ตอนที่ 56
ตอนที่ 56
ตอนที่ 56
“ผู้ใดกล้าแย่งชิงกับเจ้า”
เสียงของจางซื่อมิได้ดัง หากทว่าแน่นและชัดจนเหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย คำว่าแย่งชิงที่นางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักเมื่อครู่ คล้ายไปสะกิดบางสิ่งในใจผู้เป็นมารดา
ใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ใบหน้าของจางซื่อดูเรียบสงบ แต่ดวงตากลับลึกขึ้นอย่างประหลาด
เหยาอวี้กระแอมเบาๆ คล้ายไม่อยากให้เรื่องนั้นมีน้ำหนักเกินจำเป็น
“อะแฮ่ม… เป็นเพียงคุณชายท่านหนึ่งของตระกูลคหบดีเจ้าค่ะ”
แต่เมื่อได้ยินคำตอบที่ผิดคาดนี้ จางซื่อกลับสนใจไม่น้อย รบเร้าให้บุตรสาวเล่าโดยละเอียด สลัดแม้กระทั่งภาพลักษณ์ที่ดูตึงเครียดหลายวันก็เหมือนจะมลายหายไปราวถูกลมพัด ดวงตาที่เมื่อครู่ยังเคร่งขรึมพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“แค่คหบดีอีกแล้วหรือ” นางพึมพำเหมือนไม่พอใจเท่าไร ก่อนจะกรอกตาไม่นำพาแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย “ตระกูลใด”
เหยาอวี้เริ่มรู้สึกว่าทิศทางของบทสนทนากำลังเคลื่อนไปในทางที่นางมิได้ตั้งใจ
“ตระกูลเซี่ยเจ้าค่ะ กลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน”
จางซื่อพยักหน้าช้าๆ คล้ายชื่อดังกล่าวไม่แปลกหูนัก ก่อนจะเอ่ยถามต่อทันที
“แล้วเขาแย่งของเจ้าอย่างไร”
เหยาอวี้ถอนหายใจแผ่ว เล่าถึงเหตุการณ์ที่ท่าเรืออย่างสั้นๆ ว่าคุณชายผู้นั้นเหมาซื้อกระสอบกระเทียมทั้งถุงไปต่อหน้า ทั้งยังมีท่าทีอยากเจรจาตกลงการค้าบางอย่างกับนาง
“ข้าเพียงรับปากไปส่งๆ มิได้ตกลงอันใดจริงจังเจ้าค่ะ”
นางจงใจละเว้นเรื่องภาษาต่างชาติที่ตนเข้าใจไปโดยสิ้นเชิง
แต่ดูเหมือนจางซื่อจะมิได้สนใจเนื้อหาการค้าสักเท่าไร นางเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาว ดวงตาฉายประกายบางอย่าง
“หน้าตาดีหรือไม่”
เหยาอวี้ชะงัก “เจ้าคะ?”
“คุณชายผู้นั้น หน้าตาดีหรือไม่” จางซื่อย้ำชัด น้ำเสียงนิ่ง แต่แววตาวาววับอย่างประหลาด
เหยาอวี้กะพริบตาปริบๆ รู้สึกว่าคำถามนี้ดูจะเบี่ยงไปไกลจากกระสอบกระเทียมพอสมควร
นางนึกถึงดวงตาคู่นั้นโดยไม่ตั้งใจ เรียวยาวได้รูป หัวตาแหลมทอดต่ำเล็กน้อย หางตาเฉียงขึ้นอย่างสง่างาม แฝงทั้งความเฉียบคมและความมั่นใจ ยามเขามองผู้ใด คล้ายมองทะลุเข้าไปถึงความคิด ไม่เร่งรีบ ไม่ลุกลี้ลุกลน ใบหน้าคมคายได้สัดส่วน ท่วงท่ายืนตรงมั่นคง ราวกับผู้ที่คุ้นชินกับอำนาจและการตัดสินใจ
ยิ่งนึกถึง นางยิ่งรู้สึกขัดแย้งอยู่ลึกๆ กับคำถามมารดาอย่างไม่ทราบเหตุ แต่ก็จำต้องตอบตามมาตรฐานความงามของผู้คนว่า “ก็ดี… เจ้าค่ะ”
จางซื่อพยักหน้ารับอย่างพอใจเล็กน้อย
“แล้วร่ำรวยหรือไม่”
เหยาอวี้ถอนหายใจอีกครั้ง “เป็นนายน้อยของกลุ่มการค้าใหญ่เจ้าค่ะ”
“มีคู่หมายหรือแต่งงานแล้วหรือยัง”
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“มีบ่าวหญิงห้องข้างหรือไม่”
เหยาอวี้หลับตาลงชั่วครู่ ความรู้สึกขัดแย้งเริ่มก่อตัวยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“นิสัยเล่า ดูเจ้าชู้หรือไม่”
ครานี้เหยาอวี้เงยหน้ามองมารดาเต็มๆ สีหน้ากึ่งตกใจ กึ่งระแวง
“ท่านแม่สนใจเรื่องใดกันแน่เจ้าคะ”
จางซื่อกระแอมเบาๆ คล้ายรู้ตัวว่าเอ่ยรวดเร็วเกินไป แล้วแก้ตัวไปส่งๆ “ข้าถามไว้เผื่อเราต้องทำการค้ากันอย่างไรเล่า”
เหยาอวี้รู้สึกว่าความสนใจของมารดาออกจะผิดแปลกอยู่บ้าง ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นในใจอย่างเงียบงัน และมันมิได้ให้ความรู้สึกที่ดีนัก นางเกือบลืมไปแล้วว่ามารดาผู้นี้เคยจะขายร่างนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง!
แล้วนางก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงชัดเจน “ข้าเพิ่งแปดขวบ และข้าจะยังไม่รีบแต่ง”
คำพูดนั้นทำให้จางซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าส่งๆ ราวกับรับฟัง แต่แววตากลับล่องลอยไปไกล คล้ายกำลังคำนวณบางสิ่งอยู่ในใจ
เหยาอวี้มองสีหน้ามารดาแล้วรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะผ่านเรื่องคอขาดบาดตายไปหลายเดือนแล้วหรือไม่ มารดาผู้นี้จึงได้กลับมากระตือรือร้นเรื่องออกเรือนของนางอีกแล้ว
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในความทรงจำ ครั้งที่พบคุณชายรองสกุลเจียงเป็นครั้งแรก ตอนนั้นจางซื่อก็ดูกระตือรือร้นอยู่หน่อยๆ ก่อนจะนิ่งเงียบลงเมื่อทราบว่าเขาป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
ยามนั้นเหยาอวี้ยังคิดว่าตนตาฝาด
บัดนี้จึงเริ่มเข้าใจว่า มารดาค่อนข้างหมกมุ่นกับเรื่องการออกเรือนของนางมาก
ในความเงียบของยามค่ำ ความคิดของสองแม่ลูกจึงล่องลอยไปคนละทิศ โดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าปลายทางจะบรรจบกันหรือสวนทางกันในวันข้างหน้า
นางเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะเลยเถิดไปไกลแล้ว ไม่นึกเลยว่ามารดาที่เมื่อวานยังตั้งท่าจะเอาช้างมาฉุดก็ไม่ยอมออกจากเรือน วันนี้กลับรบเร้าให้นางมาพบนายน้อยเซี่ยให้จงได้
เหยาอวี้ทั้งขำทั้งระอา มองมารดาที่แม้จะข่มความหวาดกลัวในใจต่อเหออัน แต่ก็ยังไม่วายคิดป้องกันตนเอง นอกจากผ้าปิดหน้าแล้ว ยังจะซื้อหมวกสานปีกกว้างที่มีผ้าชีฟองคลุมลงมาถึงช่วงไหล่อีกชั้น บัดนี้กำลังเลือกสีอยู่ในร้านหอผ้าเจียงซิ่วอย่างตั้งใจ
ดูท่าการตกลงการค้าครั้งนี้จะสำคัญยิ่งกว่าความกลัวในใจของมารดาเสียอีก
“แม่นางน้อย ท่านคือหมอหญิงใช่หรือไม่ขอรับ”
ขณะเหยาอวี้ยืนดูผ้าแพรอื่นๆ รอมารดาอยู่ ก็มีชายวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายเข้ามาทักอย่างนอบน้อม ท่าทางคล้ายบ่าวจากตระกูลใหญ่
นางเลิกคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าเป็นบ่าวของคุณชายรองสกุลเจียงนั่นเอง ผ่านมาแล้วหลายเดือน จากที่นางคาด แม้เทียบยาของตนจะช่วยประคองชีวิตเขาในยามนั้นได้ แต่บัดนี้ก็คงไม่ต่างจากต้นไม้ที่รากแห้งเหี่ยว
อาไฉมองใบหน้าแม่หนูน้อยที่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ ราวกับไม่ใคร่อยากสนทนากับตน จึงได้แต่สงบปากสงบคำ ทว่าท้ายที่สุดก็กล่าวขอบคุณออกมา
“เรื่องเมื่อครานั้นต้องขอบคุณแม่นางมากยิ่งขอรับ ยามนี้คุณชายได้เทียบยาของท่านช่วยไว้ อาการภายนอกจึงดีวันดีคืน…”
เขาพูดได้เพียงเท่านี้ เพราะแม้ภายนอกจะดีขึ้น แต่ภายใน…คงไม่มีผู้ใดรู้ดีเท่าเจ้าตัว อาไฉนึกอย่างสังเวช ก่อนจากไปยังกำชับคนในร้านว่า หากแม่นางน้อยต้องการผ้าผืนใดในวันนี้ ห้ามคิดเงินโดยเด็ดขาด
ใช่แล้ว…
ร้านหอผ้าเจียงซิ่ว เป็นหนึ่งในกิจการของตระกูลเจียง
เหยาอวี้มองแผ่นหลังบ่าวชายที่เดินจากไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใด นางได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
พบเจอคือโชคชะตา
จากลาก็คือลิขิต
เพราะเหตุนี้เอง หากไม่ผิดต่อสำนึกตนจนเกินไป หากนางช่วยผู้ใดได้ ก็น้อยครั้งที่จะปฏิเสธ เพราะในชั่วชีวิตคนหนึ่งคน จะได้พบหมอที่มีความสามารถนั้น หาใช่เรื่องง่ายเลย
การออกจากร้านโดยไม่จ่ายเงิน เมื่อทราบสาเหตุ จางซื่อก็นึกถึงหนุ่มน้อยผอมแห้งผู้นั้นได้ ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างถอดถอนใจ และพูดขึ้นมาเพียงว่า
“ชีวิตคนเราล้วนไม่ง่าย”
ก่อนจะหันมาบอกให้ลูกสาวว่าพาไปร้านน้ำชาของกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุนกันเถอะ
พอได้ยินมารดาพูดเช่นนี้ เหยาอวี้ก็พลันนึกได้ว่านางก็มิใช่ว่าจะรู้จักที่ทางในเหออันสักหน่อย ขนาดตอนมาที่ร้านหอผ้าเจียงซิ่วก็ยังต้องถามทางเอากับบ่าวรับใช้ที่จวนนายอำเภอ
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ได้ ก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
หรือว่ามารดาของนางก็ไม่เคยแม้แต่จะมาที่เหออันเช่นกัน?
แล้วเหตุอันใดจึงได้ดูหวาดกลัวเมืองนี้นัก?
เหยาอวี้รู้สึกอับจนอีกครั้ง ความจริงนางก็ไม่ได้คาดเดาอันใดได้หรอก แค่เพียงรู้สึกว่า นิสัยและเรื่องราวรอบตัวมารดา มักทำให้คนคาดไม่ถึงอยู่เสมอ