ตอนที่ 57
ตอนที่ 57
ตอนที่ 57
โชคดีที่เรือนน้ำชาของกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุนตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเหออัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนกล่าวขานถึง เพียงเอ่ยถามคนแถวนั้นไม่กี่คำ ก็มีผู้ชี้ทางให้อย่างไม่ยากเย็น
สองแม่ลูกเดินไปตามถนนที่คึกคักด้วยผู้คน ร้านรวงสองข้างทางเรียงรายแน่นขนัด กลิ่นชา กลิ่นขนมอบ และเสียงหัวเราะจากร้านค้าต่างๆ เคล้าไปกับเสียงล้อรถและฝีเท้า เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นอาคารหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
เรือนน้ำชาฝูชุน
อาคารสามชั้นก่อสร้างอย่างโอ่อ่า หลังคามุงกระเบื้องสีเข้มซ้อนชั้นกัน ชายคาประดับไม้แกะสลักลวดลายเมฆและคลื่นทะเลอย่างประณีต เสาไม้ทาสีแดงเข้มขัดเงาเรียงรายรับน้ำหนักชั้นบนอย่างมั่นคง ป้ายชื่อฝูชุน เขียนด้วยพู่กันใหญ่ หมึกดำขลับบนพื้นไม้สีทองอร่าม บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและฐานะของเจ้าของกิจการได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ตำแหน่งที่ตั้งของเรือนน้ำชายิ่งสะดุดตา เพราะอยู่ติดกับโรงหมอใหญ่แห่งเหออันพอดี อาคารสูงสามชั้นเช่นกัน ทว่าสงบขรึมกว่า ผนังสีอ่อนสะอาดตา ป้ายไม้สลักชื่อโรงหมอเรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า กู้จี้อี้กวน
สายตาของเหยาอวี้กลับหยุดอยู่ที่โรงหมอมากกว่าเรือนน้ำชา นางเงยหน้ามองอาคารนั้นอย่างพินิจ แววตาฉายความสนใจจริงจังมากกว่าที่มีต่อความโอ่อ่าของฝูชุนเสียอีก
แต่ความสนใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน มารดากลับลากนางข้ามธรณีประตูเรือนน้ำชาเข้าไปเสียก่อน มิได้ใส่ใจคำทักท้วงเรื่องขอเวลานอกที่เหยาอวี้พยายามต่อรองแม้แต่น้อย
ภายในเรือนน้ำชา กลิ่นชาอวลอบอุ่น โต๊ะเก้าอี้ไม้เนื้อดีจัดวางเป็นระเบียบ เสียงสนทนาเบาๆ ดังเป็นระยะ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบัณฑิตที่นั่งรวมกันตามมุมต่างๆ ของร้าน บ้างสวมชุดยาวสีอ่อน บ้างพาดพัดขนนกไว้ข้างตัว พูดคุยกันเรื่องบทกวีและข้อสอบราชการ เสียงเอ่ยทวนถ้อยคำจากคัมภีร์พร้อมกับเสียงชี้แนะ เมื่อมีผู้ยกตัวอย่างโคลงกลอนที่ตีความต่างออกไป
บางโต๊ะมีม้วนกระดาษวางคลี่อยู่ หมึกยังไม่แห้งดีนัก แสดงถึงการขีดเขียนถกเถียงกันสดๆ เสียงถ้วยชากระทบจานรองดังแผ่วเป็นจังหวะ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งยกจิบเพื่อครุ่นคิดก่อนเอ่ยความเห็น เสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านหันมามองสองแม่ลูกทันทีที่เห็นพวกนางก้าวเข้ามา
ครั้นทราบจุดประสงค์ว่าเข้าพบนายน้อยของกลุ่มการค้า สีหน้าของเสี่ยวเอ้อร์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความไม่เข้าใจฉายชัดในดวงตา ราวกับกำลังประเมินว่า ความมั่นใจนี้มาจากที่ใด
ผ้าฝ้ายที่สองแม่ลูกสวมใส่ แม้สะอาดเรียบร้อย แต่ก็เป็นเพียงผ้าฝ้ายคุณภาพทั่วไป หาใช่ผ้าไหมหรือผ้าทอชั้นดีที่สตรีตระกูลมั่งคั่งนิยมใช้ เด็กหญิงดูน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตาดอกท้อฉ่ำวาวคู่นั้น แม้จะยังราบเรียบไร้คลื่น แต่หากก่อสักคลื่นอารมณ์ คาดว่าคงสร้างความเย้ายวนดึงดูดใจไม่น้อย แต่สตรีอีกคนกลับคลุมใบหน้าด้วยหมวกสานและผ้าบางปิดบังไว้เกือบทั้งหมด ทำให้ยากจะมองเห็นสีหน้า
แต่ที่นี่คืออำเภอทางใต้ ในมณฑลเจียงหนาน
แม้ผ้าคลุมหมวกสานจะมีจำหน่ายอยู่บ้าง แต่หาได้เป็นที่นิยมเท่าในเมืองหลวงไม่ ในเมืองหลวง เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางมักคลุมหน้าเวลาออกนอกจวน เพื่อรักษาชื่อเสียงและหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
ทว่าเหออันแตกต่างออกไป
นอกจากจำนวนตระกูลขุนนางจะน้อยกว่าเมืองหลวงแล้ว สตรีในแถบเจียงหนานก็มักมีนิสัยเปิดเผย ตรงไปตรงมา มิใคร่โอนอ่อนหรือหวาดกลัวสายตาผู้อื่นจนต้องปิดบังใบหน้าเมื่อออกมานอกเรือน การคลุมหมวกสานเช่นนี้จึงดูสะดุดตาอยู่ไม่น้อยในสายตาคนในร้าน
เสี่ยวเอ้อร์สาวยืนมองสองแม่ลูกอย่างชั่งใจ ในหัวเริ่มคำนวณว่าจะกล่าวเชิญออกไปอย่างไรให้สุภาพที่สุด มิให้เสียบรรยากาศของเรือนน้ำชา และไม่ทำให้แขกโต๊ะอื่นมองเห็นเป็นเรื่องครึกโครม
ขณะกำลังจะก้าวเข้ามาเอ่ยคำปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก บ่าวชายผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลนจนชายเสื้อเกือบสะบัดถูกโต๊ะด้านข้าง
ชายผู้นั้นคือบ่าวรับใช้คนสนิทของเซี่ยจวิ้นเหอ ผู้แอบติดตามสองแม่ลูกมาตั้งแต่ออกจากจวนนายอำเภอ เขาเพียงรับคำสั่งให้จับตาดูอยู่ห่างๆ มิได้คาดคิดว่าพวกนางจะมาถึงเรือนน้ำชาตามคำชวนของนายน้อยรวดเร็วถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นท่าทีของเสี่ยวเอ้อร์ เขาจึงรีบแทรกกายเข้าไปยืนขวางระหว่างนางกับสตรีทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“อะแฮ่ม แม่นางทั้งสองเป็นแขกสำคัญของนายน้อย ถ้าอย่างไรเชิญรอที่ชั้นบนได้เลยขอรับ อีกไม่นานนายน้อยก็จะมาแล้วขอรับ”
น้ำเสียงของเขานอบน้อมอย่างยิ่ง แต่แฝงความเร่งรีบที่พยายามกดไว้ไม่ให้ดูเสียมารยาทออกมา
สายตาของเขาเผลอเหลือบมองใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเด็กหญิงโดยไม่ตั้งใจ ภาพที่นางเข้าออกจวนของพานกวนตู้ราวกับเป็นสวนหลังบ้านยังติดตาเขาอยู่ชัดเจน ต่อให้แต่งกายเรียบง่ายเพียงใด เขาก็มิกล้ากระทำการใดให้กระทบกระเทือน
ก่อนจะใช้สายตากำชับเสี่ยวเอ้อร์อย่างเงียบๆ ให้รีบนำทางไปยังห้องรับรองแขกชั้นบนโดยด่วน
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นถึงกับหลังชาไปชั่วครู่ หัวใจหล่นวูบเมื่อคิดว่าตนเกือบล่วงเกินแขกคนสำคัญของนายน้อยด้วยการเชิญออกจากร้านเสียแล้ว
นางรีบเปลี่ยนท่าทีในทันที ก้มตัวค้อมต่ำกว่าเดิม สีหน้าเปี่ยมรอยยิ้มสุภาพ
“เชิญแม่นางทั้งสองทางนี้เจ้าค่ะ”
เสียงของนางอ่อนหวานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะนำทางขึ้นบันไดไม้สู่ชั้นบนที่เงียบสงบกว่า พร้อมสั่งบ่าวคนอื่นจัดเตรียมของว่างและชาชั้นดีโดยไม่ชักช้า
จากแขกที่เกือบถูกเชิญออกจากร้าน สองแม่ลูกจึงถูกเชิญขึ้นสู่ห้องรับรองอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางสายตาสงสัยของแขกบางโต๊ะที่เหลือบมองตามอย่างเงียบงัน
เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อยกับการดูแลที่ใส่ใจขนาดนี้ จากสายตาประเมินของเสี้ยวเอ้อร์ที่เหมือนอยากจะไล่พวกนางด้วยซ้ำ ทว่า…เพียงบ่าวชายผู้นั้นปรากฎตัว ก็กลายเป็นความนอบน้อมถ่อมตน ทั้งของว่างที่จัดวางอย่างประณีต และชุดน้ำชาที่เปลี่ยนเป็นถ้วยบางโปร่งราวไข่มุก
เมื่อยกถ้วยขึ้นจิบ กลิ่นหอมสดชื่นพลันแผ่ซ่านตั้งแต่ปลายจมูก กลิ่นเขียวสะอาดคล้ายใบไม้แรกผลิผสานกลิ่นหวานอ่อนบางอย่างที่ละมุนลึกอยู่เบื้องหลัง น้ำชาสีอ่อนใสราวหยกเหลือง พอแตะลิ้นก็ให้รสหวานนุ่มตามมาอย่างยาวนาน มิฝาด มิขม
นี่คือหลงจิ่ง…ชามังกรบ่อน้ำ
เหยาอวี้จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ในบ้านชนบทที่เคยอาศัยอยู่ก็มีชาชนิดนี้อยู่บ้าง นางจำสัมผัสกลิ่นเขียวสดและรสหวานปลายลิ้นเช่นนี้ได้
ผู้เดินทางข้ามมิติเช่นเหยาอวี้ที่อยู่ในครอบครัวดีย่อมรับรู้ได้ว่าชานี้ดีหรือไม่ดี
เพียงแต่มิอาจเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของมันในสภาพสังคมยุคนี้ ว่าหลงจิ่งชั้นดี โดยเฉพาะยอดแรกก่อนเทศกาลชิงหมิง[1]ที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อยในแต่ละปี ต้องปลูกในภูเขาที่มีหมอกชื้นและแสงแดดพอเหมาะ ใบอ่อนต้องเก็บด้วยมืออย่างระมัดระวัง แล้วคั่วด้วยไฟอ่อนโดยผู้ชำนาญ
ปริมาณที่ได้ในแต่ละปีนับว่าน้อยยิ่ง แม้ชนชั้นสูงทั่วไปก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่าย
ทว่าจางซื่อกลับรู้ทันทีที่กลิ่นชาลอยเข้าจมูก เพียงสูดหายใจเบาๆ ความคะนึงหาก็ผุดขึ้นในใจอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นนี้…นางเคยดื่มเพียงครั้งเดียวในวันเวลาที่มิอาจย้อนกลับ
หลงจิ่งยอดต้นฤดูนั้นหาได้ยากยิ่ง
แม้กระทั่งในวัง…
ความคิดนั้นแล่นวาบขึ้นมา แต่จางซื่อก็ตัดมันออกในทันที สีหน้ากลับคืนสู่ความเรียบเฉยราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
เหยาอวี้มิทันสังเกตความแปรเปลี่ยนนั้น เพราะกำลังสนใจกับความหอมละมุนที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในลำคอ ในฐานะผู้ที่ค้นหาความสุนทรียะของการกินตั้งแต่มาอยู่ในโลกนี้ นางนี่เป็นครั้งแรกที่นางพึงพอใจต่อรสชาติที่ได้รับ
จางซื่อที่สลัดความสับสนใจแล้วยกมือปลดหมวกสานและผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้าๆ สีหน้าฉายแววรำคาญเล็กน้อยราวกับเพิ่งพ้นความอึดอัดจากการปิดบังใบหน้าในที่สาธารณะ
รู้ดีว่านี่ไม่ต่างกับการหาเรื่องใส่ตน แต่นางเองก็มีปณิทานสำคัญในชีวิตนี้ที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้อยู่
เวลาผ่านไปไม่กี่ถ้วยชาจิบ[2] ความเงียบในห้องรับรองก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบบนบันไดไม้
ประตูเลื่อนเปิดออกอย่างสุภาพ หากคนที่ก้าวเข้ามากลับมีลมหายใจถี่กว่าปกติเล็กน้อย
เซี่ยจวิ้นเหอปรากฏตัวในห้องด้วยท่าทีเร่งร้อนกว่าที่เคยเห็น ทันทีที่บ่าวรับใช้มารายงาน เขาแทบจะขับไล่ลูกค้าคนสำคัญรายหนึ่งกลางการสนทนา เพื่อรีบมาพบสองแม่ลูกโดยเร็ว
สายตาคมคู่นั้นกวาดมองห้องเพียงครู่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่เหยาอวี้ แววตาฉายประกายบางอย่างที่คล้ายทั้งสนใจและมุ่งมั่นในเวลาเดียวกัน
เซี่ยจวิ้นเหอวางพัดในมือลงอย่างไม่รีบร้อน แม้จะเพิ่งเร่งฝีเท้ามา แต่เมื่อก้าวเข้าห้อง สีหน้าและท่วงท่าก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม ราวกับความเร่งรีบก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น
สายตาเขาหยุดที่เหยาอวี้เพียงชั่วอึดใจ แล้วไล่สายตาไปยังสตรีอีกคน
น่าจะเป็นมารดาของนาง…
เซี่ยจวิ้นเหอเผยรอยยิ้มการค้าทันที ก่อนจะกล่าวทักทายและแนะนำตัว เขาประสานมือค้อมตัวเล็กน้อยอย่างเหมาะสมกับวัยและฐานะ
“ข้าน้อยเซี่ยจวิ้นเหอ นายน้อยแห่งกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน วันนี้ให้รอนาน ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ขอรับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบลื่น ไพเราะพอให้ฟังสบาย แต่หนักแน่นพอให้รู้ว่าเขาคุ้นชินกับการเป็นผู้นำบทสนทนา
[1] เทศกาลชิงหมิง คือ เทศกาลเช็งเม้ง
[2] หนึ่งถ้วยชา เป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก เทียบเวลาประมาณ 10-15 นาที