็มเท้า จึงได้เห็นป้ายไม้สลักตัวอักษรเหนือประตูชัดเจน…นี่คือจวนนายอำเภอแห่งเหออัน
บุรุษสูงวัยในชุดเรียบร้อยก้าวออกมาต้อนรับ ใบหน้าเคร่งขรึม ทว่าแฝงรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา หากนับตามสายญาติ เขาก็คือซ่งตงหยาง พี่ชายของซ่งเยว่หรง ท่านย่าเล็กของพวกนาง และดำรงตำแหน่งพ่อบ้านจวนนายอำเภอ
ทุกอย่างก็พลันกระจ่าง
รถม้าที่แข็งแรงกว่าครั้งที่หลัวเซินเคยมาหมู่บ้าน หาใช่การจัดเตรียมของปู่เล็กไม่ หากเป็นการจัดแจงจากจวนนายอำเภอเอง
พ่อบ้านซ่งกล่าวถึงความเมตตาของนายอำเภอที่ทราบว่าญาติห่างๆ ของเขาจะมาสอบเซี่ยนชื่อในเหออัน ด้วยความชื่นชมบัณฑิตหนุ่มจึงประสงค์สนับสนุน ให้พักเรือนรับรองเล็กๆ ภายในจวนเพื่อเตรียมสอบอย่างสงบ และหากขาดเหลือสิ่งใดก็สามารถแจ้งได้
ถ้อยคำล้วนฟังดูงดงามและสมเหตุสมผล ทว่าเหยาอวี้กลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ลงรอย พวกนางเป็นเพียงญาติห่างๆ ของพ่อบ้าน เหตุใดจึงได้รับการดูแลถึงเพียงนี้
เป็นเพราะหลัวเหวินหรือ?
นางคิดได้เพียงเท่านี้ความประหลาดใจจึงคลี่คลายลงได้
แม้นางจะไม่เคยสนทนากับพี่ใหญ่ผู้นี้อย่างจริงจังเลยสักครั้ง หากก็รู้ว่าเขาเป็นถงซื่อผู้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนคนหนึ่ง อาจารย์ในสำนักต่างชื่นชม ความประพฤติเรียบร้อย สกุลสะอาดสะอ้าน
หรือแท้จริงแล้ว หลัวเหวินอาจมีชื่อเสียงมากกว่าที่นางคิด จนแม้แต่นายอำเภอแห่งเหออันยังให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
เมื่อเดินเข้าสู่เรือนรับรองด้านใน พ่อบ้านซ่งก้าวเคียงข้างหลัวเหวินอย่างสนิทสนม ราวกับผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองบุตรหลาน
“การเดินทางราบรื่นดีหรือไม่” ซ่งตงหยางเอ่ยถาม น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงการประเมิน
หลัวเหวินค้อมศีรษะเล็กน้อย ตอบด้วยถ้อยคำเรียบร้อยว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอุปสรรค
ซ่งตงหยางพยักหน้า ก่อนถามต่อถึงการเตรียมตัวสอบ เซี่ยนซื่อปีนี้มีผู้เข้าสอบมาก บัณฑิตจากหลายตำบลต่างมารวมตัวกัน
หลัวเหวินตอบอย่างถ่อมตน กล่าวถึงตำราที่อ่านซ้ำหลายรอบ ความเห็นของอาจารย์ และความตั้งใจที่มิได้หวังเกินตัว เพียงต้องการลองสนามเพื่อสั่งสมประสบการณ์
ถ้อยคำของเขานิ่ง สุขุม มิหลงระเริง
ซ่งตงหยางฟังด้วยแววตาครุ่นคิด คล้ายพึงพอใจ แต่ระหว่างสนทนา สายตาของเขากลับเหลือบมาทางเหยาอวี้เป็นระยะ
มิใช่การมองผ่าน หากเป็นการมองประเมิน บางครั้งก็ทอดสายตาไปยังจางซื่อ ผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างบุตรสาว ผ้าปิดหน้าทำให้สีหน้ามองไม่ชัด แต่ท่าทางเกร็งเล็กน้อยมิอาจปิดบังได้
เหยาอวี้พยายามบอกตนเองว่าอาจคิดมากไป พ่อบ้านย่อมต้องมองดูผู้ที่เข้ามาในจวนเป็นธรรมดา ทว่าการพินิจพิเคราะห์นั้นดูจะยาวนานเกินควร ราวกับเขากำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งในใจ
หลัวเหวินยังคงตอบคำถามเรื่องการเรียนอย่างสุภาพและมีระเบียบ ก่อนที่พ่อบ้านซ่งจะพาพวกเขาแยกย้ายไปยังเรือนพักที่จัดเตรียมไว้
หลัวเหวินได้รับเรือนเล็กอีกหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านใน บรรยากาศสงบ เงียบ และห่างจากทางสัญจร เหมาะแก่การอ่านหนังสือยิ่งนัก ส่วนเหยาอวี้กับจางซื่อก็ได้รับเรือนพักส่วนตัวเช่นกัน อยู่ไม่ไกลนักแต่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจน
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนพัก ประตูไม้ถูกปิดลงเบาๆ จางซื่อจึงผ่อนลมหายใจยาว ราวกับแบกบางสิ่งไว้ในอกมาตลอดทาง
ทว่าท่าทีของนางมิได้มีเค้าของหญิงชาวบ้านที่เพิ่งก้าวเข้าสู่จวนใหญ่เป็นครั้งแรก ไม่มีแววตาตื่นตะลึง ไม่มีการชะเง้อมองเครื่องเรือนหรือสำรวจความโอ่อ่าอย่างอยากรู้อยากเห็น นอกจากความวิตกกังวลที่ติดตัวมาตั้งแต่รู้ว่าจะต้องมาเหออันแล้ว อาการอื่นก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ความสงบของนางกลับทำให้เหยาอวี้ยิ่งรู้สึกประหลาด หากเป็นหญิงบ้านนอกทั่วไป เมื่อได้พักในจวนนายอำเภอเช่นนี้ อย่างน้อยก็ควรมีความรู้สึกสะท้านใจบ้าง
แต่จางซื่อเพียงนั่งลงนิ่งๆ ทั้งยังสั่งให้เด็กรับใช้ในจวนออกไปเพื่อความเป็นส่วนตัว คล้ายคนที่เคยผ่านสถานที่ใหญ่โตมาแล้ว
เหยาอวี้เองไม่อาจอธิบายความรู้สึกในอกตน ไม่รู้ว่าเพราะนางเคยมีจิตวิญญาณของเซียนชั้นต่ำมาก่อนหรือไม่ ประสาทสัมผัสจึงไวต่อความผิดปกติของบรรยากาศมากกว่าผู้อื่น
ความคิดมากมายถาโถมอยู่ในใจเหยาอวี้เสียจนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ยิ่งครุ่นคิดยิ่งฟุ้งซ่าน นางจึงตัดสินใจดึงสายตากลับมาหาสิ่งใกล้ตัวที่สุด
เรือนพักเงียบสงบ แสงบ่ายอ่อนลอดผ่านช่องหน้าต่างกระทบพื้นไม้เป็นริ้วบาง จางซื่อนั่งอยู่ข้างโต๊ะเตี้ย กำลังพับผ้าที่เอาออกจากห่ออย่างเป็นระเบียบ
เหยาอวี้มองมารดาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน
“ท่านแม่… จวนที่ท่านเคยรับใช้ทางเหนือ ใหญ่กว่าที่นี่หรือไม่เจ้าคะ?”