LNCrawler

ตอนที่ 5

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 5

ตอนที่ 5


 

ยามบ่ายคล้อย แดดอ่อนเริ่มทอดยาวผ่านลานกลางเรือน เสียงล้อเกวียนหน้าบ้านดังเอี๊ยดอ๊าดอีกครั้ง คราวนี้มิใช่ความแตกตื่น หากเป็นหลัวจิ้นกับหม่าซื่อที่กลับจากตำบล พวกเขาเข้าไปทำธุระและแวะรับบุตรชายคนโต หลัวเหวิน จากสำนักเรียนในตำบล เมื่อจ่ายค่าเกวียนเสร็จก็ทยอยลงมา

หลัวเหวินในชุดนักเรียนผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้าน ก้าวลงจากเกวียนอย่างสุขุม ต่างจากบรรยากาศโกลาหลช่วงสายที่เขาไม่ได้อยู่เห็นด้วยตา

หลัวหนิววิ่งออกมาต้อนรับก่อนใคร สีหน้าตื่นเต้นจนลืมสำรวม “พี่ใหญ่! วันนี้บ้านเราวุ่นวายมาก! มีเด็กแซ่เว่ยชักตัวแข็งเลย!”  ครอบครัวที่มาเมื่อเช้าแซ่เว่ย

หลัวอันรีบเสริม “ใช่! แล้วนังเด็กบ้านรองยังพูดอะไรแปลกๆ ด้วย” ความจริงตามลำดับญาติแล้วหลัวอันต้องเรียกหลัวเหยาอวี้ว่าพี่สาม แต่เพราะพฤติกรรมของผู้ใหญ่ทำให้เขาขาดสัมมาคารวะในเรื่องนี้

หลัวจิ้นที่เพิ่งก้าวลงจากเกวียนชะงัก “เด็กบ้านรอง? เหยาอวี้น่ะหรือ”

หม่าซื่อหันมองบุตรชายคนเล็ก “พูดให้ชัดๆ สิ”

หลัวอันทำท่าทางเลียนแบบ “นางบอกว่าเป็น ‘ไข้พิษ…กระทบเสิน’ อะไรสักอย่าง ท่านปู่ยังเงียบไปเลย!”

คำว่า กระทบเสิน ทำให้หลัวเหวินเงยหน้าขึ้นทันที แม้เขาจะไม่ได้เรียนวิชาแพทย์กับท่านปู่ เพราะมุ่งมั่นและเป็นความหวังที่จะสอบขุนนางให้กับครอบครัว แต่โรคชนิดนี้แม้แต่เขาก็ยังไม่รู้จัก คำนั้นมิใช่คำที่เด็กบ้านนอกจะพูดกันเล่นๆ

แม้แต่หลัวจิ้นก็ขมวดคิ้ว “นังเด็กบ้านรองรู้คำพวกนั้นได้อย่างไร?”

หลัวหนิวรีบตอบ “นางบอกว่าอ่านจากตำราแพทย์ของท่านปู่ ตอนเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูห้องตำรา!”

หม่าซื่อเลิกคิ้ว “นางรู้หนังสือด้วยหรือ?”

น้ำเสียงนั้นปะปนระหว่างสงสัยกับไม่พอใจ อยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาสองปี เด็กกำพร้าผอมบางคนนั้นไม่เคยแสดงว่ารู้หนังสือสักครั้ง มีแต่ทำตัวหยิ่งยโส และเถียงคำไม่ตกฟาก

“แล้วนางรู้วิชาหมอด้วยหรือ” หลัวจิ้นมึนงงกว่า

คำพูดนี้ทำให้หลัวหนิวรีบส่ายหน้าอย่างดูถูก เพราะนางไม่เชื่อเด็ดขาดว่ายัยเด็กเหลือขอนั่นจะรู้วิชาแพทย์ “ไม่ใช่แน่เจ้าค่ะ เพราะท่านปู่ดุนางไปแล้วว่าอย่าให้พูดมั่วๆ ”

หลัวเหวินกลับนิ่งเงียบกว่าใคร มั่วๆ งั้นหรือ? ในใจเขาไม่คิดง่ายเช่นนั้น

“แล้วเด็กแซ่เว่ยนั่นเป็นอะไร” เขาถาม

“เหมือนจะเป็นอย่างที่นางพูดจริงๆ เจ้าค่ะ” หลัวหนิวกลับกล่าวคำนี้พลางหลบตา ก่อนที่จะพูดกลบเกลือนขึ้นมา “ดูเหมือนนางจะแค่บังเอิญพูดแล้วตรงกับโรคพอดีเจ้าค่ะ ก็อย่างที่ข้าบอก ท่านปู่ดุนางไม่ให้กล่าวซี้ซั้วเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้ทำให้หลัวเหวินสับสน แต่ในเมื่อแม้แต่ท่านปู่ยังคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ เด็กหญิงที่อยู่บ้านเขามาสองปีแล้ว นิสัยใจคอ ความสามารถเป็นเช่นไร แม้เขาจะไม่ได้สนใจนัก เพราะอยู่แต่กับตำราเรียน แต่ก็พอรู้ว่าไม่ได้โดดเด่นอันใด

หลัวจิ้นโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย อย่าไปใส่ใจ นางคงเคยเห็นตัวหนังสือบ้างจากเรือนที่ อาสะใภ้รองของพวกเจ้าเป็นหญิงรับใช้มาก่อน” เขาบอกปัด

หม่าซื่อพยักหน้า “ต่อให้รู้หนังสือบ้าง ก็เพียงอ่านออกคำทั่วๆ ไป”

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ทุกคนแยกย้ายพักผ่อน และลืมเรื่องนี้ไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อาจยอมรับว่าเด็กที่มาขออาศัยจะมีความรู้อันใด

หลัวเหวินเหลือบมองไปทางห้องตำราโดยไม่รู้ตัว

ส่วนในมุมหนึ่งของครัว หลัวเหยาอวี้กำลังขนน้ำมาต้มอยู่เงียบๆ  เสียงพูดคุยลอยมาตามลมบางคำ นางมิได้เงยหน้า เพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างไร้อารมณ์

เรื่องที่บอกว่านางอ่านได้แต่เขียนไม่ได้นี่คงไม่เถียง เพราะต่อให้นางเขียนออกมาก็อ่านยากอยู่ดี ยิ่งทักษะเขียนพู่กันของนางก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาโอ้อวดได้แต่ไหนแต่ไร เพราะอักษรจีนโบราณนั้นเขียนยากมากจริงๆ แต่ที่น่าสนใจคือ…

มารดาของเจ้าของร่างเคยเป็นหญิงรับใช้มาก่อนหรือนี่?


 

เรื่องวุ่นวายทั้งหมด กลับไม่มีผู้ใดบอกกล่าวแก่จางซื่อเลยแม้แต่น้อย ยามนางกลับมาถึงเรือน พระอาทิตย์กำลังตกเฉียงผ่านลานดินที่เพิ่งพ้นฤดูหนาว ดินยังแข็งกระด้างอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มแตกเป็นร่องเล็กๆ จากการพรวน

จางซื่อเพิ่งให้อาหารหมู อาหารไก่เสร็จ พรวนดินรอบแปลงผักเล็กๆ ที่อยู่ไกลจากเรือน มือทั้งสองยังเปื้อนดินดำ คราบโคลนแห้งติดตามร่องเล็บ

นิ้วมือที่ครั้งหนึ่งเคยนุ่มเรียว บัดนี้หยาบกร้าน แข็งกระด้างเพียงสองปี รอยแตกเล็กๆ ตามข้อพับเห็นชัดเมื่อกำมือ อากาศหนาวที่ผ่านมาเหมือนกัดกินผิวหนังจนลอกบางส่วน แม้พ้นฤดูแล้ว ความเย็นยังฝังอยู่ในปลายนิ้ว

นางยกมือขึ้นถูไออุ่นเข้าฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว

ใบหน้าซูบเซียวลงกว่าเมื่อแรกมาอยู่ที่นี่ โหนกแก้มชัดขึ้นเล็กน้อย ผิวเคยขาวเนียนบัดนี้หม่นคล้ำจากแดดและฝุ่น แม้เค้าโครงความงามยังพอมองเห็น คิ้วเรียว ตาโค้งอ่อนหวาน จมูกที่ดูเชิดรั้น แต่ถูกบดบังด้วยคราบดินและเหงื่อที่ยังไม่ได้ล้าง เสื้อผ้าฝ้ายเก่าที่สวมใส่มีรอยปะหลายแห่ง สีซีดจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ชายแขนเลอะดินดำเป็นปื้นใหญ่

นางเดินเข้าลานกลางเรือนอย่างเหน็ดเหนื่อย ความทนงตนในช่วงแรกที่มาที่นี่แทบไม่มีแล้ว ยิ่งเพิ่งผ่านเรื่องที่นางหวาดกลัวมากที่สุด จึงทำได้เพียงก้มหน้าให้ชิน

“กลับมาแล้วหรือ” เสียงหม่าซื่อเอ่ยขึ้นจากชานเรือน น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น

จางซื่อทำเป็นไม่เห็น และเพราะนางรับผิดชอบงานทุกอย่างของวันหมดแล้ว หม่าซื่อที่แม้จะหงุดหงิดกับท่าทีเช่นเคยของสะใภ้รอง นางจึงไม่ได้กล่าวอันใด ทั้งที่ความตั้งใจแรกคืออยากถามว่าเหตุใดหลัวเหยาอวี้จึงรู้หนังสือ แต่ท่าทีเฉพาะของสองแม่ลูกนี้ก็ทำนางหงุดหงิดมาตลอด

เหอะ ทำยิ่งใหญ่มาจากไหน ก็แค่แม่หม้ายลูกติด

ดังนั้นจึงไม่มีใครกล่าวถึงเด็กชัก ไม่มีใครกล่าวถึงคำว่าไข้พิษลมไฟกระทบเสินอีก

สำหรับจางซื่อ วันนี้ก็เป็นเพียงวันทำงานหนักอีกวันหนึ่ง

หลัวเหยาอวี้มองมารดาจากมุมเงาในห้องครัว ที่กำลังเดินมาหานาง

จางซื่อวางตะกร้าผักลงข้างเตา แล้วหันมาหาบุตรสาว แววตาที่มักเรียบเฉยเกินวัย อ่อนลงทันทีเมื่อพบบุตรสาว หากมิใช่เพราะเหตุการณ์ตกเขาของเหยาอวี้ นางก็ไม่มีทางคุกเข่าร้องขอคนเหล่านี้แน่ “วันนี้เจ้าทำงานหนักหรือไม่”

หลัวเหยาอวี้ส่ายหน้าเบาๆ “เพียงเช็ดถูห้องตำรา”

จางซื่อยิ้มบางๆ “เช่นนั้นก็ดี งานหนักอื่นๆ เดี๋ยวข้าทำเอง เจ้าไปพักเถิด”

หลัวเหยาอวี้มองนิ้วมือที่แตกหยาบของมารดา เมื่อทั้งห้องครัวมีเพียงพวกนางสองแม่ลูก หลัวเหยาอวี้จึงต้องพูดอย่างชัดเจนว่า “ข้ายังไม่อยากแต่งงาน”

เพราะเหตุการณ์ที่มารดาของเจ้าของร่างตั้งใจขายนางให้กับครอบครัวหนึ่งในตำบล เพื่อผูกดวงเสริมชะตา แต่ ณ เวลานี้ นี่คือร่างของนาง นางไม่มีทางยอมให้เหตุการคลุมถุงชนเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน

“แต่คุณชายบ้านนั้นเป็นถึงซิ่วไฉ หากเจ้าแต่งกับเขา จะมีชีวิตที่สุขสบาย” บุตรชายของบ้านนั้นเกิดอุบัติเหตุจมน้ำ และป่วยอ่อนแอตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่าหากได้แต่งงานจะเพื่อผูกดวงแล้วจะช่วยเสริมให้ดวงชะตาแข็งแรง

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่นางไปช่วยขนของให้หลัวเหวินในตำบล จึงได้ยินเรื่องนี้พอนี้ นางจึงพยายามให้แม่สื่อบอกกล่าวเรื่องนี้ และทางครอบครัวนั้นเหมือนจะยินดีอย่างยิ่ง เพราะคงไม่มีครอบครัวไหนอยากให้บุตรสาวมาเสี่ยงดวงที่จะเป็นหม้ายเช่นนี้แน่นอน

แต่เพราะจางซื่อไม่มีทางเลือก อีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 3 ปีแล้ว กับครอบครัวที่มองแต่ผลประโยชน์ แม้ว่านางจะมอบเงินสองตำลึงให้กับพวกเขาไปแล้ว ก็ไร้ประโยชน์ นางรู้ดีว่าหากพ้นช่วงเก็บภาษีที่ดินไปของปีนี้ไป พวกนางสองแม่ลูกก็จะไร้ประโยชน์ต่อบ้านนี้ทันที

เพื่อให้บุตรสาวอย่างน้อยได้มีที่ซุกหัวนอน นางจำต้องตัดใจ

แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้บุตรสาวจะปฏิเสธออกมาตรงๆ

“เหยาเอ๋อร์…” นางทำได้เพียงเอ่ยชื่อบุตรสาวอย่างอ่อนใจ นางเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น้อย แม้ช่วงนี้จะดูเงียบขรึมผิดปกติ แต่คงเป็นเพราะอาการป่วยและบาดเจ็บ จนไร้ซึ่งอารมณ์ที่จะแสดงออก และเมื่อได้เห็นแววตาที่เด็ดขาดและดื้อดึงเหมือนเก่า นางจึงเบาใจเล็กน้อย ก่อนยอมบอกกล่าวว่า “ต่อไปเราอาจจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ อยากน้อยขอให้เจ้าได้มีที่พักต่อไป”

ความจริงนางเสียใจมากกับปฏิกิริยาของบุตรสาวที่ต่อต้านทันทีที่ทราบเรื่อง จนเกิดเหตุการณ์เสี่ยงต่อชีวิต นางจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเช่นนั้นอีก

หลัวเหยาอวี้ที่ได้ฟังคำพูดของมารดาจึงขมวดคิ้ว นึกถึงความห่างเหินของทุกคนในบ้าน เสมือนมิใช่ครอบครัว นางจึงไม่คิดจะถามให้มากความถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากอยู่ที่นี่เช่นกัน

นี่มิใช่ความต้องการของนางเช่นกันหรือ?

หลัวเหยาอวี้เหมือนได้รับข้อมูลที่ถูกใจ แต่เมื่อสบตากับความกังวลของมารดา จึงต้องรักษาสีหน้าที่พึงใจไว้

ถึงอย่างไรในสายตาทุกคน นางก็เป็นเพียงเด็กหญิงทั่วไปเท่านั้น

“ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าอยากไปช่วยท่านดูผัก”