LNCrawler

ตอนที่ 50

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 50

ตอนที่ 50


 

มือของจางซื่อชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ ผ้าผืนหนึ่งค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะถูกวางลงอย่างเรียบร้อย นางมิได้เงยหน้าขึ้นทันที หากทอดสายตาไปยังมุมห้องด้านซ้าย คล้ายค้นหาความทรงจำจากความว่างเปล่า แล้วจึงตอบด้วยเสียงราบเรียบ

“ก็…ใหญ่กว่านี้อยู่บ้าง” คำตอบสั้น กระชับ แต่ก่อนเอ่ย นางกลืนน้ำลายเบาๆ และปลายนิ้วบีบขอบผ้าจนตึงเล็กน้อย

เหยาอวี้สังเกตทุกอย่างเงียบๆ ก่อนถามต่อ

“ท่านอยู่ที่นั่นนานเพียงใดหรือเจ้าคะ”

คราวนี้จางซื่อตอบเร็วกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย “สักหกปีได้”

คำว่าได้ ลากเสียงยาวกว่าปกติ ดวงตาของนางทอดต่ำลง พลางจัดชายเสื้อให้เรียบ สีหน้าคล้ายคนกำลังย้อนคิดถึงอดีตที่มิอาจลืม

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับมารดาในเรื่องอดีต จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่รู้ว่าบิดากับมารดาเจอกันอย่างไรตามประสาบุตรสาวน่ารักวัยเยาว์วัยฝันที่พึงถาม อาจจะเพราะแต่เดิมนางก็ไม่ใช่ และอีกอย่างก็จิตวิญญาณนี้ก็สูงวัยเกินกว่าจะยุ่งเรื่องส่วนตัวคนอื่น แม้จะเป็นมารดาเจ้าของร่างก็ตามที แต่ที่วันนี้นางต้องเอ่ยปากถามนั้น เพราะท่าทีของมารดา กระตุ้นความสงสัยของนางมากจริงๆ

เหยาอวี้ค่อยขยับเข้าใกล้อีกนิด “แล้วท่านทำหน้าที่อันใดในจวนเช่นนั้นเจ้าคะ”

คำถามนี้ทำให้จางซื่อเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง มือที่วางบนโต๊ะขยับเล็กน้อย นิ้วโป้งกดแน่นกับปลายนิ้วชี้ ก่อนที่นางจะเหลือบสายตาไปทางขวาโดยไม่รู้ตัว แล้วรีบลดตาลงมองพื้นไม้เบื้องล่าง

การเคลื่อนไหวนั้นสั้นมาก หากแต่ไม่รอดพ้นสายตาเหยาอวี้

“ก็…ปัดกวาดเช็ดถู มิได้สำคัญอะไร” เสียงตอบราบเรียบ ไหล่ทั้งสองตึงแข็งเพียงชั่วขณะ ก่อนจะผ่อนลงช้าๆ

เพราะเห็นท่าทางเช่นนี้ โดยเฉพาะการมองขวาแล้วลดตาลงไม่รู้ตัวนั่น ทำให้คำตอบล่าสุดนี้ของมารดาถูกเหยาอวี้จับได้ว่าโกหก อารมณ์ที่จะซักไซร้จึงลดลงไปมาก

เมื่อจางซื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตาบุตรสาว แววตาทั้งคู่ประสานกันเพียงอึดใจเดียว ในแววตานั้นมีบางสิ่งที่คล้ายการถูกมองทะลุ จางซื่อจึงรีบกลบเกลื่อน

“เด็กอย่างเจ้าจะซักไซ้อดีตไปไย” นางกล่าวเบาๆ คำพูดดูเหมือนตัดบท แต่เสียงกลับมิได้แข็งกร้าว หากแฝงความอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิด นิ้วมือของนางคลายออกจากกันช้าๆ ราวกับยอมจำนนต่อความเหน็ดเหนื่อยบางอย่าง

“ไหนๆ เจ้าก็ลืมไปแล้ว ข้าก็อยากลืมมันเช่นกัน” เสียงนั้นแผ่วเบาลงกว่าเดิม

ท่าทีของมารดาก็ทำให้เหยาอวี้ผู้เข้าใจคำว่าความเป็นส่วนตัว หรือความลับที่ไม่อยากบอกใคร จึงมิได้เอ่ยถามต่อ

“เจ้าค่ะ”


 

ยามสายที่มาถึงเหออันนั้น ทุกอย่างยังวุ่นวายด้วยการจัดสัมภาระและพักให้หายเหน็ดเหนื่อย กว่าจะได้ชำระกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า และตั้งสติ แดดก็คล้อยต่ำเสียแล้ว

ตามธรรมเนียมของจวนใหญ่ ผู้มาอาศัยไม่อาจนิ่งเฉย ต้องเข้าไปคารวะเจ้าของเรือนในยามเย็นเพื่อแนะนำตัวให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะกลายเป็นเสียมารยาท

เมื่อฟ้าเริ่มแต้มสีทองอ่อน เหยาอวี้ จางซื่อ และหลัวเหวินจึงถูกเชิญไปยังโถงรับรองด้านหน้า

โถงนั้นสูงโปร่ง เสาแดงตั้งเรียงเป็นระเบียบ เครื่องเรือนทุกชิ้นขัดเงาจนสะท้อนแสงสุดท้ายของวัน กลิ่นไม้หอมจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ

ที่นั่งหลักคือ ตู้ฉางหมิง นายอำเภอแห่งเหออัน สีหน้าสงบนิ่ง แววตาเฉียบขาดตามแบบข้าราชการฝ่ายบริหารพลเรือนขั้นเจ็ดผู้คุมอำเภอทั้งอำเภอ

ข้างกายเขาคือฮูหยินตู้ รูปโฉมงดงาม ท่วงท่าสง่า รอยยิ้มบางเบาแต่สายตาคมกริบ

ด้านล่างเยื้องไปคือบุตรชายวัยสิบแปด ตู้ซือหลิง ท่าทางสุขุม ถือตัวอย่างบัณฑิตหนุ่ม ได้ข่าวว่าเพิ่งสอบได้ซิ่วไฉในปีนี้ และกำลังเตรียมสอบเซียงชื่อ[1] เพื่อคว้าสมญานามจวี่เหริน[2]ในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า

อีกฟากหนึ่งคือบุตรสาวล้ำค่าของตู้ฉางหมิง ตู้เถียนเถียน ในวัยสิบห้าปี รูปหน้าละเอียดอ่อน งดงามและอ่อนช้อย ทว่าสีหน้าสงบนิ่งเกินวัย แฝงความเจ้ายศเจ้าอย่างอยู่บางเบา

ซ่งตงหยาง พ่อบ้านวัยสี่สิบแปดปี ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีสำรวม

เมื่อเข้าไปถึงระยะเหมาะสม หลัวเหวินก้าวออกครึ่งก้าว ค้อมกายประสานมืออย่างงดงาม

“ข้าน้อยหลัวเหวิน ขอคารวะใต้เท้าตู้และฮูหยิน ขอบพระคุณที่เมตตาให้ที่พักและอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้พวกเราขอรับ”

ตามธรรมเนียม บุรุษเป็นผู้แทนกล่าวถ้อยคำต่อหน้าผู้ใหญ่ เหยาอวี้กับจางซื่อจึงเพียงค้อมกายเงียบๆ อยู่ด้านหลัง

หลัวเหวินมิได้รับรู้ข้อตกลงอันใดที่หลัวเหอทำไว้เลย เขาเพียงมีหน้าที่มาสอบเท่านั้น และหลัวเหอก็ไม่อยากให้เรื่องอื่นๆ มากระทบต่อการสอบของหลานรัก เขาย่อมไม่เล่าอยู่แล้ว เพียงบอกเช่นที่กล่าวในโถงเรือน ว่าจะมีสองแม่ลูกคู่นี้มาช่วยดูแลเขาในยามเตรียมสอบ ซึ่งแท้จริงแล้วคนที่เขาอยากให้มาด้วยควรเป็นบิดาหรือมารดามากกว่า แต่ในเมื่อท่านปู่เป็นผู้จัดแจง ผู้อ่อนอาวุโสย่อมไม่อาจเอ่ยแทรก

ยิ่งเมื่อได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากนายอำเภอแล้วด้วย ยิ่งทำให้เขารู้สึกยืดหลังยิ่งกว่าเดิม

ตู้ฉางหมิงพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าจะสอบเซี่ยนซื่อแล้วสินะ”

“ขอรับ” หลัวเหวินตอบ “ข้าน้อยมิกล้าหวังไกล เพียงตั้งใจลองสนาม เพื่อเรียนรู้และขัดเกลาตน”

ตู้ฉางหมิงทอดสายตามองเขาอย่างพินิจ แสร้งทำตัวเหมือนใส่ใจการเรียนของเขา ขณะเดียวกันก็กวาดตามองสองแม่ลูกด้านหลังไวๆ “การสอบมิใช่เพียงท่องจำ ต้องรู้จักวิเคราะห์ เจ้าอ่านตำรามากน้อยเพียงใด”

หลัวเหวินตอบอย่างเรียบร้อย กล่าวถึงการทบทวนตำราหลายรอบ ความเห็นของอาจารย์ และความตั้งใจที่จะไม่ประมาท

ตู้ซือหลิงยังคงรักษาท่าทีสุขุม มองว่าหลัวเหวินที่อายุเพียงสิบสองก็ดูมีแวว อีกทั้งเขาก็ไม่ได้รับรู้เรื่องหลังบ้านแต่อย่างใด คิดจริงไปไกลว่าที่บิดาจัดแจงเช่นนี้ อาจจะอยากให้เขามีคนรับใช้ที่มัความรู้ไว้เกื้อหนุนในอนาคต จึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “ปีหน้าข้าจะเข้าสอบเซียงชื่อ สนามนั้นยากยิ่งกว่านี้หลายเท่า หากเจ้าผ่านขั้นนี้ได้ ก็ถือว่าไม่เลว”

หลัวเหวินประสานมืออีกครั้ง รู้สึกยินดีที่ได้รับไมตรีนี้จากลูกชายนายอำเภอ “ข้าน้อยยังห่างไกลจากคุณชายตู้ยิ่งนัก จะพยายามให้สมกับโอกาสที่ได้รับ”

ฮูหยินตู้จึงเอ่ยถามเรื่องการเดินทางและความเป็นอยู่ในเรือนรับรองตามมารยาท

หลัวเหวินเป็นผู้ตอบแทบทั้งหมดอย่างสุภาพ

ตลอดการสนทนา เหยาอวี้ยืนสงบอยู่ด้านหลัง มือประสานกันเบาๆ ตามธรรมเนียม นางรับรู้สายตาของตู้เถียนเถียนที่ทอดมามองเป็นระยะ มิใช่สายตาแห่งความเอ็นดู หากเป็นสายตาที่วัดค่า

ราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาด ก่อนจะเบือนเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว คล้ายไม่ประสงค์จะเสียเวลาจับจ้องนานเกินจำเป็น

เหยาอวี้มิได้แสดงสีหน้าใด แม้จะรู้สึกว่าถูกจับจ้องจากผู้สูงศักดิ์ทั้งสามอยู่ก็ตาม

บทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างมีมารยาทและยึดตามธรรมเนียมทุกประการ ถ้อยคำแลกเปลี่ยนกันไม่กี่ประโยคเกี่ยวกับการศึกษา การเตรียมสอบ และความสะดวกของที่พัก ใช้เวลาเพียงไม่กี่เค่อเท่านั้น

ตู้ฉางหมิงพยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณปิดจบการสนทนา “หากมีสิ่งใดขาดตก แจ้งพ่อบ้านได้” น้ำเสียงราบเรียบ มิได้ต่อความยืดยาว ฮูหยินตู้เพียงยิ้มบาง ตู้ซือหลิงลุกขึ้นก่อนเล็กน้อย แสดงความหมายว่าการพบปะครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว

แม้แต่จะรั้งไว้ร่วมโต๊ะอาหารเย็นด้วยกันก็ไม่มี

เหยาอวี้ก้มคำนับตามลำดับ ก่อนถอยออกมาพร้อมจางซื่อและหลัวเหวิน เมื่อพ้นจากโถงใหญ่ ลมเย็นยามค่ำพัดผ่านลานหินโล่ง ความเคร่งขรึมด้านในถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

แท้จริงแล้ว สิ่งนี้ก็หาได้แปลกนัก

ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นเพียงญาติห่างๆ ของซ่งตงหยาง พ่อบ้านคนสนิท

หากพูดกันตามยุคสมัยนี้ พวกนางก็เป็นเพียงญาติกลุ่มหนึ่งของคนงานในจวนเท่านั้น

การได้พักในเรือนรับรอง แม้จะเป็นเรือนเล็กและอยู่ห่างออกไป ก็ถือว่าเมตตาเกินพอดีด้วยซ้ำ 


 

“เจ้าว่าพวกนายอำเภอดูแปลกๆ หรือไม่” เพราะกังวลอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง จนแน่ชัดแล้วว่าในจวนแห่งนี้ปิดกันสิ่งต่างๆ จากภายนอกได้แน่นอน ความผ่อนคลายจึงมากขึ้น  จางซื่อจึงได้เริ่มสนใจบรรยากาศรอบตัว รอจนบ่าวรับใช้ออกไปหมด จึงได้เอ่ยกับบุตรสาวเบาๆ

สำหรับหลัวเหวินจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าได้รับความเอ็นดูจากจวนนายอำเภอก็คิดไปเถิด แต่จางซื่อไม่มีทางคิดเช่นนั้นเด็ดขาด แม้จะมิใช่คนที่ชอบคิดอะไรซับซ้อน แต่กลเล่ห์ซ่อนเล็บใดในจวนใหญ่ แม้จะประสบมาน้อย แต่ก็พอตื่นตัวอยู่บ้าง

“ท่านแม่เพิ่งรู้สึกหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้เลิกคิ้วถามเชิงหยอกเย้า ที่มารดาเพิ่งจะสนใจเรื่องรอบตัว แต่เพราะคำถามนี้ของมารดา ยิ่งทำให้เหยาอวี้รู้สึกว่ามารดามิได้สามัญดังที่เห็น

จางซื่อไม่สนใจคำหยอกเย้านั้น จึงพูดเหมือนจะสั่งสอนว่า “คนที่ทำดีกับเราโดยที่ไม่มีเหตุผลนั้นไม่มีหรอก มีแค่เรายังไม่รู้สาเหตุมากกว่า”

“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ” เหยาอวี้พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

จางซื่อมองหน้าบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก หลายครั้งแล้วที่พักหลังๆ นางอ่านบุตรสาวผู้นี้ไม่ออก แต่ก็เชื่อมั่นอยู่หลายส่วนว่านางคงเอาตัวรอดได้ แต่มีมารดาที่ไหนบนโลกบ้างที่ไม่คิดเผื่อบุตรสาวของตน แต่เพราะต้องมาอยู่ในเหออันที่นางอยากหนีให้ไกล เพียงเอาตัวให้รอดจากอดีตก็รู้สึกว่าลำบากแล้ว 







 

[1] เซียงชื่อ คือ ชื่อการสอบระดับมณฑล สอบที่เมืองหลวงมณฑล ในทุกๆ 3 ปี ช่วงฤดูใบไม้ร่วง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อ “ชิวซื่อ” โดย ชิว แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง ซื่อ แปลว่า การสอบ

[2] จวี่เหริน คือ สถานะของผู้ที่สอบเซียงชื่อผ่าน