ตอนที่ 61
ตอนที่ 61
ตอนที่ 61
เช้านั้นสองแม่ลูกตื่นขึ้นพร้อมเสียงคลื่นมนุษย์ที่ก่อตัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เสียงฝีเท้า เสียงล้อเกวียน เสียงคนเรียกหากันหน้าจวน ล้วนบอกเป็นนัยว่าวันนี้มิใช่วันธรรมดา
เพราะอีกเพียงสามวัน งานมงคลของคุณหนูตู้…ตู้เถียนเถียน ก็จะมาถึง
ตั้งแต่เช้าตรู่ จวนทั้งหลังถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสด กระดาษมงคลตัดเป็นลายดอกเหมยและค้างคาวสื่อถึงโชคดีถูกติดประดับตามประตูและระเบียง ตัวอักษรซวงสี่[1] เขียนด้วยหมึกทองสะท้อนแสงแดดยามเช้า ผ้าริบบิ้นแดงพาดโยงจากเสาสู่เสา โคมผ้าแดงทรงกลมถูกแขวนเรียงรายไล่ระดับจนทั่วทางเดินหลัก
แม้เรือนรับรองของพวกนางจะอยู่ห่างจากเรือนหลักที่ใช้จัดพิธีอยู่พอสมควร เสียงตีกลองซ้อมขบวน และเสียงแม่ครัวเตรียมอาหารก็ดังมาถึงเป็นระยะ
เหยาอวี้มองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเปิดโลก
โอกาสได้เห็นงานมงคลของขุนนางขั้นเจ็ดในยุคโบราณเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่ชาวบ้านชนบทห่างไกลจะได้พบเห็นบ่อยนัก
นางมิคิดเลยว่า ท่านนายอำเภอตู้จะใส่ใจ เกรงว่าพวกนางจะรู้สึกเบื่อหน่าย จึงมีคำสั่งให้คนมาบอกว่าสามารถเข้าร่วมงานมงคลได้
เหยาอวี้กับจางซื่อออกจากเรือนรับรองมาดูความเคลื่อนไหวเพียงครู่หนึ่ง ก่อนรีบกลับเข้าไปจัดแจงเสื้อผ้า เพราะวันนี้เป็นวันแรกของการสอบเซี่ยนซื่อของหลัวเหวิน
นางในฐานะผู้ดูแล(?) อย่างไรก็ต้องออกมาส่งถึงที่ว่าการอำเภอให้สมหน้าที่
ครั้นมาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ บรรยากาศคึกคักจนแทบไม่มีที่ว่าง เหล่าถงซื่อแต่งกายเรียบร้อยถือห่อสัมภาระเล็กๆ ในมือ ข้างกายล้วนมีบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ หรือแม้แต่น้องเล็กยืนส่งด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความหวัง
หลัวเหวินหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ มองภาพตรงหน้าแล้วหัวใจพลันหนักอึ้ง ข้างกายเขา มีเพียงน้องสามผู้นี้ที่มาส่ง ทั้งยังสามารถนำทางมาถึงได้อย่างถูกต้อง
ส่วนท่านอาสะใภ้รอง ก็บอกว่าไม่สบายอีกแล้ว แม้แต่ครอบครัวอาเล็ก ที่หากเขาเข้าใจไม่ผิด ก็ควรเป็นผู้ประสานให้เขาได้รับเกียรติพำนักในจวนนายอำเภอตู้ กลับมิได้ปรากฏตัวแม้เงาตั้งแต่ที่เขามาเยือนเหออันเลยด้วยซ้ำ
หากจะอ้างว่าจวนนายอำเภอเข้มงวดเกินไป ก็ดูจะไม่ใช่เหตุผลนัก เพราะน้องสามผู้นี้กลับเข้าออกจวนได้อย่างไม่ลำบาก
ความคิดนั้นทำให้เขาเผลอยิ้มฝืดๆ
ช่วงเวลาที่เขาก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา เตรียมสอบทั้งวันทั้งคืน น้องสามคงได้ออกไปเดินเล่นตามใจชอบ เรียนรู้โลกภายนอกอย่างอิสระกว่าที่เขาเคยมี
เขาเหลือบมองเหยาอวี้
เด็กหญิงยืนสงบนิ่ง เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย แววตาใสกระจ่างเรียบเฉย มิได้ตื่นเต้นหรือคาดหวังอันใดเช่นกัน
ภาพรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงอวยพร เสียงกำชับให้ตั้งใจทำข้อสอบ เสียงสัญญาว่าหากสอบผ่านจะมีรางวัลรออยู่
“พี่ใหญ่ ขอให้ท่านโชคดีในการสอบเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ที่แม้จะเห็นอาการเหม่อลอยและอ้างว้างของหลัวเหวินก็ไม่ได้คิดจะปลอบโยนอันใด อนาคตอย่างไรก็ต้องแยกบ้านอยู่แล้ว การรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยของบ้านลุงใหญ่ ล้วนแต่ไม่เกี่ยวข้องกับนาง นางเพียงต้องการมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ตามจังหวะชีวิต และความสามารถของตน
มิได้ต้องการเกียรติยศ
มิได้ต้องการบรรดาศักดิ์
เพียงยืนอยู่ในโลกนี้อย่างมั่นคงพอจะไม่ถูกใครผลักล้มเท่านั้นก็พอ
หลัวเหวินมองนางอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าเบาๆ
การสอบเซี่ยนซื่อกินเวลาติดต่อกันสี่ถึงห้าวัน เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังมืดไปจนตะวันคล้อย ผู้ที่ผ่านรอบแรกจึงจะมีสิทธิ์สอบรอบถัดไป มิได้ค้างคืนในห้องสอบเช่นการสอบระดับสูง ทว่าครานี้นายอำเภอตู้กลับให้เจ้าหน้าที่จัดห้องพักใกล้ที่ว่าการอำเภอไว้ให้พี่ใหญ่ ด้วยเกรงว่าความวุ่นวายภายในจวนจะรบกวนสมาธิเขา
วันนี้ทั้งวันเหยาอวี้ลางานกับเซี่ยจวิ้นเหอแล้ว ประจวบกับพรุ่งนี้ชายหนุ่มต้องไปตรวจบัญชีประจำเดือนที่เมืองต่างๆ
วันอื่นๆ จึงถือว่าได้พักไปโดยปริยาย
นางจึงถือว่าเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายของการทำงานโดยมิได้บอกเขาให้ชัดเจน โดยคิดว่าไว้ถึงวันที่ต้องกลับหมู่บ้านหลัวซาน แล้วค่อยฝากจดหมายลาให้ที่เรือนน้ำชาของเขา เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงลูกจ้างแบบครั้งคราว มิได้มีสัญญาทำงาน หรือขายตัวเหมือนบ่าวรับใช้คนอื่นๆ
นางคิดคำนวนดูแล้ว แม้ว่าคุณชายน้อยท่านนี้จะขาดนางไป ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขาย่อมไม่ถูกผู้ใดเอาเปรียบได้แน่นอน คิดดูดีดีแล้ว เหมือนนางจะกำไรด้วยซ้ำ ได้อาศัยบารมีเขาเรียนรู้ขั้นตอนที่ท่าเรือไปก็ไม่น้อย
เหยาอวี้กำลังจะกลับเข้าเรือนรับรองอยู่แล้ว กลับเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน คาดไม่ถึงว่า คุณหนูตู้ผู้สูงศักดิ์ ซึ่งแทบไม่เคยสนทนากับนางนอกจากพบหน้ากันโดยบังเอิญ จะเป็นฝ่ายเดินมาหาถึงเรือนรับรอง
ตู้เถียนเถียนสวมชุดผ้าไหมสีอ่อน ดวงหน้าถูกแต่งแต้มเพียงบางเบา แม้จะไม่ได้แต่งหน้าจัดเต็ม แต่ก็งดงามเกินธรรมดา สมกับเป็นคุณหนูของจวนขุนนาง หากท่วงท่ากลับดูลังเลอยู่ไม่น้อย ทั้งยังมาเพียงคนเดียวไร้เงาบ่าวรับใช้คนสนิท
“แม่นางหลัว” นางเอ่ยเบาๆ เมื่อเห็นเหยาอวี้ออกมาต้อนรับ “วันนี้เจ้าว่างหรือไม่”
เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพื่อคิดหาความน่าจะเป็นที่ลมอะไรนำพาคุณหนูผู้นี้ให้มาหานางได้ “เจ้าค่ะ คุณหนู”
แต่ก็คิดไม่ออกอยู่ดี…
และเมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นแววตาอีกฝ่ายคล้ายอึดอัด ราวกับไม่สะดวกจะสนทนาตรงลานทางเดินที่มีบ่าวผ่านไปมาเป็นระยะ
เหยาอวี้จึงเอ่ยอย่างสุภาพ “หากคุณหนูมิรังเกียจ เชิญด้านในเถิดเจ้าค่ะ”
ตู้เถียนเถียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนก้าวตามเข้าไปในห้องรับรอง ภายในห้อง จางซื่อกำลังจัดวางถ้วยชา เมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นทันที สีหน้าแสดงความประหลาดใจเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มละมุนอย่างผู้ใหญ่มีมารยาท
“คุณหนูตู้” นางเอ่ยทักเสียงอ่อน “เชิญนั่งเจ้าค่ะ”
ตู้เถียนเถียนค้อมศีรษะตอบอย่างสุภาพ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เตี้ยตรงหน้าโต๊ะเตี้ย
เหยาอวี้สังเกตเห็นว่ามือของอีกฝ่ายประสานกันแน่นเล็กน้อย
ตู้เถียนเถียนมองไปรอบห้อง คล้ายตรวจดูว่าปลอดสายตาผู้อื่นแล้ว จึงลดเสียงลง
“ข้าได้ยินว่าพี่ใหญ่ของเจ้าสอบวันนี้ ขอให้เขาสอบผ่านโดยราบรื่นเถิด”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบรับแบบงงๆ เพราะนางคิดว่าเรื่องหลักที่จะพูดคงไม่ใช่เรื่องหลัวเหวินแน่
ตู้เถียนเถียนนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตาที่เคยสงบนั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อย
“อีกไม่กี่วัน ข้าก็ต้องออกเรือนแล้ว” นางเอ่ยเสียงเบา “ในจวนนี้ข้าอยู่มาตั้งแต่เล็ก ทุกซอกทุกมุมคุ้นเคยไปหมด แต่พอคิดว่าจะต้องไปอยู่เรือนอื่น ใจกลับว่างเปล่าอย่างประหลาด”
เหยาอวี้ยังมิทันกล่าวสิ่งใด จางซื่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มละมุน เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกาย
“งานแต่งเป็นเรื่องมงคลที่สุดของสตรีนะเจ้าคะ คุณหนู บุตรสาวได้ออกเรือนไปอย่างสมเกียรติ ย่อมเป็นสิ่งที่บิดามารดาภูมิใจ”
ตู้เถียนเถียนที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับยิ้มเจือนออกมา “แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ข้าเพิ่งปักปิ่นไม่กี่วัน”
“เรื่องเช่นนี้ผู้ใหญ่ย่อมไตร่ตรองมาแล้ว” จางซื่อกล่าวต่ออย่างไม่นำพา ก่อนจะหวนนึกถึงความเก่า
ความจริงบุตรสาวของนางเอง ก็ต้องมีคู่ครองที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ห้าขวบด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะคำทำนายโชคชะตาบ้าบอนั่น วันนี้จะพลิกผันเช่นนี้ได้อย่างไร
ในใจจางซื่อไม่ยินยอมเป็นที่สุด แต่ต่อหน้าผู้น้อยที่ยังหวาดกลัวการแต่งงาน นางจะต้องปลอบโยนให้ดี
“ท่านนายอำเภอรักและทะนุถนอมคุณหนูเพียงใด ผู้ใดในจวนไม่ทราบเล่า ท่านย่อมมิปล่อยให้คุณหนูต้องได้รับความช้ำใจแน่นอน”
ตู้เถียนเถียนก้มหน้า เม้มริมฝีปากที่เหมือนเรื่องราวจะไม่เป็นอย่างที่คิด
“สตรีเราเมื่อถึงวัยก็ต้องมีเรือนของตนเอง มีผู้คอยพึ่งพา มีผู้คอยดูแล การมีสามีมีครอบครัว มิใช่เรื่องน่าหวาดหวั่น หากเป็นการเริ่มต้นชีวิตอีกบทหนึ่งเท่านั้น” จางซื่อกล่าวด้วยแววตาอบอุ่นราวกำลังพูดกับบุตรสาวของตนเอง
แท้จริงแล้วนางอยากอบรมบุตรสาวเช่นกัน ผิดแต่ว่าเหยาอวี้ของนางช่างดีนัก ทุกเรื่องล้วนไม่มีปัญหา มีเพียงแต่เรื่องนี้ที่ไม่ยินยอม เพราะแตกหักจนเกือบเสียนางไป จางซื่อแม้จะยังมีปณิธานยิ่งใหญ่ไม่เสื่อมคลาย แต่ก็ทำได้เพียงซ่อนงำมันเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเหยาอวี้ของนางก็เพิ่งแปดขวบ
เหยาอวี้นั่งเงียบแทบตลอดเวลา เพียงรับฟังทั้งสองที่คุยกันเหมือนจะไปคนละเรื่องอย่างสงบ
ช่างน่าสงสารคุณหนูตู้ ที่อยากมาหาพรรคพวกขอความเห็นใจเรื่องการออกเรือน แต่กลับต้องมาเจอกับสตรีที่เหมือนชั่วชีวิตฝากทุกอย่างไว้ที่การแต่งงาน ขนาดว่าสามีตาย ก็ยังบอกว่าดี
ทว่าอยู่ๆ ตู้เถียนเถียนก็เงยหน้าขึ้น ก่อนยื่นมือมาจับมือเหยาอวี้เบาๆ
“ข้าคุยกับเจ้าแล้วสบายใจนัก”
เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย ในใจนางอดงุนงงมิได้ นางแทบมิได้กล่าวอะไรเลยสักคำ จะสบายใจจากสิ่งใดกัน
แต่ตู้เถียนเถียนกลับยิ้มแล้วรีบพูดวัตถุประสงค์อย่างรวบรัด
“ถึงอย่างไรข้าก็ยังกังวลอยู่ดี” นางกล่าวเบาๆ “ตามธรรมเนียม คืนเข้าหอจะต้องมีบ่าวข้างกายคอยอยู่เป็นเพื่อนก่อนพิธีจะเสร็จสิ้น หาก…ข้าไปขอร้องท่านพ่อ ให้เจ้าอยู่ช่วยข้าก่อน จะได้หรือไม่”
ตำแหน่งเช่นนี้ โดยปกติย่อมเป็นหน้าที่ของบ่าวรับใช้ใกล้ชิดของเจ้าสาว คอยอยู่เป็นกำลังใจในห้องหอจนกว่าพิธีจะดำเนินครบถ้วน
[1] ซวงสี่ เป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานมงคลสมรสในวัฒนธรรมจีน
双 (ซวง) = คู่ / สอง
喜 (สี่) = ความยินดี / ความสุข
เมื่อรวมกันเป็น 双喜 จึงหมายถึง ความสุขที่เพิ่มพูนเป็นสองเท่า