LNCrawler

ตอนที่ 51

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 51

ตอนที่ 51


 

เช้าอีกวัน แสงอาทิตย์อ่อนส่องเข้ามาในเรือนรับรองอย่างสงบ เหยาอวี้จัดเสื้อผ้าเรียบร้อยก่อนจะหันไปหามารดา

เหยาอวี้รบเร้ามารดาว่าอยากออกไปดูท่าเรือสักหน่อย ไหนๆ ก็มาถึงเหออันแล้ว เมืองท่าที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องการค้าและเรือสินค้าจากต่างแดน หากมิได้เห็นกับตาย่อมน่าเสียดาย

จางซื่อกลับบอกว่ารู้สึกไม่สบายตัว จึงอยากขออยู่พักผ่อนในเรือนรับรองนี้ดีกว่า

ทั้งสองโต้แย้งกันอยู่หลายเค่อ สุดท้ายนางก็ไม่อาจฉุดรั้งมารดาออกจากเรือนรับรองได้

เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ข้ออ้างที่แม้แต่มองจากดวงจันทร์ยังรู้ว่าไม่จริง อีกทั้งยังเป็นการโกหก ซึ่งมารดาก็ทราบว่าตบตานางไม่ได้ แต่ก็ยังจะกล่าวไปทั้งอย่างนั้น เพื่อบอกว่าจะไม่ไปไหน

เมื่อเห็นท่าทีหลบเลี่ยงที่จะออกจากจวนเช่นนี้ นางก็ไม่อาจกล่าวอันใด กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นถึงความลับที่มารดาซ่อนอยู่อีกครา แต่ก็รู้ว่าคงไม่มีประโยชน์ อีกทั้งอย่างไรก็เป็นอดีตที่น่าจะไม่เกี่ยวกับตนแล้ว

นางจึงเพียงขานรับว่าเข้าใจแล้วเบาๆ แล้วหมุนตัวจะออกจากเรือน

ทว่าเท้ายังไม่ทันพ้นประตูข้างของจวน ซ่งตงหยางก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับได้รับข่าวจากบ่าวรับใช้

“แม่นางสามจะออกจากจวนหรือ” ซ่งตงหยางถามอย่างห่างเหิน เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยพบหน้ากัน โดยเรียกตามลำดับในครอบครัวหลัวเหอ

“เจ้าค่ะท่านปู่” เหยาอวี้ตอบอย่างสุภาพ เพราะหากนับตามศักดิ์ เขาก็คือท่านปู่อีกคนของนาง

ซ่งตงหยางมองนางครู่หนึ่ง สีหน้าลังเลเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าจางซื่อมิได้ออกมาด้วย เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่ใจดี

เด็กหญิงอายุเพียงแปดขวบจะออกไปเดินเล่นตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ย่อมไม่น่าไว้วางใจ แต่หากนางต้องการ เขาจะจัดคนรับใช้ไปเป็นเพื่อน

“เช่นนั้นให้คนไปเป็นเพื่อนเถิด”

เหยาอวี้ลับยิ้มบาง “มิกล้ารบกวนคนของจวนนายอำเภอเจ้าค่ะ เพียงได้พักที่นี่ก็รบกวนมากแล้ว ข้าเพียงจะไปดูท่าเรือ ไม่นานก็กลับ”

แต่ความจริงเป็นอย่างไรมีเพียงนางที่ทราบ เพราะนางตั้งใจจะไปตรวจอาการของผู้ป่วยตามจดหมายแนะนำของจินต้าฉาง เช่นนั้นจะกล้าพาคนของจวนไปด้วยได้อย่างไร

ซ่งตงหยางยังมิได้ถอยไปทันที สายตาของเขามองเหยาอวี้อย่างชั่งใจ ก่อนเอ่ยถามต่ออย่างราบเรียบ “เส้นทางในเหออัน เจ้ารู้จักหรือไม่ เมืองใหญ่หาใช่ตำบลเล็กๆ เดินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจพลัดหลงได้” เขาถามคมกริบ

เหยาอวี้ยิ้มบาง ค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างอ่อนน้อม “ขอบพระคุณท่านปู่ที่ห่วงใยเจ้าค่ะ ข้าเคยเดินไปตำบลเพียงลำพังตั้งแต่ยังเล็ก จึงคิดว่าเส้นทางที่คนเดินกันมากย่อมปลอดภัย ข้าจะไม่ออกนอกถนนใหญ่ และจะรีบกลับตามเวลาที่แจ้งไว้เจ้าค่ะ” นางมิได้ตอบว่ารู้จักหรือไม่ แต่จากแผนที่ที่จินต้าฉางวาดไว้ นางน่าจะไม่ถูก และที่สำคัญ ต่อให้ไม่ถูกก็ถามทางเอาได้

ซ่งตงหยางจึงถามอีกประโยค “แล้วเจ้าจะไปเพียงท่าเรือเท่านั้นหรือ”

เหยาอวี้เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “เจ้าค่ะ เห็นเขาว่าที่นั่นคึกคัก มีเรือสินค้าจากหลายถิ่น ข้าเพียงอยากเปิดหูเปิดตา ไม่นานก็กลับ”

นางมิได้กล่าวเกินจำเป็น ไม่เอ่ยถึงจุดหมายอื่น ไม่เปิดช่องให้ซักถามต่อ

ซ่งตงหยางพินิจใบหน้าเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แววตานางนิ่งเกินวัย แต่ก็ไร้พิรุธให้จับต้อง สุดท้ายเขาจึงพยักหน้าเบาๆ ทำได้เพียงกล่าวทิ้งท้ายไว้ปลายประโยค “เมืองใหญ่มิใช่หมู่บ้าน เจ้าอย่าประมาท หากเกิดเรื่องขึ้น พ่อบ้านเช่นข้าก็ช่วยไม่ทัน”

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบอย่างว่าง่าย “ข้าจะระวังตัว” คำตอบของนางมิได้เปิดช่องให้ติดตาม

ซ่งตงหยางจึงนิ่งคิดครู่หนึ่ง มองว่าถึงจะนิ่งอย่างไร ก็เพียงเด็กหญิงผู้หนึ่งที่คงอยากเที่ยวเล่นตามประสา ในที่สุดก็กล่าวเพียงว่า “กลับมาก่อนยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) จะได้ให้คนจัดสำรับไว้”

เหยาอวี้ก็ทำได้เพียงขานรับเท่านั้น

สมกับเป็นพ่อบ้านในจวนนายอำเภอ รูปประโยคที่ดูเป็นห่วง มีการเตรียมข้าวเย็นไว้ให้ แต่เต็มไปด้วยกำหนดการ เสมือนว่าหากยังไม่เห็นนางที่จวนภายในยามโหย่ว อาจจะต้องไปตามนางกลับทันที


 

ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือตามตั้งใจ เหยาอวี้ต้องผ่านตรอกตรอกชิงหลางซึ่งเถ้าแก่จินได้วาดแผนที่ไว้ให้

ถนนปูด้วยหินเรียบอย่างดี สองข้างทางเป็นกำแพงสูงฉาบปูนขาว ประตูไม้แต่ละบานหนักแน่น แสดงฐานะของเจ้าของจวนอย่างไม่ต้องเอ่ยคำใด

เมื่อเดินลึกเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าว นางก็เห็นจวนหนึ่งตั้งเด่นอยู่กลางตรอก

ประตูใหญ่แกะสลักลวดลายละเอียด หมุดทองเหลืองเรียงเป็นแถวสม่ำเสมอ ชายคามุงกระเบื้องเคลือบสีเข้มสะท้อนแสงอ่อนของยามสาย กำแพงสูงสะอาดตา มิได้อวดอ้างด้วยสีสันฉูดฉาด หากแฝงความหรูหราด้วยความประณีต

เหยาอวี้หยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง

จวนแห่งนี้…ดูโอ่อ่ากว่าจวนนายอำเภอหลายส่วน

มิใช่ใหญ่โตเทียบเท่า แต่รายละเอียดและวัสดุที่ใช้กลับแสดงถึงความมั่งคั่งอย่างแท้จริง

แต่ในเมื่อรับปากมาแล้ว นางก็จะทำให้ดีที่สุด แม้ไม่รู้ว่าพานเหยียนซูผู้นี้จะมีตำแหน่งใดในจวน และนางที่มีเวลาจำกัด จึงไม่อาจยืนรอได้นาน

เหยาอวี้ก้าวเข้าไปยังประตูใหญ่ คนเฝ้าประตูในชุดเรียบร้อยมองนางอย่างสงสัยเล็กน้อย

นางค้อมกายสุภาพ ยื่นจดหมายแนะนำตัวออกไป

คนเฝ้าประตูรับไปโดยไม่เข้าใจ มองเด็กหญิงแปลกหน้าอีกครั้ง ขณะพลิกดูซองจดหมาย จึงรู้ว่าเป็นจดหมายสำคัญของนายท่าน จึงกำลังจะเชื้อเชิญคุณหนูผู้นี้

ทว่าเหยาอวี้บอกปฏิเสธ “รบกวนนำจดหมายนี้ส่งให้ท่านกัวด้วยเจ้าค่ะ ข้าจะกลับมาอีกครั้งในยามเว่ย (13.00 – 14.59 น.)”

คนเฝ้าประตูจึงรู้สึกเกรงใจ คิดว่าคุณหนูน้อยผู้นี้คงมีธุระอื่น จึงไม่ได้กล่าวรั้งอีกแต่อย่างใด

เมื่อตัดสินใจแล้ว นางจึงหมุนตัวเดินออกจากตรอกชิงหลาง เพราะหากพานเหยียนซูต้องการให้นางตรวจอาการภรรยาจริง ย่อมจัดเวลาให้ได้

จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเหออัน เป้าหมายเดิมของนาง

เสียงคลื่นเบาๆ และกลิ่นเกลือในอากาศเริ่มลอยมาตามลม โลกอีกด้านของเหออันกำลังรออยู่เบื้องหน้า


 

ท่าเรือเหออันคึกคักกว่าที่เหยาอวี้คาดไว้หลายเท่า เสียงเชือกกระทบเสากระโดง เสียงไม้กระทบไม้ เสียงคนตะโกนขนถ่ายสินค้า เสียงคลื่นซัดเบาๆ ใต้ท้องเรือ ล้วนประสานกันเป็นจังหวะที่ไม่เคยเงียบ

กลิ่นเกลือทะเลผสมกับกลิ่นเครื่องเทศลอยอวลอยู่ในอากาศ

บนท่าเทียบเรือมีหีบไม้กองสูง ถุงผ้าหนักอึ้งถูกแบกขึ้นลงอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อถุงบางใบเปิดปากออก ผงสีแดงเข้ม สีเหลืองทอง และสีน้ำตาลไหม้ก็เผยตัวออกมา กลิ่นฉุนของพริกแห้ง กลิ่นหอมหวานของอบเชย และกลิ่นเผ็ดร้อนของพริกไทยกระทบปลายจมูกทันที

ถัดไปไม่ไกลเป็นกองสมุนไพรแปลกตา ใบแห้งสีเขียวเข้ม รากไม้พันกันเป็นปม เปลือกไม้หั่นเป็นชิ้นบางๆ ล้วนแต่แปลกตาทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดนางรู้จักดี

สัมผัสที่ลึกล้ำทำให้ สายตานางหยุดที่กองหนึ่ง

กระเทียม

หัวใหญ่ เปลือกสีขาว กลิ่นแรง และสดใหม่

เหยาอวี้ก้มลงพิจารณาอย่างเงียบๆ ไม่แสดงท่าทีเหมือนอยากได้มากนัก คนขายที่พยายามขายเจ้าสิ่งนี้มาเนิ่นนานแล้วเพิ่งจะมีคนสนใจนานๆ ที แม้ครั้งนี้จะเป็นเด็กหญิงผู้หนึ่งแต่ก็อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสะอาดเรียบร้อย เขาจึงเอ่ยโน้มน้าวสักหน่อย

ไม่ไกลกัน ชายหัวทองผิวขาวจัดยืนคุมคนงานอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้าเนื้อหนาที่แตกต่างจากชาวหนานไห่โดยสิ้นเชิง ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองไปรอบๆ อย่างระวัง

เสียงสนทนาแปลกหูของภาษาโปรตุเกสดังแทรกขึ้นเป็นระยะ

ใกล้ๆ กันมีล่ามคนหนึ่งกำลังแปลถ้อยคำของพ่อค้าต่างชาติอย่างตั้งใจ

แต่เหยาอวี้สังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่ล่ามแปลกลับมา ตัวเลขราคาจะสูงขึ้นเล็กน้อย

คำบางคำถูกเติมเข้าไป …คำบางคำถูกลดทอน

บ่าวรับใช้ที่ถูกใช้ให้มาต่อรองราคาพยักหน้ารับอย่างไม่รู้เท่าทัน

เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยแลเวมองอย่างเฉยเมย

โลกการค้าล้วนเป็นเช่นนี้ นางมิได้มาที่นี่เพื่อชี้ผิดถูก สิ่งที่สนใจมีเพียงสมุนไพรและวัตถุดิบที่อาจนำไปใช้ได้ในภายหน้า

ระหว่างที่นางกำลังเปลี่ยนมาก้มดูเครื่องเทศสีแดงสดตรงหน้า เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ตัว

“Dê passagem… afaste-se” น้ำเสียงทุ้มต่ำ สำเนียงหนักชัด

เหยาอวี้ที่เคยเป็นแพทย์อาสาที่โมซัมบิก[1]อยู่หลายปี จึงหลบให้โดยอัตโนมัติ เท้าก้าวถอยหนึ่งก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนที่นางจะชะงักเล็กน้อย

ชายชาวต่างชาติผู้นั้นเองก็ชะงัก ดวงตาสีอ่อนหันมามองเด็กหญิงตัวเล็กที่หลบให้ก่อนที่ล่ามจะแปลด้วยซ้ำ แววตาเขาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง

ทั้งสองสบตากันเพียงอึดใจ

ท่ามกลางเสียงอึกทึกของท่าเรือ

ช่วงเวลานั้นเหมือนจะเงียบลงอย่างประหลาด

เหยาอวี้รีบลดสายตาลง ทำท่าเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ในใจนางรู้ดี การหลบทางเมื่อครู่ อาจเปิดเผยบางอย่างที่ไม่ควรถูกเปิดเผย

เจ้านายของบ่าวรับใช้ที่คุยกับล่ามของชาวต่างชาติคนนี้ ก็ยืนอยู่บริเวณนี้ด้วย เรียวตาคมมองเหตุการณ์ที่เกิดเพียงชั่วครู่นั้นอย่างสนใจ 



 

[1] โมซัมบิก คือ สาธารณรัฐโมซัมบิก (Republic of Mozambique) เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ติดมหาสมุทรอินเดีย มีเมืองหลวงคือมาปูโต (Maputo) เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ได้รับเอกราชเมื่อปี 2518 ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ