LNCrawler

ตอนที่ 55

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 55

ตอนที่ 55


 

แน่นอนว่า พานเหยียนซูมิได้สั่งให้ผู้ใดสืบเรื่องของเหยาอวี้

แต่คนที่สืบชนิดเป็นจริงเป็นจัง กลับเป็นเซี่ยจวิ้นเหอ

ในห้องชั้นบนของร้านน้ำชาในกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน แสงตะเกียงส่องต้องใบหน้าคมคายของนายน้อย ขณะฟังบ่าวคนสนิทรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“แม่นางน้อยผู้นั้นอยู่ที่จวนประมาณหนึ่งชั่วยาม แล้วออกจากจวนของพานกวนตู้ก่อนยามโหย่ว”

เซี่ยจวิ้นเหอพยักหน้าเบาๆ ยังมิได้แสดงความเห็น

“จากนั้น…นางเดินกลับเข้าจวนนายอำเภอตู้ขอรับ”

ครานี้ คิ้วของเขาขมวดขึ้นชัดเจน

“จวนนายอำเภอ?” เขาทวนช้าๆ

บ่าวรีบตอบ “ขอรับ ตรวจสอบแล้วแน่ชัด แม่นางพักอยู่ในเรือนรับรองของจวนนั้น”

เซี่ยจวิ้นเหอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์มากนัก แต่ดวงตาคมกลับวูบไหวด้วยความสนใจ

เด็กหญิงในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา

เดินเข้าออกทั้งจวนของพานกวนตู้

และยังพำนักอยู่ในจวนนายอำเภอ

“นางไปทำอันใดที่จวนพาน” เขาถามต่อ

บ่าวส่ายหน้า “ทั้งจวนปิดปากแน่นขอรับ คนรับใช้ล้วนตอบเพียงว่าเป็นแขก และไม่ยอมกล่าวสิ่งใดอีก”

เซี่ยจวิ้นเหอได้ฟังก็หัวเราะ เหอเหอ ออกมา

แน่นอน…จวนของพานกวนตู้มิใช่สถานที่ที่คนจะเข้าไปล้วงข้อมูลได้ง่ายๆ

“แต่ที่จวนนายอำเภอ…” บ่าวรีบกล่าวต่อ “ได้ข้อมูลไม่น้อยขอรับ”

ดวงตาของเซี่ยจวิ้นเหอหรี่ลงเล็กน้อย

“ว่ามา”

“แม่นางผู้นั้นมากับพี่ชายจากหมู่บ้านหลัวซาน ในตำบลชิงเฟิง ซึ่งจะสอบเซี่ยนซื่อในไม่กี่วันนี้ เป็นญาติห่างๆ ของพ่อบ้านจวนนายอำเภอ จึงได้พักอยู่ที่เรือนรับรองขอรับ” เขาอธิบายแบบไม่ตกหล่นสักคำ

เซี่ยจวิ้นเหอขมวดคิ้ว ขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนวางลงอย่างแผ่วเบา

“ญาติห่างๆ ของพ่อบ้าน…?” เขาทวนคำ

บ่าวพยักหน้า “ขอรับ…” คิดเรียบเรียงอยู่สักเล็กน้อยแล้วท่องออกมา “...เป็นหลานลำดับที่สามของปู่ …ปู่ที่เป็นพี่ชายของสามีของน้องสาวของพ่อบ้านจวนนายอำเภอขอรับ”

“อืม…ห่างมากจริงๆ”

เขารู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องงี่เง่าเรื่องหนึ่งอยู่

เซี่ยจวิ้นเหอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงตะวันยามให้ค่ำสาดผ่านกรอบไม้เป็นเส้นยาว มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าว่า…มันแปลกหรือไม่”

บ่าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ขอรับ…แปลกอยู่บ้าง”

เซี่ยจวิ้นเหอหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง ครานี้ชัดเจนกว่าเดิม

“แปลกมากต่างหาก”

เด็กหญิงผู้นั้นมิใช่คนธรรมดา

หรืออย่างน้อย…ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น

เขาไม่ได้สนใจจะเปิดโปงความลับของนาง แต่ความซับซ้อนเช่นนี้กลับยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของเขา

เด็กหญิงที่เข้าใจภาษาต่างชาติ

ญาติห่างๆ ของพ่อบ้าน แต่ได้รับเกียรติให้พักในเรือนรับรองของจวนนายอำเภอ จุดนี้เขาไม่สงสัยนาง แต่กลับสงสัยนายอำเภอแทน …แล้วนึกไปถึงเรื่องลับๆ เรื่องหนึ่งของบุตรสาวนายอำเภอขึ้นมาได้ ก่อนจะปัดทิ้งไปเพราะถึงอย่างไรแม่นางน้อยผู้นั้นก็ยังเล็กเกินกว่าจะกลายเป็นเป้าเช่นนั้น

แล้วที่สำคัญ นางเข้าออกจวนของพานกวนตู้ได้อย่างเปิดเผย โดยที่บ่าวใช้ทั้งหมดให้ความสำคัญ

อะไรคือเกณฑ์ที่เขาคิดว่าให้ความสำคัญน่ะหรือ …นั่นก็คือไม่อาจสืบความว่านางทำอันในที่จวนของพานกวนตู้ได้อย่างไรเล่า นางต้องสำคัญขนาดที่ว่าเป็นแขกสำคัญของเจ้าของจวนด้วยซ้ำถึงสามารถปิดปากคนทั้งจวนได้

พานเหยียนซู ผู้ดำรงตำแหน่งกวนตู้แห่งไห่กวน มิใช่ว่าใครอยากรู้จักแล้วจะได้สนทนากันอย่างสนิทสนม

กลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุนของเซี่ยจวิ้นเหอมีเรือสำเภาหลายลำที่ต้องเข้าออกท่าเหออันเป็นประจำ ทุกลำต้องผ่านด่านไห่กวน ต้องตรวจสินค้า ต้องชำระภาษีให้ครบถ้วน มิฉะนั้นอย่าว่าแต่ค้าขายต่อไปเลย แม้แต่จะเทียบท่าก็ยังลำบาก

ดังนั้นรู้จัก… ย่อมต้องรู้จัก

แต่เป็นการรู้จักในฐานะขั้นตอนหนึ่งของการทำงานเท่านั้น

เซี่ยจวิ้นเหอเคยเข้าไปพบพานกวนตู้หลายครั้ง นั่งสนทนาในห้องทำงาน ตรวจเอกสาร รับฟังข้อกำหนดใหม่ๆ แต่ทุกครั้งก็เป็นเพียงการพูดคุยตามหน้าที่ ไม่มีคำว่าเป็นกันเอง ไม่มีการดื่มสุราส่วนตัว ไม่มีการเชื้อเชิญไปงานเลี้ยงลับหลังราชการ

พานเหยียนซูเป็นข้าราชการขั้นหก สังกัดกระทรวงการคลังโดยตรง

ในเหออันแห่งนี้ แม้แต่นายอำเภอก็ยังเป็นเพียงขั้นเจ็ด ต่ำกว่าเขาถึงหนึ่งขั้น

ตำแหน่งกวนตู้แห่งไห่กวนจึงมิใช่เพียงหัวหน้าด่านธรรมดา เขาเป็นดั่งงูดินเจ้าถิ่นผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ของการค้าในภูมิภาคนี้ทั้งหมด

แน่นอน ย่อมมีผู้คนไม่น้อยอยากใช้คำว่าสนิทกับเขา

แต่ความจริงคือ พานกวนตู้ไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ใดก้าวล้ำเส้นนั้น

เขาไม่รับของกำนัลลับๆ ไม่ร่วมวงสังสรรค์ยามค่ำ ไม่รับคำเชื้อเชิญเกินความจำเป็น อีกทั้งเหนือหัวและใต้เข่าล้วนไร้ญาติมิตรที่จะมาขอเส้นสายหรือแทรกแซง

เขาและภรรยาล้วนเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง และไม่มีเครือญาติให้ผู้อื่นอาศัยเป็นทางลัด

นั่นเองคือจุดแข็ง

และเป็นเหตุผลที่ท่าเรือเหออันแห่งนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าหลายแห่ง เพราะทุกคนรู้ดีว่า พานเหยียนซูไร้ซึ่งจุดอ่อน ไม่ว่าพ่อค้ารายใหญ่เพียงใด หากเอกสารไม่ครบ ภาษีไม่ตรง สินค้าต้องถูกกักไว้ ไม่ว่าขุนนางท้องถิ่นคนใดจะพยายามฝากฝัง หากไม่เป็นไปตามระเบียบ ก็ไม่มีการผ่อนปรน

เซี่ยจวิ้นเหอเข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงไม่เคยคิดจะสนิทกับพานกวนตู้แห่งไห่กวนเกินกว่าที่ควร และยิ่งเพราะรู้จักนิสัยของชายผู้นี้ดี เขาจึงยิ่งขมวดคิ้วเมื่อทราบว่า เด็กหญิงในชุดผ้าฝ้ายธรรมดาคนนั้น เข้าออกจวนพานได้อย่างเปิดเผย และได้รับความเอาใจใส่ถึงเพียงนี้

พานเหยียนซู…ไม่ใช่คนที่จะเปิดประตูจวนให้ใครง่ายๆ

เซี่ยจวิ้นเหอเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะช้าๆ

“จับตาดูไว้ห่างๆ ก็พอ” เขาสั่งเรียบๆ “อย่าให้รู้ตัว”

บ่าวรับคำทันที 


 

เมื่อกลับถึงเรือนรับรองตามเวลาที่กำหนดไว้ สำรับอาหารถูกจัดวางรออยู่แล้วจริงดังที่พ่อบ้านซ่งกล่าวไว้ก่อนหน้า ถาดไม้ขัดเงาวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ข้าวสวยร้อนกรุ่นสองถ้วย กับกับข้าวสามสี่อย่างที่จัดมาไม่ขาดไม่เกิน แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียด

แต่เหยาอวี้กลับมิได้รู้สึกถึงความเอื้อเฟื้อ

นางมองสำรับนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เข้าใจดีว่าสิ่งนี้มิใช่ความห่วงใยส่วนตัว แต่เป็นเพราะต้องทำเนื่องจากใช้การตั้งสำรับยามโหย่วเป็นเวลากำหนดกลับจวนของนาง

กำหนดดวลาที่แน่นหนานั้น บางครั้งก็คล้ายกรงที่มองไม่เห็น

สองแม่ลูกนั่งรับประทานอาหารอย่างเงียบงัน เสียงตะเกียบกระทบถ้วยดังเบาๆ ท่ามกลางความสงบที่มากเกินพอดี หลังจากนั้นก็รีบเก็บล้างและดับตะเกียงแต่หัวค่ำ ทำทีเหมือนเตรียมตัวเข้านอนเร็วกว่าปกติ

นอกประตูเรือนยังมีเงาคนผ่านไปมาเป็นระยะ บ่าวรับใช้ที่ดูคล้ายคอยรับคำสั่ง มิได้เข้ามารบกวนโดยตรง แต่การมีอยู่ของพวกเขาก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกว่าทุกการเคลื่อนไหวยังถูกจับตามอง

เหยาอวี้ไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้

หากมิได้อยู่ในเรือนรับรองนี้ นางคงรู้สึกว่าตนเองถูกขังอยู่ในคุกที่ไร้ลูกกรงมากกว่า

เมื่อไฟในห้องดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์เล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่าง เหยาอวี้จึงหยิบตั๋วเงินออกมาจากสาบอกเสื้อ วางลงตรงหน้ามารดา เป็นมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงเงิน

แสงจันทร์สะท้อนตราประทับบนกระดาษอย่างชัดเจน

จางซื่อถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่กำลังพับผ้าห่มค้างอยู่กลางอากาศ เงินจำนวนนี้ แม้แต่คนผู้นั้นกว่าจะได้เงินขนาดนี้ยังต้องทำงานหลายวัน แต่บุตรสาวกลับได้มาในเวลาเพียงวันเดียว

นางเหม่อมองกระดาษนั้นอยู่ชั่วครู่ ราวกับไม่แน่ใจว่าตนตื่นอยู่หรือฝัน ก่อนจะดึงสติกลับมาสอบถามที่มาของเงิน

เหยาอวี้บอกว่าค่าตอบแทนมาจากการไปตรวจโรคให้สหายของจินต้าฉาง ซึ่งเป็นถึงไห่กวน ขุนนางขั้นหก

จางซื่อมิใคร่รู้ดอกว่าตำแหน่งนี้สำคัญเพียง แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นขุนนางขั้น 6 ก็เพียงพยักหน้ารับรู้อย่างจืดชืด เสมือนว่าเป็นแค่ขุนนางขั้น 6 เท่านั้น มิใช่ตั้งขั้น 6

อาการเอ้อระเหยนั้นของมารดาทำเหยาอวี้รู้สึกขัดๆ เล็กน้อย ก่อนจะบอกว่าที่ท่าเรือของเจอดีที่ต้องการแล้ว แต่เสียดายถูกผู้อื่นแย่งชิง


 

ภาพกระสอบกระเทียมสดใหม่ผุดขึ้นในความคิด พร้อมใบหน้าคมคายที่แย่งชิงของที่แม้แต่ตัวเองไม่รู้จักต่อหน้านาง และยังมีท่าทีคล้ายต้องการเจรจาผลประโยชน์กับนางต่อจากนั้นอีก

ความรู้สึกขุ่นเคืองจางๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะรอยยิ้มมั่นใจเกินเหตุของอีกฝ่าย

คนเราหากมิใช่หน้าด้านเกินทน ก็คงต้องมั่นใจในอำนาจของตนอย่างยิ่ง จึงกล้าทำเช่นนั้น

จางซื่อเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า…แย่งชิง

สายตาของนางสงบนิ่ง หากลึกลงไปกลับมีประกายบางอย่างวูบผ่าน คำธรรมดาคำนั้น คล้ายสะกิดบางสิ่งในใจที่ถูกกดทับไว้มานาน