LNCrawler

ตอนที่ 6 (100%)

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 6 (100%)

ตอนที่ 6


 

ช่วยดูผักนั้นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แท้จริงแล้วสิ่งที่นางหวังคือภูเขาหลัวซานด้านหลังนี่ต่างหาก

ใช่…หลัวซานเดียวกับชื่อหมู่บ้านแห่งนี้

รุ่งเช้า แสงแดดบางเบาของปลายฤดูหนาวสาดลอดหมอกจางเหนือหมู่บ้าน ลมยังเย็นอยู่บ้าง แต่ไม่กัดผิวเช่นเดือนก่อน ดินในลานเริ่มคลายความแข็ง กลิ่นหญ้าแห้งผสมกลิ่นดินชื้นลอยมาอ่อนๆ

หลัวเหยาอวี้ตื่นก่อนใคร นางยืนมองไปทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่ซึ่งแนวภูเขาทอดตัวเป็นสันคลื่นสีหม่น

ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินผ่านหน้าบ้านไปเป็นกลุ่มเล็กๆ บางคนสะพายตะกร้า บางคนถือเสียม บางคนพกมีดสั้นไว้กันสัตว์ป่า

ปลายฤดูหนาวเช่นนี้เป็นช่วงเวลาที่ดี สัตว์ใหญ่หลายตัวยังจำศีล งูยังไม่ออกจากโพรง

หญ้ายังไม่รกทึบ หากจะหาของป่า สมุนไพร เห็ดแห้ง หรือรากไม้ นี่คือจังหวะที่ปลอดภัยที่สุด มิเช่นนั้นต้องรอรวมกลุ่มกับนายพรานของหมู่บ้านจึงจะกล้าขึ้นเขา

หลัวเหยาอวี้มองภาพนั้นนิ่งๆ ในโลกใบนี้ หากจะเปลี่ยนชะตา ต้องเริ่มจากสิ่งที่บ้านนี้ไม่อาจควบคุมได้

ภูเขา คือเส้นแบ่งระหว่างความพึ่งพา และความเป็นอิสระ นางมองท้องฟ้าที่สูงเสียดตาเกินเอือมนั้นด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง ยามนี้นางคือหลัวเหยาอวี้แล้ว แต่นางไม่อาจยอมแพ้ต่อโชคชะตาของชาวบ้านยากจนเช่นนี้ได้

สองวันมานี้แม้นางจะไร้ซึ่งพลังเช่นมนุษย์ธรรมดา แต่สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าคนทั่วไปคือสัมผัสฟ้าดิน และปรากฎการณ์ชาติธรรมชาติบางอย่างที่พอจะแม่นยำกว่าคนทั่วไป แม้จะรู้ดีว่าไม่อาจเป็นเหมือนชาติก่อน แต่เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้นางมีความสามารถมากกว่าคนทั่วไป

ด้านหลัง นางได้ยินเสียงจางซื่อกำลังพรวนดิน รดน้ำผัก เทอาหารหมู ทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

หลัวเหยาอวี้เดินเข้าไปใกล้ พร้อมบอกความต้องการออกมา

“ท่านแม่”

จางซื่อเงยหน้าขึ้น มือยังถือขันน้ำ

“หืม?”

“วันนี้…ข้าอยากขึ้นเขา”

มือของจางซื่อหยุดชะงักทันที

“ขึ้นเขา?” น้ำเสียงแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ภาพบุตรสาวตกเขา เลือดไหลจากศีรษะ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ยังติดตาไม่จาง แม้แต่ตอนนี้สะเก็ดก็ยังไม่หลุดดี

“ไม่ได้” นางตอบทันที “เจ้าเพิ่งหายดี”

หลัวเหยาอวี้ไม่รีบร้อน นางก้มมองพื้นดินชั่วครู่ก่อนกล่าวเสียงอ่อน “ข้ายังรู้สึกแน่นหน้าอกอยู่บ้าง เหมือนลมหายใจไม่โล่ง… ในป่าน่าจะมีสมุนไพรที่ดี”

จางซื่อมองนางอย่างไม่ไว้ใจ

“สมุนไพร?”

“ในบ้านท่านปู่…ให้แต่สมุนไพรธรรมดาเจ้าค่ะ” นางกล่าวเรียบๆ “ข้าอยากลองหาเอง”

จางซื่อถอนหายใจ เพราะรู้นิสัยของเจ้าบ้านนี้ดี ว่าสมุนไพรในเรือนมักถูกเก็บไว้ใช้กับคนในเรือนหลัก หรือชาวบ้านที่มีเงินค่ารักษาก่อน พวกนางได้เพียงส่วนเหลือ หรือเก่าเก็บจนแทบไม่มีคุณภาพแล้ว

“เจ้าจะเดินไหวหรือ กลับไปพักเถิด เดี๋ยวข้าไปหาให้เอง” จางซื่อบอก และไม่อธิบายเพิ่ม เหมือนว่านางจะรู้จักสมุนไพรไม่น้อย

หลัวเหยาอวี้ส่ายหน้า “ข้าอยากไปดูด้วยเจ้าค่ะ หลายวันมานี้อยู่แต่ในห้อง เราไปกันไม่นาน เพียงตีนเขา” นางโน้มน้าว

จางซื่อมองดวงตาบุตรสาว ยังเป็นแววเด็ดขาดที่ดื้อดึงเช่นเดิม แต่กลับดูมีเหตุผลกว่าเก่าจนไม่อาจบอกได้ว่านี่คือบุตรีคนเดิม

ท้ายที่สุด นางจึงพยักหน้าเบาๆ “งั้นไปด้วยกัน ห้ามแยกจากข้า”

หลัวเหยาอวี้รับคำทันที ไม่นาน ทั้งสองแม่ลูกจึงสะพายตะกร้าเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน

ทางขึ้นเขาหลัวซานเป็นดินแน่น มีรอยเท้าชาวบ้านทอดยาวขึ้นไปเป็นสาย เสียงคนพูดคุยดังเป็นระยะ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไป เสียงเหล่านั้นค่อยๆ จางลง เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้แห้งเสียดสีกัน กลิ่นดินป่าชื้นเย็นต่างจากลานเรือนอย่างสิ้นเชิง

หลัวเหยาอวี้สูดลมหายใจลึก

กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นไม้แห้งและมอสส์เกาะหินทำให้ปอดที่แน่นอยู่คล้ายโล่งขึ้นเล็กน้อย

เพียงก้าวพ้นแนวไร่มันสำปะหลังของชาวบ้านเข้าสู่เขตป่าร่มครึ้ม อากาศก็เปลี่ยนไปทันที แสงแดดลอดผ่านยอดไม้เป็นลำบางๆ ตกกระทบพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งทับถมหนานุ่ม

จางซื่อเดินนำหน้า คอยระวังพื้นลื่น พลางก้มเก็บผักกูดอ่อนที่เพิ่งแทงยอดขึ้นจากดินชื้น

“อย่าเดินออกนอกทาง” นางเตือน ชีวิตสองปีนี้บ่มเพาะให้นางต้องเรียนรู้ผักป่าหลายชนิด แต่ทุกอย่างก็เพียงแค่ตื้นเขินเอาตัวรอดเท่านั้น ดังนั้นนางจึงไม่เคยมั่นใจที่จะใช้ชีวิตตัวคนเดียวเลย

หลัวเหยาอวี้พยักหน้า แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างละเอียด สัมผัสเฉียบคมบอกนางว่ามีบางอย่างไม่ไกล

ใต้โคนต้นสนใหญ่ที่รากแผ่ออกเหมือนกรงเล็บ นางเห็นเถาวัลย์เส้นเล็กสีเขียวเข้ม ใบรูปหัวใจขนาดเล็กเรียงสลับกัน ลำต้นเลื้อยแนบพื้นดิน นางหยุดทันที ก่อนจะลองหยั่งเชิงมารดาเล็กน้อย

“ท่านแม่ นี่คืออะไร”

จางซื่อเหลือบมอง บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ เพราะความรู้มีจำกัด “เพียงหญ้าธรรมดา อย่าแตะมาก”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวเหยาอวี้ก็ย่อตัวลง ใช้นิ้วเขี่ยดินออกเบาๆ ใต้เถานั้น มีรากอวบขนาดนิ้วก้อย สีขาวอมเหลือง เนื้อแน่น

“ซานฉี…” นางพึมพำ

ซานฉี หรือเถียนฉี คือสมุนไพรจีนอันทรงคุณค่าในตระกูลโสม เป็นสมุนไพรห้ามเลือดและบำรุงเลือดชั้นดี

ปกติพบในพื้นที่ชื้นลึก และมักถูกเก็บจนแทบไม่เหลือในป่าใกล้หมู่บ้าน แต่นี้เพราะนางอาศัยสัมผัสบางอย่างจึงค้นพบมันที่หลงเหลืออยู่ตรงนี้

จางซื่อชะงัก

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

 

50%

 

หลัวเหยาอวี้ยิ้มบางไม่ตอบ ปล่อยให้มารดาคิดไปเอง เพราะจำได้ว่าตอนที่นางร้องขอสมุนไพร มารดาแม้มีสายแต่แปลกใจ แต่ก็ไม่สงสัยอันใด เสมือนเข้าใจว่าเจ้าของร่างน่าจะคุ้นเคยกับสมุนไพรเช่นกัน และดูเหมือนว่าแม้มารดาจะรู้จักสมุนไพรหลายชนิดแต่ก็เพียงรู้จักทั่วไปผิวเผินเหมือนการเจอบ่อยๆ มากกว่าจะเป็นผู้ที่คลุกคลีกับสมุนไพรจริงๆ ยังไม่ได้ลึกซึ้งนัก

จางซื่อจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงช่วยขุดอย่างระมัดระวัง ทั้งยังมีหลายหัว

ซานฉีนี้หายาก เพราะต้องรอหลายปีจึงจะอวบเต็มที่ หากขุดก่อนวัยจะไร้ฤทธิ์ ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่ค่อยสนใจ เพราะมองไม่ออก

เพราะโชคดีแต่ต้น จางซื่อจึงไม่เร่งที่จะกลับ เพราะนางรู้ดีว่าช่วงนี้สัตว์ป่ายังคงจำศีลอยู่ และสิ่งที่นางกังวลคือ จะซ่อนของดีเช่นนี้อย่างไรดี

เดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย เสียงชาวบ้านค่อยๆ หายไป เหลือเพียงเสียงนกป่าบินกระพือปีก

หลัวเหยาอวี้หยุดอีกครั้ง ใต้เงาหินชื้น มีต้นเตี้ยใบเรียวยาวสีเขียวอมม่วง ใบหนาเล็กน้อย ขอบใบหยักละเอียด ดอกตูมสีม่วงเข้มกำลังจะบาน

“ตี้หวง…” นางกล่าวเบาๆ

รากตี้หวงเมื่ออบแห้งใช้บำรุงเลือดและหยิน เป็นของดีที่ต้องปลูกหลายปี ป่าตื้นเช่นนี้ไม่น่าจะมี นางใช้นิ้วแตะดินรอบโคนต้น รู้สึกถึงความชื้นลึกผิดปกติ

“ตรงนี้ดินเย็นกว่าที่อื่น” นางพึมพำ  สัมผัสฟ้าดินของนางบอกว่า บริเวณนี้มีเส้นน้ำใต้ดินไหลผ่าน

จางซื่อเริ่มมองบุตรสาวต่างไปเล็กน้อย

เด็กคนนี้…

ตั้งแต่ฟื้นจากการบาดเจ็บ เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน

เมื่อเดินลึกขึ้นอีก จู่ๆ ลมพัดแรงขึ้นชั่วครู่ ใบไม้ด้านบนสั่นสะเทือน

หลัวเหยาอวี้ชะงัก สายตานางเลื่อนไปยังซอกหินสูงกว่าพื้นเล็กน้อย ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เถาวัลย์พันแน่น

นางปีนขึ้นไปอย่างระวัง

“เหยาเอ๋อร์!” จางซื่อตกใจ

“ข้าไม่ไปไกลเจ้าค่ะ”

เมื่อปัดใบไม้แห้งออก เผยให้เห็นต้นเตี้ยสูงเพียงคืบ ใบประกอบสามแฉกเรียงรอบก้าน กลางต้นมีผลสีแดงสดเล็กๆ คล้ายหยดเลือด

หลัวเหยาอวี้นิ่งงัน

โสมป่า!!

ลำต้นเรียว ใบเรียงสมมาตร ผลแดงแสดงว่าโตเต็มวัย โสมป่าเช่นนี้หายากยิ่ง โดยเฉพาะใกล้หมู่บ้าน เพราะมักถูกเก็บไปก่อนแล้ว

นางยื่นมือไปแตะพื้นดินรอบโคน พลังบางอย่างอุ่นวาบใต้ฝ่ามือ นี่ไม่ใช่โสมธรรมดา รากใต้ดินน่าจะมีอายุไม่น้อยกว่าสิบปี

จางซื่อขึ้นมาถึงพอดี เมื่อเห็นต้นนั้นก็เบิกตากว้าง

“นี่…!”

นางไม่เคยคิดว่าจะเจอของเช่นนี้ใกล้หมู่บ้าน

โสมป่าหนึ่งต้น อาจขายได้เงินมากกว่าสองตำลึงที่เคยมอบให้นายท่านหลัวเสียอีก

หลัวเหยาอวี้สูดลมหายใจช้าๆ นี่คือของดีที่แท้จริง

แต่ยังไม่ใช่ที่สุด

เพราะขณะที่จางซื่อกำลังตื่นเต้น สายตาของหลัวเหยาอวี้กลับเลื่อนไปด้านหลังโขดหิน

ใต้ร่มเงาลึกที่สุด มีต้นเล็กสูงเพียงฝ่ามือ ใบเรียวยาวสีเขียวเข้มเกือบดำ กลางใบมีเส้นสีเงินบางๆ พาดผ่าน รอบโคนต้นมีไอหมอกจางๆ เกาะอยู่ทั้งที่แดดเริ่มแรง

หัวใจของนางเต้นช้าลง

นี่คือ…หลิงจือดินเย็น

เห็ดหลิงจือที่เติบโตในพื้นที่พลังชื้นเย็นจัด ผิวดอกมันวาวคล้ายเคลือบแล็กเกอร์ สีแดงอมดำ ปลายขอบสีอ่อนกว่า

หายากยิ่งกว่าหายาก

หลัวเหยาอวี้ไม่เผยความตื่นเต้นออกมา เพียงกล่าวเรียบๆ

“ท่านแม่…วันนี้เราต้องหาของอื่นๆ มาปกปิดพวกมันเสียแล้ว”