ตอนที่ 60
ตอนที่ 60
ตอนที่ 60
“แม่นางหลัวไปที่จวนพานขอรับ”
บ่าวรับใช้กล่าวพลางค้อมศีรษะต่ำ รายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่นายน้อยสนใจในช่วงนี้ มิใช่เพียงสินค้าจากต่างแดน หากรวมถึงความเคลื่อนไหวของเด็กหญิงผู้หนึ่งด้วย
เซี่ยจวิ้นเหอวางพู่กันในมือลงช้าๆ หมึกบนปลายพู่กันยังไม่ทันแห้งสนิท เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตานิ่งสงบ แต่ภายในกลับครุ่นคิด
จวนพานอีกแล้วหรือ?
สองวันมานี้ นางช่วยเขาเป็นล่ามแทบทุกเช้า ถ้อยคำที่นางเลือกใช้ในการเจรจาแม่นยำเกินวัย การจับจังหวะลังเลของพ่อค้า การรู้ว่าควรถามตรงไหน ควรเงียบตรงไหน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์
เขาเคยพบเด็กฉลาดมามาก แต่ความฉลาดของเหยาอวี้มิใช่เพียงความจำดีหรือเรียนรู้ไว หากเป็นความนิ่ง
นิ่งจนบางคราเขาเกือบลืมไปว่านางเพียงเด็กหญิงผู้หนึ่ง
นิ่งจนเหมือนว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นางก็สามารถควบคุมมันได้ทุกอย่าง เป็นเหตุให้เขารู้สึกอยากทำลายการควบคุมนั้นด้วยการหยอกล้อ
แม้นางจะพยายามไม่เปิดเผยความสามารถเต็มที่ พยายามตอบสั้นๆ ทำเหมือนไม่เข้าใจบางคำถาม หรือถอยห่างจากประเด็นที่ล่อแหลม แต่ยิ่งนางถอย เขากลับยิ่งเห็นชัด
เด็กหญิงผู้นี้กำลังควบคุมระยะห่างอยู่ตลอดเวลา
และตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าสนทนากับเด็กวัยแปดขวบสักครั้ง
บางครั้ง เขารู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับคนที่เข้าใจเกมการค้า เข้าใจชั้นเชิงของคำพูดรวมถึงการจับผิด และรู้ดีว่าควรเปิดเผยอะไร และควรปิดบังอะไร
เซี่ยจวิ้นเหอพิงหลังกับพนักเก้าอี้ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
ข้อมูลที่เขาได้จากส่งไปสืบที่หมู่บ้านหลัวซานก็ยิ่งแปลกประหลาด เหยาอวี้เคยเกือบถูกมารดาขายให้กับซิ่วไฉขี้โรคเพื่อผูกดวงเสริมชะตาผู้หนึ่ง และเพราะได้รับอุบัติเหตุอย่างหนัก คงเป็นเพราะนางไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด จางซื่อจึงคืนของหมั้นไปแล้ว
ส่วนสกุลหลัวก็ตามที่เคยได้รับรายงาน เป็นเพียงครอบครัวหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรให้เชื่อมโยงกับการรู้ภาษาต่างชาติเลยด้วยซ้ำ
และที่งงไปกว่านั้น พวกนางเพิ่งย้ายมาจากชายแดนทางเหนือ เพราะบิดาของนางเสียชีวิต แปลว่าประวัติที่เขารู้ก็มีเพียงช่วงเวลาสองปีที่พวกนางอยู่ที่บ้านสกุลหลัว
หรือว่าแท้จริงแล้วพวกนางจะเรียนภาษาต่างชาติที่ชายแดนเหนืองั้นหรือ?
แต่คิดถึงตรงนี้เขาก็ส่ายหัวปฏิเสธความคิดนี้โดยอัตโนมัติ ชายแดนเหนือติดกับเป่ยถู ไม่มีทะเล
แม้จะมีชนเผ่าและพ่อค้าคาราวานผ่านไปมา แต่สำเนียงที่เหยาอวี้เข้าใจนั้น มิใช่ภาษาของพ่อค้าบนบก หากเป็นสำเนียงของชาวต่างชาติที่โล้สำเภามาเท่านั้น
และยิ่งกับพานเหยียนซูผู้นั้น อยู่ๆ สองคนนี้ก็เหมือนจะมีความสัมพันขึ้นมาเสียเฉยๆ ทั้งๆ ที่ในรายงานก็บอกชัดเจนว่าทั้งมารดาและนาง ล้วนแต่ไม่เคยมาที่เหออันสักครั้ง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงปริศนามากมาย และเพิ่งรู้ตัวว่า ตั้งแต่เจอนาง เขาใช้ความคิดกับนางมากกว่าสินค้าทั้งคลังเสียอีก
แต่ก็ไม่แปลกใจนัก เขาเป็นพ่อค้าชินกับการประเมินทุกอย่าง
ทว่ากับเด็กหญิงผู้นี้ เขากลับไม่อาจอ่านได้ชัดเจนสักครั้ง ไม่รู้ว่านางมีความลับที่ลึกลับเพียงใด
อย่าว่าแต่เซี่ยจวิ้นเหอที่สงสัยเหยาอวี้เลย แม้แต่เหยาอวี้เองก็ไม่อาจตอบตนได้ชัดเจนเช่นกันว่า มารดาของนางแท้จริงแล้วเป็นสตรีเช่นไรแน่
หลายครา จางซื่อดูเป็นเพียงหญิงม่ายสามัญผู้ยึดมั่นในความเรียบร้อยและศักดิ์ศรี ทว่าบางครา กลับมีท่วงท่าและสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าสตรีบ้านชนบทจะมีได้ ความเอ้อระเหยบางอย่างของนาง เหมือนไม่ได้ยึดติดกับสกุลหลัวถึงขั้นไม่คิดกลับเรือนเช่นตอนที่นางออกตรวจโรคที่โรงเตี้ยมจินฟู่ แต่กับยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่อยากให้บุตรสาวออกเรือนกับผู้ชายสักคนจนคลายจะเป็นความหมกหมุ่นด้วยซ้ำ
ความกำกวมนี้ ทำให้เหยาอวี้เองก็อดครุ่นคิดมิได้
วันนี้หลังออกจากท่าเรือ นางจึงมุ่งหน้าไปยังจวนพานตามนัดหมายเพื่อจับชีพจรให้ฮูหยินพานอีกครั้ง อาการของฮูหยินดีขึ้นกว่าวันก่อน สีหน้ามีเลือดฝาดมากกว่าเดิม ใต้เท้าพานและฮูหยินต่างเอ็นดูนางประหนึ่งบุตรหลานในดวงใจ มื้อเที่ยงที่จัดให้จึงเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสจากเหลาชื่อดังของเมือง ทั้งปลานึ่งซีอิ๊วเนื้อขาวละเอียด ซุปไก่ตุ๋นโสมหอมกรุ่น และขนมหวานราดน้ำผึ้ง
ความเอื้อเฟื้อนั้นมิได้แฝงด้วยผลระโยชน์อันใด หากเป็นความห่วงใยจริงใจ ขากลับยังคงให้บ่าวรับใช้แอบตามดูแลเช่นเคย
ครั้นถึงยามโหย่ว นางจึงลากลับจวนนายอำเภอตามปกติ
เส้นทางจากประตูข้างสู่เรือนรับรองเงียบสงบดังเคย ทว่ากลับพบตู้เถียนเถียน บุตรสาวผู้เป็นดั่งไข่มุกของจวน กำลังนั่งสนทนาอยู่ในเก๋งจีนกับแม่นางผู้หนึ่ง ท่ามกลางเงาไผ่ไหวเอนและกลิ่นดอกเหมยอ่อนๆ
เมื่อถูกสายตาของพวกนางจับได้ เหยาอวี้ในฐานะผู้อาศัยชั่วคราว ย่อมต้องเดินเข้าไปคำนับตามมารยาท
“คุณหนูตู้” เหยาอวี้ย่อกายทักทาย
สตรีที่นั่งร่วมกับตู้เถียนเถียนมองนางด้วยความสงสัย เห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นตา ก็เข้าใจว่าเป็นสาวใช้ใหม่ในจวน “นางเป็นบ่าวรับใช้คนใหม่หรือเจ้าคะ?”
ตู้เถียนเถียนกลับชะงักทำหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ สีหน้าสูงส่งของนางฉายแววลังเลครู่หนึ่ง เพราะก็ไม่รู้จะต้องรู้สึกยังไงกับตัวแทนคนนี้ของนาง และยิ่งมาเจอกับเจียงจื่อหรงพอดีอีก
ได้ยินมาว่าเป็นแม่นางน้อยที่ซุกซนผู้หนึ่ง ชอบออกจากจวนแต่เช้า และกลับมาตอนเย็น
เพราะบิดาไม่อยากให้เด็กน้อยหวาดกลัว จึงไม่ได้เข้มงวดนัก เพราะมีแค่นางที่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แต่มารดาและญาติผู้พี่ของนาง ล้วนอยู่อย่างสงบในจวน ดังนั้นถึงอย่างไรนางก็ต้องกลับมา
ขณะนั้นเองที่ตู้เถียนเถียนนึกย้อนถึงดวงตารูปทรงเรียวยาว หัวตาแหลม หางตาเฉียง ผู้ให้ความรู้สึกทั้งสูงศักดิ์ห่างเหินและลึกลับอย่างประหลาด เสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูกนั้นก่อประกายริษยาบางอย่างขึ้นในใจ
แต่ก็ไม่อาจนึกถึงใบหน้าซูบผอม ร่างกายที่อ่อนแอ และลมหายใจที่รวยระริน ความริษยานั้นจึงค่อยๆ คลายลง และปล่อยวางได้มากขึ้น
สุดท้ายจึงตอบสั้นๆ เพียงว่า “นางเป็นญาติห่างๆ ของพ่อบ้าน มาพักอาศัยชั่วคราวเท่านั้น” แล้วหันไปบอกให้เหยาอวี้ออกไปได้ โดยมิได้กล่าวรายละเอียดใดเพิ่มเติม
เหยาอวี้ที่ไม่ได้อยากจะสุงสิงอันใดกับพวกคุณหนูในเมืองใหญ่ เมื่อได้รับการอนุญาต นางจึงถอยออกไปอย่างรู้ความ
เจียงจื่อหรงจึงเหลือบมองเหยาอวี้เพียงผ่านๆ แต่ความสนใจของนางมิได้อยู่ที่เด็กหญิงผู้นี้เลย
เหตุที่มาวันนี้ มิใช่เพื่อพบใครอื่น หากเพื่อมองดูว่าที่พี่สะใภ้ในอนาคตของตนให้ชัดเจน
แม้ลึกๆ จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกับตู้เถียนเถียนนัก เพราะพี่รองของนางเร่งรัดการแต่งงานโดยอาศัยวันเกิดที่จะถึงในไม่กี่วันเป็นฤกษ์มงคล ทั้งที่เพิ่งครบสิบห้าปีเท่านั้น
ฤกษ์สะดวกที่ถูกทำให้เป็นฤกษ์มงคลแบบขอไปทีเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าทางจวนนายอำเภอจะรู้สึกเช่นไร
ทว่าเบื้องหลังการเร่งรัดนั้น กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของครอบครัวพี่รอง
เพราะบ้านอารองเองก็ไม่สบายใจ เนื่องจากกลัวบุตรชายจะมีอายุไม่ถึงวัยสวมกว้าน และไปได้ยินเรื่องการแต่งงานผูกดวงเสริมมงคลมาที่ไหนก็ไม่ทราบ จึงเห็นด้วยที่จะเร่งรัดงานแต่งนี้เช่นกัน เผื่อว่ามันจะทำให้บุตรชายมีอายุยืนขึ้น
คราแรกพวกท่านอาก็ลองมาหยั่งเชิงนายอำเภอตู้แล้ว แต่เห็นว่าพวกเขายังคงแสดงท่าทียึดมั่นที่จะไม่เปลี่ยน ภายในใจจึงรู้สึกโล่งอกไม่น้อย
เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ที่มาเริ่มเรื่องการหมั้นหมายนี้ไว้ตั้งแต่พี่รองนางเพิ่งอายุสิบสอง ก็คือนายอำเภอตู้ผู้นี้นั่นเอง
นั่นเป็นเพราะยามนั้นพี่รองช่างเปล่งประกายยิ่งนัก การสอบขั้นต้นทั้งสามสนามเขาล้วนเป็นลำดับหนึ่งทั้งหมด จนเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับสมญานามหลิ่นเชิง[1] เท่านั้นยังไม่พอคะแนนของพี่รองนางยังเป็นอันดับสูงสุดของหลิ่นเชิงด้วยกันเองอีก คว้าตำแหน่งอั้นโฉ่ว[2] จนชื่อเสียงโด่งดังทั้งแคว้น กลายเป็นตัวเต็งที่ทุกคนจับตามอง
ดังนั้นไม่ต้องรอว่าเขาจะสอบเซียงชื่อเพื่อเป็นจวี่เหรินหรือไม่ ธรณีประตูของจวนเจียงแทบจะรองรับแม่สื่อไม่ไหวด้วยซ้ำ แต่เพราะต้องเห็นแก่หน้านายอำเภอ ถึงอย่างไรตระกูลเจียงก็ลงหลักปักฐานที่นี่แล้ว จึงไม่อาจปฏิเสธท่าทีที่มุ่งมั่นอยากได้พี่รองของนางเป็นเขยของนายอำเภอตู้ได้
แต่ใครจะทราบได้ว่า ร่างกายของพี่รองที่เหมือนจะไม่ค่อยดีอยู่แล้ว คงเพราะรับการสอบติดๆ กันทั้งปีไม่ไหว สุดท้ายจึงทรงๆ ทรุดๆ มาสองปีแล้ว กลายเป็นว่าตำแหน่งอั้นโฉ่วนั้น เหมือนจะเป็นเกียรติยศสุดท้ายที่คว้าไว้ได้เสียแล้ว
ยิ่งล่าสุด เพราะเห็นว่าพ้นฤดูหนาวมา พี่รองอยากช่วยเหลือครอบครัวด้วยการไปดูกิจการในตำบลชิงเฟิงที่ไม่ไกล กลายเป็นว่าการเดินทางนี้กลับจบลงด้วยการถูกอันธพาลทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก รอยฟกช้ำนั้นนางไม่เห็นด้วยตา เพราะถึงอย่างไรชายหญิงก็แตกต่าง แต่ดูจากปริมาณน้ำตาที่อาสะใภ้ร่ำร้องแล้ว มันคงลดทอนอายุไขของพี่รองไปไม่น้อย
ความเงียบสงบของจวนนายอำเภอหลังข่าวนั้น ยิ่งทำให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเจียงไม่สบายใจ
จึงส่งเจียงจื่อหรง ผู้ที่พอจะสนิทกับตู้เถียนเถียน ให้มาหยั่งเชิงท่าที ว่ายังยินยอมพร้อมใจในพันธะครั้งนี้หรือไม่
[1] หลิ่นเชิง คือ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการย่วนชื่อ(ซิ่วไฉ) ของระดับมณฑล
[2] อั้นโฉ่ว คือ อันดับ 1 ในกลุ่มหลิ่นเชิง พูดง่ายๆ ก็คือ อับดับหนึ่งของซิ่วไฉด้วยกัน