LNCrawler

ตอนที่ 59

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 59

ตอนที่ 59


 

“พี่ใหญ่” เหยาอวี้ที่กำลังจะออกจากจวน กลับพบกับหลัวเหวินโดยบังเอิญ

สองสามวันมานี้นางไม่เคยได้พบหลัวเหวินเลย เมื่อนึกได้ว่าหลัวเหอส่งพวกนางมาก็เพื่อช่วยดูแลหลัวเหวินในยามเตรียมสอบ สงสัยท่านปู่ผู้นี้ของนางจะไม่ทราบว่าพวกนางจะได้อาศัยบารมีของพี่ชายท่านย่าเล็ก จึงได้มาพักอาศัยอยู่ในจวนนายอำเภออย่างมีเกียรติเช่นนี้

“น้องสาม…เจ้าจะไปข้างนอกหรือ” หลัวเหวินรู้สึกเงียบเหงา เพราะต้องนั่งท่องตำราและฝึกเขียนหัวข้อราชการที่อาจารย์ในสำนักเกร็งข้อสอบให้เพียงลำพัง มาสามวันแล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมมีความฝันและความมุ่งมั่นในการสอบ แต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบสองปีเท่านั้น จึงออกมาเดินชมจวนใหญ่อย่างสำรวม

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบเบาๆ แต่ไหนแต่ไรนางกับพี่ใหญ่ผู้นี้ก็มิได้มีหัวข้อให้สนทนาด้วยกันอยู่แล้ว กระทั่งว่ามีโอกาสที่จะต้องดูแลเขาในช่วงเตรียมสอบ ที่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันมากที่สุด แต่โชคชะตายังนำพาให้พวกเขาอยู่ในจวนใหญ่เช่นนี้ และแยกกันคนละเรือน ทั้งยังมีบ่าวรับใช้ดูแลจิปาถะกินใช้ไม่ให้อด จนไม่ต้องถึงมือพวกนางเลยด้วยซ้ำ

เหยาอวี้เห็นว่าเขาไม่พูดอันใดต่อก็ก็กล่าวลา แล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแสนัก

ซึ่งถ้าหากนางหันหลังกลับไป จะเห็นดวงตาที่อ้างว้างและความกดดันเพราะภาระที่ถืออยู่

หลัวเหวินไม่รู้เลยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหยาอวี้ออกจากจวนคนเดียว เพราะเขาคงคิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กหญิงวัยแปดขวบที่ไหนถึงได้กล้าหาญออกไปเที่ยวเล่นในเมืองใหญ่ตัวคนเดียว แต่สถานการณ์อย่างเขาจะมีเวลาไปใส่ใจผู้อื่นได้อย่างไร ขนาดมารดาของนางยังไม่เป็นห่วง แล้วเขาจะต้องสิ้นเปลืองคนคิดไปไย แต่เดิมก็เหมือนคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

หลัวเหวินเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังฟุ้งซ่าน เขาจึงหมดอารมณ์ที่จะเดินเล่นในจวนต่อไป

“ข้าจะต้องตั้งใจเรียน ข้าจะต้องเป็นขุนนาง”

ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่เขาท่องปณิธานนี้วนซ้ำไม่รู้จบจนเป็นความเคยชินไปแล้ว จนกระทั่งลืมไปว่าแรกเริ่มเดิมทีคนที่กล่าวประโยคนี้มิใช่ตัวเขาเองด้วยซ้ำ

‘เจ้าต้องตั้งใจเรียน’

‘เจ้าต้องเป็นขุนนาง’

..

..


 

ตั้งแต่วันที่ออกไปพบนายน้อยผู้นั้น เหยาอวี้ก็ไม่ต้องหาเหตุผลใดๆ เพื่อปฏิเสธมารดาไม่ให้มาด้วยกันอีก

เพราะจางซื่อมิได้คิดจะออกจากเรือนรับรองเลยแม้แต่ก้าวเดียว

ราวกับการไปเรือนน้ำชาฝูชุนในวันนั้น เป็นเพียงภารกิจหนึ่งที่ต้องไปให้เห็นกับตา เมื่อได้เห็น ได้พิจารณา ได้พูดคุยตามสมควรแล้ว นางก็กลับเข้าสู่ความแน่วแน่เดิม คือ…ไม่ออกนอกเรือนโดยเด็ดขาด

หมวกสานและผ้าคลุมหน้าถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อยวางไว้ข้างหีบเสื้อผ้า คล้ายเป็นสัญลักษณ์ว่าหน้าที่วันนั้นสิ้นสุดลงแล้ว

เหยาอวี้ได้แต่ส่ายหัวให้กับความคิดของมารดาในยุคนี้ ไม่ต้องพูดว่านางจะยินดีด้วยหรือไม่ แต่คนอย่างเซี่ยจวิ้นเหอย่อมไม่ยินดีอยู่แล้ว บางทีเขาอาจจะมองเป็นเรื่องขบขันในชีวิตด้วยซ้ำ แต่ถือว่ายังดีที่เขาไม่เปิดโปงมารดานางให้อับอายไปด้วยกัน

ในยุคที่ชายหนึ่งคนครอบครองสตรีได้ทั้งเรือนเช่นนี้ นางไม่มีวันแต่งออกไปในจวนที่ต้องคอยมองหน้าใครก่อนจะทำสิ่งใดแน่นอน

นางหยุดความคิดเพ้อเจ้อนั้นแล้วเริ่มต้นกิจวัตรใหม่อย่างเงียบๆ

ทุกเช้า หลังแสงอรุณแตะขอบหลังคา นางจะออกจากเรือนรับรองโดยมีข้ออ้างเที่ยวเล่นตามประสาเด็กบ้านนอกเช่นเคย

นางนัดพบกับเซี่ยจวิ้นเหอที่ท่าเรือเหออันซึ่งคึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เสียงเชือกเสียดสีกับเสากระโดง เสียงตะโกนขนถ่ายสินค้า และเสียงภาษาต่างแดนหลากสำเนียงดังสลับกันไปมา เหยาอวี้ยืนอยู่ข้างเขาในฐานะตัวกลางคอยแปลคำเจรจา ชี้จุดบกพร่องของสินค้า และช่วยต่อรองราคาอย่างสุขุม

เซี่ยจวิ้นเหอที่มักอ้างว่ากำลังมองหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อขยายประเภทการค้าให้กลุ่มเซี่ยหย่งชุน ทว่าในความเป็นจริง สินค้าที่เขาสนใจเป็นพิเศษกลับหนีไม่พ้น…ชา

ชาใบม้วนแน่นจากดินแดนตะวันตก

ชาแห้งรมควันกลิ่นเข้มจากเกาะไกลทะเล

หรือแม้แต่ชาที่ผสมกลิ่นดอกไม้แปลกประหลาดจากต่างแดน

เหยาอวี้มิได้มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องชาเทียบเท่าพ่อค้าผู้ชำนาญ นางแยกแยะได้เพียงพื้นฐานกลิ่น ความสด ความสะอาดของใบชา และการเก็บรักษา

แต่สิ่งที่นางทำได้ดี คือการฟัง

ฟังถ้อยคำที่พยายามปิดบังคุณภาพจริง

ฟังจังหวะลังเลของผู้ขายยามถูกต่อรอง

จากนั้นจึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดเรียบง่ายให้เซี่ยจวิ้นเหอเข้าใจ และเลือกใช้ต่อรองได้อย่างเหมาะสม

หลายครั้งที่ราคาถูกกดลงได้มากกว่าที่คาด

หลายครั้งที่เขาตัดสินใจไม่รับสินค้าที่ดูดีเพียงผิวเผิน

ทุกครั้งที่การเจรจาสำเร็จ เซี่ยจวิ้นเหอจะเหลือบมองเด็กหญิงข้างกายด้วยสายตาประเมินใหม่อยู่เสมอ

เหยาอวี้เองก็เริ่มคุ้นชินกับท่าเรือยามเช้า กับบทบาทล่ามที่เป็นอยู่ และกับสายตาคมที่บางครั้งจ้องมองนางนานเกินจำเป็นเล็กน้อย และคำพูดก่อกวนในทุกโอกาส

หลังจบการเจรจากับพ่อค้ารายหนึ่ง เหยาอวี้จึงหันไปกล่าวกับเซี่ยจวิ้นเหออย่างสุขุม

“นายน้อย วันนี้ข้าคงอยู่ได้ถึงแค่ยามเว่ยเท่านั้นเจ้าค่ะ”

เซี่ยจวิ้นเหอหันมามองนาง “อ้อ? เหตุใดจึงรีบร้อน”

“ข้ามีธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ” นางตอบไม่ลงรายละเอียด

เขาพยักหน้าให้เหมือนรับรู้ แต่ดวงตากลับมีแววขบขันวูบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเนิบช้า

“ข้าเรียกมารดาเจ้าว่าน้าจาง มิใช่ว่าเจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านพี่หรอกหรือ”

เหยาอวี้ที่ได้ยินก็แทบจะพ่นลมอย่างแรงออกทางจมูก แต่กลับต้องค่อยๆ สูดมันเข้าไปลึกๆ แทนเพื่อกลั้นอารมณ์ไว้ไม่ให้เผยออกมา

“นายน้อยกล่าวเล่นแล้วเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเรียบ หากปลายหางตาดอกท้อกลับกระตุกเล็กน้อย

“กล่าวเล่นหรือ” เขายังไม่วางมือ “หรือเจ้าไม่ยอมรับว่าข้าอาวุโสกว่า”

เจ้าเด็กนี้จะหาเรื่องนางจริงๆ ใช่หรือไม่?

เหยาอวี้เบะปากในใจ

หากว่าเซี่ยจวิ้นเหอมองนางเป็นเพียงเด็กแปดขวบที่น่าแกล้ง

นางก็คงมองเขาเป็นเพียงเจ้าเด็กโข่งที่กล้ามายั่วยุท่านย่าอายุนับร้อยปีอย่างนางเช่นกัน

“ข้าเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้องเช่นนี้สบายใจกว่าเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท สีหน้าใสซื่อราวมิได้เข้าใจความนัยลึกใดๆ ในคำพูดก่อนหน้า หากแฝงความหมายชัดเจนว่าไม่คิดจะรับคำหยอกเย้านั้นแม้แต่น้อย

เซี่ยจวิ้นเหอมองนางนิ่งๆ ก่อนหัวเราะอีกครั้ง ครานี้ไม่ดังนัก แต่ชัดเจนว่าพอใจในปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

เหยาอวี้เพิ่งตระหนักชัดว่า ตั้งแต่ไม่มีมารดานั่งคั่นกลาง นายน้อยเซี่ยผู้นี้มีความสามารถในเรื่องทำให้คนรู้สึกอยากโมโหตายได้เลย

และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เขาดูจะสนุกกับมันไม่น้อย

เพราะความเมตตาเกินพอดีของมารดา ต่อให้นางหน้าหนาเพียงใดก็รู้สึกได้ว่านี่เป็นเรื่องที่อึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องร่วมงานกับเขา

อีกทั้งเซี่ยจวิ้นเหอก็มักใช้เรื่องน่าอายนี้มาล้อเลียนนางอยู่บ่อยๆ

เขาคงเป็นชายหนุ่มเจ้าสำราญที่แค่อยากเย้าแหย่นางเท่านั้น ส่วนนางก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจแก้ต่างอันใดได้แล้ว เพราะไม่รู้จะไปอธิบายว่า… ทำไมท่านแม่ของข้าถึงใดถามเรื่องการแต่งงานและหมั้นหมายของท่าน หรือ..เหตุใดจึงอยากรู้ว่าท่านชอบสตรีเช่นใด

เฮ้อ…ไม่ว่าจะอันไหน นางก็รู้สึกปวดหัวกับมารดาไม่น้อย

บางทีนางเริ่มจะเข้าใจจิตใจของเจ้าของร่างแล้ว ว่าเหตุใดถึงได้คิดสั้นหนีขึ้นเขาแบบไม่กลัวตายเช่นนั้น…

นางไม่คิดเลยว่ามารดาในยุคนี้ จะหมกหมุ่นเรื่องการออกเรือนของบุตรสาวถึงเพียงนี้


 

เหยาอวี้รับเงินค่าจ้างในวันนี้มาโดยไม่นับด้วยซ้ำ เพราะยามนี้นางมิได้ขัดสนเรื่องเงิน แต่ที่ยังมาท่าเรือทุกเช้า มิใช่เพราะตำลึงไม่กี่ก้อน เป็นเพราะการค้าที่นี่เปิดกว้างกว่าที่ใด นางได้เห็นของแปลก ได้เห็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้ราคาที่แท้จริงของสินค้า

ความรู้เหล่านี้ มีค่ากว่าเงินเสียอีก เพราะถึงอย่างไรนางก็เคยตั้งใจจะมาดูของที่ท่าเรือนี้อยู่แล้ว

การทำงานกับกลุ่มการค้าใหญ่เช่นเซี่ยหย่งชุน ทำให้นางได้เห็นระบบของยุคนี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสินค้า การต่อรอง การประเมินคุณภาพ ไปจนถึงการชำระภาษีและจัดส่งต่อไปยังหัวเมืองอื่น

นางไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงเอง ไม่ต้องเสี่ยงกับทุน ไม่ต้องเผชิญความเสียหายหากสินค้าผิดพลาด

เพียงยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน ทำให้นางสามารถกำหนดแผนอนาคตในใจไว้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของเซี่ยจวิ้นเหอทำให้นางมีโอกาสรู้จักพ่อค้าต่างถิ่นจำนวนไม่น้อย ทั้งชาวทะเลใต้ พ่อค้าจากแถบตะวันตก และชาวต่างชาติที่นำสินค้าแปลกใหม่เข้ามา

หลายคนไม่แม้แต่จะสนทนากับเด็กหญิงธรรมดาผู้หนึ่ง หากไม่มีนายน้อยแห่งเซี่ยหย่งชุนยืนอยู่ข้างกาย

โลกที่กว้างไกลกว่ากำแพงจวนนายอำเภอจึงเปิดออกต่อหน้านางทุกเช้า

อีกทั้งนางรับปากแล้ว ก็ไม่อาจกลับคำได้ง่ายๆ และอีกไม่กี่วันนางก็ต้องกลับไป จึงถือว่าเป็นรายได้พิเศษจากการฝึกงานเพื่อกิจการของตนในอนาคตแล้วกัน

ทว่าลึกลงไป นางรู้ดีว่าสิ่งที่ได้มากกว่าตำลึงเงิน คือความเข้าใจว่าโลกนี้เคลื่อนไหวเช่นไร แม้ว่านางจะมีความรู้ที่มากกว่าคนยุคนี้ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตนจะอยู่เหนือทุกคนได้

จุดจบของคนที่ฉลาดแต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็มีให้เห็น

โลกไม่เคยถามหาความเก่ง มีแต่ผู้ที่ปรับตัวได้ไวเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

ความรู้อาจพาเรามาถึงจุดที่ต้องการ แต่การเข้าใจสถานการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ ณ จุดนั้นได้อย่างมั่นคง [1]










 

[1] ประโยคจริงๆ คือ IQ อาจพาเรามาถึงจุดที่ต้องการ แต่ EQ เท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ ณ จุดนั้นได้อย่างมั่นคง