ตอนที่ 54
ตอนที่ 54
ตอนที่ 54
เหยาอวี้ลุกขึ้นจัดผ้าให้เรียบร้อย แล้วจึงกล่าวต่อ “ข้าจะให้คนเขียนเทียบยาสองชุด หนึ่งต้มดื่มเพื่อขับความชื้นและลดการอักเสบ สองเป็นยาทาภายนอกเช้าเย็น เพียงไม่กี่สัปดาห์ตุ่มบริเวณนั้นก็จะแห้งลงเจ้าค่ะ”
นางเสริมอีกประโยค
“สำคัญที่สุด คืออย่าปิดผ้าแน่นเกินไป เลือกผ้าบาง ระบายอากาศได้ดี และซักเปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ควรใส่ซ้ำทุกวัน งดอาหารเผ็ดร้อน หมักดองและมีกลิ่น และอาหารทะเลด้วยนะเจ้าคะ”
หูซื่อน้ำตาคลอเล็กน้อย ครานี้เป็นน้ำตาแห่งความโล่งอก “ข้ามีโอกาสจะหายใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบมั่นคง “รักษาต่อเนื่องหนึ่งเดือน อาการจะค่อยๆ ทุเลา และหายเป็นปกติ”
“ดีจริงๆ ที่เจ้ามา…” หูซื่อเอ่ยเสียงแผ่ว มือกำชายผ้าแน่นราวกับเพิ่งปล่อยหินหนักจากอก แววตาของนางมิใช่เพียงความโล่งใจ หากยังเจือด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน เหยาอวี้มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจน
โรคในที่ลับของสตรี เป็นเรื่องที่ผู้คนมักกระซิบคุยลับหลัง ไม่กล้าเอ่ยตรงๆ ในยุคนี้ สตรีจำนวนไม่น้อยต้องทนทรมานอยู่เงียบๆ บางคนลุกลามจนกลายเป็นไข้เรื้อรัง บางคนติดเชื้อหนักจนเป็นหนองลึก บางรายถึงขั้นเสียชีวิต เพราะกว่าจะกล้าไปพบหมอ โรคก็ลุกลามเกินเยียวยาแล้ว
มิใช่เพราะโรคทุกชนิดร้ายแรง หากเพราะข้อจำกัดมากมาย
หมอส่วนใหญ่เป็นบุรุษ สตรีต้องเล่าอาการอย่างกระอักกระอ่วน ไม่อาจชี้จุด ไม่อาจอธิบายลักษณะจริงได้ครบถ้วน ความอายกลายเป็นกำแพงที่สูงกว่าความเจ็บปวด บางคนถูกมองด้วยสายตาคลางแคลง ถูกตั้งคำถามถึงศีลธรรมมากกว่าจะถูกถามถึงอาการ
หลายชีวิตจึงต้องกล้ำกลืนความทรมานลงไปจนสิ้นใจ
เมื่อบ่าวรับใช้นำหีบเงินเข้ามาเปิดต่อหน้า ก้อนตำลึงเงินเรียงแน่นสะท้อนแสงวับวาว
เหยาอวี้มองเพียงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างสุภาพ “ข้าขอรับเป็นตั๋วเงินได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าไม่สะดวกพกตำลึงจำนวนมากเช่นนี้”
พานเหยียนซูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะฉายความชื่นชม เด็กหญิงตัวเล็ก แต่รู้จักระวังตัว รู้จักจัดการทรัพย์สิน มิได้ตื่นตระหนกกับเงินก้อนโต
“ได้สิ” เขาพยักหน้า “ให้นำตั๋วเงินมา”
ไม่นานนัก ตั๋วเงินตราประทับชัดเจนก็ถูกส่งมา เหยาอวี้ตรวจตราอย่างรอบคอบ ก่อนพับเก็บอย่างเรียบร้อยแล้วสอดเข้าไว้ในสาบอกเสื้อด้านใน ความจริงนางก็มิได้นำเงินมามากนัก กระทั่งหีบตำลึงทองที่นายท่านเถียนยกให้นางก็ยังถูกเก็บรักษาโดยจินต้าฉาง ก้อนเงินที่เพิ่มพูนกะทันหันนั้นทำให้นางยังไม่มีเวลาไปจัดการ คงต้องรอกลับจากเหออัน
จากนั้นนางค้อมตัวโค้งคำนับ “ขอบพระคุณใต้เท้าพานเจ้าค่ะ”
พานเหยียนซูมองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนลง เขามองเห็นทั้งความงามในวัยเยาว์ และความสุขุมเกินวัยผสมผสานอยู่ในคนๆ เดียว
หากเขามีบุตรชายสักคน…
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว คงไม่ปล่อยแม่นางน้อยผู้นี้ไปง่ายๆ ทั้งหน้าตา ทั้งสติปัญญา ทั้งฝีมือแพทย์ ล้วนหาได้ยากในสตรีผู้หนึ่ง โดยเฉพาะในวัยเพียงเท่านี้
แต่ความคิดนั้นก็ดับลงอย่างเงียบงัน เพราะความจริงอีกประการหนึ่งที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะทั้งชีวิตนี้ เขายังไร้บุตรหลานสืบสกุล
สายตาเขาเหลือบไปทางหูซื่อโดยไม่รู้ตัว ภรรยาผู้นี้ เขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่นางยังเยาว์ ทั้งสองล้วนเป็นเด็กกำพร้า พึ่งพากันมาตลอด เติบโตมาด้วยกัน ฝ่าความลำบากมาด้วยกัน
เมื่อถึงวัยแต่งงาน เขาก็เลือกแต่งนาง มิใช่เพราะฐานะ หากเพราะความผูกพันที่ยากจะตัดขาด และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยคิดจะมีผู้ใดอื่น
เขามุ่งมั่นทำงานจนได้ตำแหน่งกวนตู้ในวันนี้ด้วยความสามารถ
และเพราะไร้แรงกดดันจากผู้ใหญ่ในตระกูล ไม่มีบิดามารดาคอยชี้นำ ไม่มีญาติพี่น้องคอยบีบบังคับเรื่องทายาท บนล่างล้วนไม่มีใครกดดันเขาให้รับอนุ เพื่อสืบทายาท
แต่หูซื่อ…หาได้สบายใจนัก
แม้นางจะมิถูกใครเร่งเร้า ทว่าการไร้บุตรคือเงาที่ตามหลอกหลอนสตรีในยุคนี้ นางไม่อาจตัดใจให้สามีรับอนุได้ แต่ก็ไม่อาจให้กำเนิดทายาทสืบสกุลให้เขา ความทุกข์นั้นจึงกลายเป็นบาดแผลเงียบๆ ที่กัดกินหัวใจ ทั้งยังต้องมาเป็นโรคเช่นนี้อีก
พานเหยียนซูถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันกลับมามองเหยาอวี้อีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มเอ็นดูสุดใจ
“อย่าเรียกใต้เท้าเลย” เขากล่าวพลางยิ้มบางๆ “เรียกลุงพานเถิด อย่าให้ห่างเหินกันนัก”
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ถึงอย่างไร ข้ากับเถ้าแก่จินของเจ้าก็สนิทกัน” เขากล่าวต่อ “เจ้าก็ถือว่าเป็นหลานคนหนึ่งของข้าได้ หามีเรื่องใดโปรดอย่าได้เกรงใจ” คำพูดนั้นมิใช่เพียงมารยาท หากแฝงความจริงใจ และพร้อมสนับสนุน
เหยาอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมตัวอีกครั้ง “เช่นนั้น…ขอบคุณท่านลุงพานเจ้าค่ะ”
คำเรียกนั้นทำให้รอยยิ้มของพานเหยียนซูลึกขึ้นเล็กน้อย “ฮ่าฮ่า เด็กดี”
บางที แม้ไร้บุตรหลานแท้จริงในสายเลือด หากมีคนหนุ่มสาวที่เขาชื่นชมและหวังดีด้วยความจริงใจ ก็นับเป็นความอบอุ่นอีกแบบหนึ่งในชีวิตที่อุทิศให้หน้าที่และภรรยาผู้นี้มาตลอด
เมื่อจัดการเรื่องค่ารักษาเรียบร้อย พานเหยียนซูจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าตอนแรก “อยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันเถิด วันนี้ครัวเตรียมของสดจากทะเลไว้พอดี”
หูซื่อก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่ายามนี้นางจะกินอาหารทะเลไม่ได้ แต่เลี้ยงดูเด็กหญิงผู้หนึ่งนางไม่มีทางตระหนี่เด็ดขาด “ใช่แล้ว เจ้าอย่าเพิ่งรีบกลับเลย”
เหยาอวี้ค้อมตัวเล็กน้อยอย่างสุภาพ นึกถึงคำกำชับเวลากลับของซ่งตงหยาง จึงพูดว่า “ต้องขออภัยเจ้าค่ะ ข้าต้องกลับก่อนยามโหย่ว ท่านแม่รออยู่”
คำว่าท่านแม่รออยู่ ทำให้ทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
พานเหยียนซูพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นก็อย่าให้ผู้ใหญ่เป็นห่วง”
หูซื่อกล่าวเสริม “ครั้งหน้าหากมีเวลา แวะมาหาอีกนะ”
เหยาอวี้พยักหน้า “ข้ายังอยู่ที่เหออันอีกสักระยะเจ้าค่ะ อีกสองสามวันจะมาจับชีพจรให้ฮูหยิน…ป้าพานอีกครั้ง” นางบอกตามความเข้าใจว่าจะได้กลับหมู่บ้านหลังหลัวเหวินสอบเสร็จ
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทั้งสองฉายแววยินดีชัดเจน
แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวเล็กกำลังจะออกจากจวนเพียงลำพัง พานเหยียนซูกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ให้รถม้าไปส่งเถิด” เขากล่าวทันที “ยามนี้ใกล้ค่ำแล้ว”
บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเตรียมการทันทีโดยไม่ต้องสั่งซ้ำ
เหยาอวี้มองออกไป เห็นตราประจำตระกูลบนตัวรถม้า เป็นลวดลายประณีตชัดเจนว่าเป็นรถของหัวหน้าด่านไห่กวน หรูหรากว่ารถม้าที่นั่งมาเมื่อคืนด้วยซ้ำ
นางยังไม่ต้องการให้สกุลหลัวหรือจวนนายอำเภอรู้ว่านางออกตรวจรักษาคน หรือรู้จักผู้ใดในอำเภอนี้
เหยาอวี้จึงรีบเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ข้าเดินมาเอง ทางไม่ไกลนักเจ้าค่ะ อีกทั้งข้าคุ้นเคยกับถนนเส้นนี้แล้วเจ้าค่ะ”
พานเหยียนซูมองนางนิ่งๆ เห็นแววตาที่ลำบากใจแวบหนึ่งในแววตาเด็กหญิง จึงเข้าใจโดยไม่ต้องถามต่อ
เด็กผู้นี้…คงมีเรื่องของตนเองที่ไม่อยากให้ผู้ใดรับรู้มากเกินไป
เขาไม่ถาม ไม่ก้าวก่าย “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” เขากล่าวเรียบๆ
แต่ทันทีที่เหยาอวี้ก้าวออกจากประตูจวน เขาก็หันไปสั่งบ่าวเสียงต่ำ
“ตามดูอยู่ห่างๆ ให้แน่ใจว่านางกลับถึงที่พักโดยปลอดภัย แล้วค่อยกลับมา”
บ่าวรับคำอย่างเงียบเชียบ
เขามิได้คิดจะสืบเรื่องราวของนาง มิได้คิดจะก้าวล่วงความเป็นส่วนตัว
แม้เขาจะรู้จากบ่าวที่แอบตามไปอารักขากลับมาบอกว่าที่พักของเหยาอวี้คือจวนนายอำเภอ แต่เขาก็เพียงรับรู้ไว้ มิได้สั่งให้ผู้ใดไปสืบต่อ
สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียว คือ ให้เด็กหญิงกลับถึงที่พักโดยปลอดภัยเท่านั้น
หูซื่อมองสามีอย่างเข้าใจและเห็นด้วย “ท่านพี่…”
พานเหยียนซูยิ้มบางๆ “เด็กหญิงตัวเล็กเดินคนเดียว ย่อมน่าเป็นห่วง”
ไม่รู้ว่ามารดานางเหตุใดจึงได้ยอมปล่อยออกมาเดินผู้เดียว
แต่ถ้าหากจางซื่อได้ยินความคิดนี้ของพานเหยียนซู ก็คงทำได้เพียงตีอกชกตัวอยู่ในมุมเงียบๆ มิใช่ว่านางไม่ห่วง แต่นางก็กักขังบุตรสาวไว้ที่เรือนรับรองด้วยกันก็มิได้ กับบุตรสาวชอบตั้งคำถามมีเหตุมีผลขนาดนี้ นางจะหาเหตุผลใดมาให้บุตรสาวอยู่แต่ในเรือนด้วยกันได้เล่า ทั้งยังพร้อมที่จะซักไซร้อดีตที่นางไม่อยากหวนนึกถึง และนางที่ไม่กล้าเสนอหน้าที่อำเภอเหออันเป็นที่สุด จนถึงยามนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงได้กล้ามาที่นี่ นั่นก็เพราะนางห่วงบุตรสาวยิ่งนัก แต่ก็ทำได้เพียงหดหัวอยู่ในเรือนรับรองเท่านั้น