ตอนที่ 63
ตอนที่ 63
ตอนที่ 63
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เสียงชนถ้วยสุรา และแสงโคมแดงที่ส่องสะท้อนผืนฟ้าเหออันในยามค่ำ
แล้วก็ถึงเวลาสำคัญ เจ้าสาวต้องเข้าสู่ห้องหอเพื่อรอเจ้าบ่าว
ตู้เถียนเถียนถูกประคองผ่านระเบียงยาว แสงเทียนสั่นไหวตามแรงลมอ่อน เหยาอวี้เดินตามหลังตามหน้าที่
ความรู้สึกเหมือนภาระหน้าที่ใกล้สิ้นสุดแล้วทำให้นางโล่งอกเล็กน้อย มองตู้เถียนเถียนที่ถูกประคองด้วยความเห็นใจเล็กน้อย
เพราะแม้พิธีภายนอกจะราบรื่นเพียงใด แต่นางที่อยู่ใกล้ชิดกลับสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในลมหายใจของเจ้าสาว
มือใต้แขนเสื้อยาวสั่นเล็กน้อย ฝีเท้าช้ากว่าปกติ
นางคงตื่นเต้นมากจริงๆ
เหยาอวี้คิด…
แต่แท้จริงแล้วมีเพียงตู้เถียนเถียนเท่านั้นที่รู้ดีว่าความตื่นเต้นของนางมิใช่พิธีการงานแต่ง แต่เป็นเรื่องที่กำลังจะทำในไม่กี่เค่อที่จะถึงนี้
เมื่อเข้าสู่ห้องหอ ประตูถูกปิดลง ตามธรรมเนียม ห้องนี้ควรเหลือเพียงเจ้าสาวรอเจ้าบ่าว แต่เหยาอวี้ในฐานะบ่าวข้างกายที่ได้รับอนุญาต สามารถอยู่เป็นคนสุดท้ายเพื่อพูดคุยคลายความประหม่า
ภายในห้องปูพรมแดง ผ้าคลุมเตียงปักลายเป็ดแมนดารินคู่ หมอนยาววางเรียง ผลไม้มงคลจัดเต็มถาด
ภายในห้องหอเงียบสงัด แสงเทียนสะท้อนผ้าคลุมหน้าสีแดงจนแลดูพร่าเลือน ใต้ผ้าคลุมนั้น เสียงของตู้เถียนเถียนสั่นเล็กน้อย
“ระ…เราต้องจุดกำยานด้วยหรือไม่”
ถ้อยคำคล้ายคำถาม หากน้ำเสียงกลับหนักแน่นกว่าปกติ ราวกับเป็นสิ่งที่ถูกกำชับไว้แล้ว
เหยาอวี้เหลือบมองอีกฝ่ายเพียงครู่ ความตื่นเต้นในประโยคนั้นทำให้นางรู้สึกแปลกอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยักหน้า เพราะจำได้ว่ามีขั้นตอนนี้อยู่ตอนที่ฝึกซ้อมขั้นตอนเข้าหอ
กำยานนั้นมิใช่เพียงเพื่อความหอม แต่เป็นกำยานสงบใจ ผสมสมุนไพรอ่อนๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลายและกระตุ้นความรู้สึก เหมาะกับคืนสำคัญของคู่บ่าวสาว
กุศโลบายนี้นับว่าเข้าท่าสำหรับยุคสมัยเช่นนี้ที่มักมีการคลุมถุงชน
นางจึงยิ้มบางๆ แล้วเดินไปจุดตามที่ขอ ควันบางลอยขึ้นช้าๆ ทว่าเพียงกลิ่นแรกที่แตะปลายจมูก เหยาอวี้ก็ชะงัก
กลิ่นนี้มิใช่เพียงชะมดเช็ดหรือดอกกุ้ยฮวาแห้ง
ใต้กลิ่นหอมหวานนั้นมีความฉุนขมแทรกอยู่ ม่านถัวหลัวบดละเอียดผสมผงฝิ่นแห้ง และรากสมุนไพรที่ให้ฤทธิ์กดประสาท…
หัวใจนางเต้นแรงฉับพลัน
นี่มิใช่กำยานผ่อนคลาย
นี่คือสิ่งที่ทำให้สลบ
เหยาอวี้ชะงัก นางรีบยกมือหมายจะปัดเชิงกำยานให้ล้มลง หรืออย่างน้อยก็ให้ผงออกจากถ่าน
แต่ยังไม่ทันแตะถึง เงาหนึ่งก็เคลื่อนไหวจากมุมห้อง บ่าวหญิงที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากผ้าแดงก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว ผ้าเช็ดหน้าถูกอัดแน่นปิดปากและจมูกของเหยาอวี้ทันที
กลิ่นเข้มของม่านถัวหลัวผสมสุราเก่าฟุ้งกระแทกประสาทรับกลิ่น
ร่างเล็กดิ้นเพียงอึดใจเดียว แขนขาอ่อนแรง สายตาพร่ามัว
แสงเทียนแตกกระจายเป็นวงซ้อนกัน
ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทลงในความเงียบ
บ่าวผู้นั้นประคองร่างเหยาอวี้ที่อ่อนแรงลงอย่างชำนาญ พลางสบถเสียงต่ำ แล้วดับกำยานที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว
“นังเด็กนี่…ปฏิกิริยารวดเร็วนัก”
เพียงได้กลิ่นก็รู้ทัน เกือบทำลายเชิงกำยานเสียแล้ว
บ่าวหญิงกวาดสายตามองร่างเล็กที่หมดสติ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ฮูหยินตู้หาใช่สตรีที่ปล่อยให้เรื่องสำคัญพลาดเพราะความประมาท
ตั้งแต่เริ่มจัดงานแต่ง นางก็รู้สึกว่าเด็กบ้านนอกผู้นี้เฉลียวฉลาดและระวังตัวเกินวัย
ก่อนพิธีไม่กี่วัน ฮูหยินตู้เคยสั่งให้จัดขนมหวานชนิดหนึ่งเป็นของว่างให้เหยาอวี้ ขนมหน้าตาเหมือนกันทุกชิ้น หากมีเพียงชิ้นเดียวที่มิได้ผสมผงกานพลูบดซึ่งให้ฤทธิ์อุ่นกายเล็กน้อย มิเป็นอันตราย แต่หากรับมากเกินย่อมทำให้เวียนศีรษะ
เด็กหญิงผู้นั้นกลับหยิบชิ้นที่ปลอดผงกานพลูได้อย่างแม่นยำ
เหตุการณ์เล็กๆ นั้นทำให้ฮูหยินตู้แน่ใจว่า หลานสาวของครอบครัวหมอเท้าเปล่า หาได้ไร้ความรู้เรื่องสมุนไพรไม่
นางจึงไม่ประมาท การวางแผนครั้งนี้จึงละเอียดกว่าที่เห็น
กำยานถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า บ่าวคนสนิทซ่อนตัวรออยู่หลังฉาก ประตูชั้นในถูกปิดเงียบสนิท
ไม่ว่าตลอดงานเหยาอวี้จะระวังตัวเพียงใด ตราบใดที่ก้าวเข้ามาในห้องหอ ร่างเล็กๆ นั้นย่อมมิอาจหลุดพ้นจากแผนการของฮูหยินตู้ได้
ตู้เถียนเถียนนั่งนิ่งอยู่ยกผ้าคลุมหน้าแดงขึ้น ผืนผ้าเลื่อนผ่านกรอบหน้าเผยใบหน้าที่มิได้ซีดเผือดดังเจ้าสาวหวาดกลัว หากกลับเป็นความตื่นเต้นที่กลัวถูกจับได้มากกว่า ยามนี้มีสีหน้าที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจที่กลั้นไว้นานถูกปล่อยออกมา
นางหลับตาชั่วครู่ ราวกับเพิ่งยกภาระหนักจากบ่า
สายตาเหลือบไปยังร่างเล็กที่ถูกพาไปวางหลังฉาก ไม่มีความตกใจ ไม่มีความลังเล มีเพียงความแน่วแน่ที่ปะปนความสั่นไหวบางอย่าง
“เรียบร้อยแล้วหรือ” นางถามเสียงเบา
บ่าวหญิงผู้นี้คือคนของฮูหยินตู้ค้อมศีรษะ “เรียบร้อยเจ้าค่ะ คุณหนู”
บ่าวหญิงยกเหยาอวี้ขึ้นไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง ชุดแดงที่ถูกตัดเย็บตามขนาดของเด็กหญิงถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ตู้เถียนเถียนเม้มริมฝีปากบาง มือที่กำชายกระโปรงแน่นค่อยๆ คลายออก
คืนนี้
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่มารดาวางไว้ แม้จะเสียดายคนผู้นั้น…แต่นางไม่อาจเอาชีวิตที่เหลือมาทิ้งกับเขาได้
ห้องหอเงียบสงัดเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ ประตูไม้สลักลายก็ถูกผลักเปิดออก
ร่างสูงของเจ้าบ่าวที่ควรถูกรั้งตัวไว้ดื่มสุรามงคลกลับปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนรู้ดีว่าสุขภาพของเขาไม่อาจทนรับการคารวะยืดยาวได้ จึงไม่มีผู้ใดฝืนรั้งไว้
เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีไม่สงบ เพราะเขาเห็นจากด้านนอกแล้วว่าใครแอบออกไปบ้าง เพียงเข้ามาในห้อง ชายที่ได้ชื่อว่าควรป่วยใกล้ตาย กลับเลิกคิ้วเมื่อเห็นสภาพเจ้าสาวบนเตียงเขา
แต่เมื่อสายตาเลื่อนไปยังเตียงมงคล คิ้วคมก็เลิกขึ้นเล็กน้อย
ริมฝีปากบางของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดี
“น่าสนใจดีนี่”
ดวงตาที่ปกติราบเรียบกลับฉายประกายเย็นเฉียบอันตราย ในหัวเริ่มใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดต่อไปทันที
บนเตียง เหยาอวี้ที่ควรหมดสติไปแล้ว กำลังกำปิ่นเงินแน่น ปลายแหลมฝังอยู่ที่จุดเห่อกู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ เลือดซึมไหลย้อมผ้าปูเตียงแดงเข้มจนแยกไม่ออก
ตั้งแต่นางรู้ตัวว่าติดกับ นางมิได้ดิ้นรนให้สูดยาสลบเพิ่ม หากแน่นิ่งทันที ปล่อยให้บ่าวหญิงเข้าใจว่าสำเร็จตามแผน
ทันทีที่ห้องว่างลง ปิ่นเงินจึงถูกนำมาใช้ ความเจ็บเฉียบแล่นขึ้นสมอง สติถูกกระชากกลับมาเพียงชั่วคราว ทว่าฤทธิ์ยาที่วางไว้ถึงสองชั้นยังคงถ่วงร่างเล็กไว้ราวโซ่ตรวน
สายตาพร่ามัว ลมหายใจรวยริน นางพยายามยันตัวลุก คลานลงจากเตียง แต่เพียงขยับได้ครึ่งก้าว แขนกลับถูกคว้าไว้
เจียงมู่ไป๋ยืนอยู่ข้างเตียงแล้ว มือของเขาเย็นจัด แต่แรงกำกลับมั่นคง
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เสียงต่ำเอ่ยช้าๆ
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันโดยไม่มีฝ่ายใดหลบ เหยาอวี้ที่สติเลือนรางเต็มทีแต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดของนางไม่อนุญาตให้นางล้มลง เลือดจากหว่างนิ้วยังไหลซึม ลมหายใจนางแผ่วลงทุกขณะ
ก่อนที่คำใดจะทันหลุดจากริมฝีปาก
เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากหน้าห้องหอ
“เปิดประตู!”
เสียงฝีเท้าหลายคู่กระทบพื้นไม้
เสียงฮูหยินตู้ร้องอย่างตื่นตระหนก
เจียงมู่ไป๋เหลือบมองประตู ดวงตาหรี่ลงอย่างช้าๆ
หมากถูกวางเรียบร้อยแล้ว
และดูเหมือนคืนนี้…
จะมีผู้ใดผู้หนึ่งต้องตกเป็นเบี้ยล่างในกระดานนี้