ตอนที่ 65
ตอนที่ 65
ตอนที่ 65
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงเช้าอ่อนๆ ก็ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่รับรู้คือความเจ็บแปลบที่มือขวา นิ้วขยับเล็กน้อย ก็รู้ว่ามีผ้าพันแผลเรียบร้อยแน่นหนา คราบเลือดที่ไหลอาบมือและแขนถูกเช็ดหมดแล้ว
เหยาอวี้ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น สายตาเหลือบไปยังโต๊ะกลมด้านหน้า สุรามงคลเต็มถ้วย อาหารยังอยู่ครบถ้วน มิได้พร่องแม้แต่น้อย
และที่เก้าอี้ไม้ข้างโต๊ะนั้น มีชายผู้หนึ่งนั่งหลับอยู่ เขาเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างพอเหมาะแขนหนึ่งวางพาดบนโต๊ะ อีกมือยกขึ้นค้ำศีรษะไว้ที่ขมับ ดวงตาปิดสนิท รอยคล้ำบางๆ ใต้ตาชัดเจน เส้นผมดำที่คลายตัวลงจากพิธีเมื่อคืนตกเคลียไหล่บางส่วน แสงเช้าส่องผ่านกระดาษหน้าต่างมากระทบโครงหน้าคมคายให้เด่นชัด คิ้วเข้มทอดเงาเหนือดวงตาที่ปิดสนิท สันจมูกตรง ริมฝีปากเรียบเฉย
เจียงมู่ไป๋กำลังหลับอยู่
เหยาอวี้รู้สึกลำคอแห้งผาก ผลของยาคืนก่อนยังทิ้งร่องรอยไว้ นางพยายามประคองตัวลงจากเตียงอย่างเงียบที่สุด ปลายเท้าแตะพื้นไม้เย็นเฉียบ ความเย็นนั้นช่วยให้สติชัดขึ้นเล็กน้อย
หนี….
ความคิดผุดขึ้นชัดเจน
เมื่อคืนไม่มีใครเห็นใบหน้านางชัดๆ ผ้าคลุมหน้าไม่เคยถูกเปิดต่อหน้าผู้ใด แม้จะได้ยินเสียงของพวกปู่เล็กที่พยายามจะสร้างสถานการณ์ แต่ก่อนที่จะถูกเปิดเผย ก็ถูกหยุดได้ทันด้วยคำพูดเดียวของเจียงมู่ไป๋
ดังนั้นต้องหนี
หากออกไปเดี๋ยวนี้…นางยังพอออกจากสถานการณ์อึดอัดนี้ได้
เหยาอวี้มองทางประตูอย่างมุ่งมั่น แม้ขาจะยังอ่อนแรง ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วกำลังจะแตะบานประตู
เสียงราบเรียบก็ดังขึ้นด้านหลัง
“เพียงเจ้าก้าวออกจากห้องนี้”
เสียงนั้นมิได้ดังนัก แต่ชัดเจนประหนึ่งคำสั่ง
“ข้างหน้าจะเจอกับบ่าวรับใช้ที่รออยู่ แล้วพวกเขาจะหิ้วเจ้าไปยังโถงใหญ่ของเรือนหลักทันที เพื่อสอบปากคำว่าเจ้าคือผู้ใด”
เหยาอวี้ชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ความแห้งผากในลำคอยิ่งชัดเจนจนต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆ อีกครั้ง
มือที่จับประตูค่อยๆ จึงจำต้องคลายออก
สุดท้าย นางจึงหันกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเขา รู้สึกอยากสลบลงโดยไม่ต้องพึ่งยาอีกแล้ว
เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่หลุดมาในโลกนี้ แล้วนางรู้สึกอับจนเป็นที่สุด
..
..
“ขอบคุณ”
เนิ่นนานกว่าเหยาอวี้จะค้นพบเสียงของตัวเองอีกครั้ง
แม้ว่าสติจะเลือนลางเต็มที แต่นางรู้ดีว่าที่ยังรอดพ้นแผนการสุดท้ายของพวกนายอำเภอมาได้ ก็เพราะมีเขาที่คอยค้ำยันไว้อยู่
ยามนี้เมื่อสติแจ่มใส นางจึงเข้าใจโดยพลันว่าเหตุใดจึงถูกจับมาเป็นตัวตายตัวแทนของคุณหนูตู้ผู้นั้น
เมื่อคิดไปถึงต้นสายปลายเหตุ นางกลับรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย เดิมทีคนที่ถูกผลักไสและรังเกียจคงเป็นเขา สตรีผู้นั้นไม่อาจปฏิเสธตรงๆ จึงต้องอาศัยเล่ห์กลสลับตัวให้วุ่นวาย ทว่าเมื่อไตร่ตรองให้ลึกลงไป ความรู้สึกกลับขมขื่นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม ฟ้าช่างไม่ยุติธรรมยิ่งนัก นางที่อยู่ห่างไกลถึงหลัวซาน ไม่เคยข้องเกี่ยวกับจวนใหญ่หรือการเมืองในเมืองใหญ่ เหตุใดเรื่องดีดีที่ไม่มีใครอยากรับเช่นนี้ จึงตกลงใส่ศีรษะของนางอย่างไร้เหตุผล
ฝ่ายเจียงมู่ไป๋เอง ในยามที่ได้ยินถ้อยคำขอบคุณจากเด็กหญิงผู้เคยช่วยชีวิตเขาไว้ มิได้รู้สึกประหลาดใจเท่าใด หากกลับรับรู้ได้ถึงความเฉียบไวของนางที่เข้าใจสถานการณ์โดยไม่ต้องฟูมฟาย ความสงบเช่นนั้นทำให้เขาโล่งใจ เพราะในสภาพที่เหนื่อยล้าทั้งกายใจ เขาไม่อยากคุยกับคนโง่
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้เรื่อง” เหยาอวี้เห็นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย จึงตีความว่าเขาคงสงสัยนาง จึงรีบออกตัวอย่างรวดเร็ว
ซึ่งอาการที่เจียงมู่ไป๋ตอบกลับคือการพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้า
“ข้ารู้” เสียงที่แหบแห้งไม่ต่างกับนาง เพราะการนอนที่ไม่ดี ทั้งยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องวุ่นวายเมื่อคืนอีก ตลอดทั้งคืนเขาจึงจมอยู่กับความคิดมากมาย แต่เพราะเวลากระชั้นชิด เพียงคืนเดียวเขาย่อมไม่อาจรู้ที่มาที่ไปของนางได้
“เจ้าเกี่ยวข้องอย่างไรกับพวกนั้น”
คำว่าคำพวกนั้น ทำให้เหยาอวี้รู้สึกลมตีขึ้นอีกครั้ง แม้นางจะสงบนิ่งเพียงใด ในใจก็รู้สึกถึงการล้ำเส้นที่เกินควรนี้อย่างยิ่ง “ข้าเป็นเพียงญาติห่างๆ ของพ่อบ้านจวนนายอำเภอเท่านั้น” นางตอบโดยสรุป
และคำตอบนี้สร้างความเย็นเหยียบในแววตาของเจียงมู่ไป๋อย่างลึกล้ำ
การแต่งงานครั้งนี้ เดิมทีเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานชีวิตของเขาเท่านั้น ชีวิตที่ฝืนทนมาเนิ่นนานทำให้ร่างกายทรุดโทรมดุจตะเกียงใกล้ดับ คุณหนูตู้ในตอนแรกยังพยายามแสดงน้ำใจเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เมื่อกระแสข่าวลืออาการป่วยที่ไร้หนทางรักษาเริ่มก่อตัว นางกลับเงียบหาย ไม่เข้าใกล้ ไม่แสดงท่าที เพื่อมิให้ผู้ใดครหาว่าสนิทสนมกับสกุลเจียง
ไม่นานอยู่ๆ ก็มีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่า นางมีผู้หมายปองอยู่แล้ว หากแต่ไม่อาจขัดคำแม่สื่อหรือคำสั่งบิดามารดา จึงจำต้องผูกติดกับเขาโดยฝืนใจ
คำกล่าวอ้างเรื่องคำพูดแม่สื่อคำสั่งบิดามารดา ฟังดูสูงส่ง หากพิจารณาให้ดี คนที่เป็นฝ่ายส่งคนมาทาบทามก่อนก็คือฝั่งนั้นเอง ความเห็นใจที่เขาเคยมีจึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม
ชื่อเสียงสตรีเป็นสิ่งล้ำค่า แล้วชื่อเสียงของตระกูลนี้ จะไม่ต้องรักษาหรืออย่างไร
หากนางไม่พอใจ ก็ควรกล่าวออกมาตรงๆ มิใช่ปล่อยให้ข่าวลือบิดเบือนภาพลักษณ์จนเขาและครอบครัวกลายเป็นปีศาจร้ายที่ฉุดรั้งอนาคตสตรีผู้บริสุทธิ์ คนอย่างเขาไม่เคยคิดรั้งใคร เขารู้ดีว่านางมิเต็มใจ และเขาเองก็ไม่คิดทำลายชีวิตผู้ใด การแต่งงานที่ปราศจากความสมัครใจย่อมไม่อาจนำความสุขมาให้ฝ่ายใดได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมองเห็นปลายทางของเรื่องนี้อย่างชัดเจน นายอำเภอผู้นั้นเป็นคนกลับกลอกและละโมบ เพียงรู้ว่าเขาเป็นอั้นโฉ่ ก็รีบกันท่าคนอื่นไม่ให้มาสู่ขอ เพื่อผูกมัดผลประโยชน์กับตระกูลเจียงทันที ครอบครัวของเขาย่อมเห็นว่าการผูกสัมพันธ์กับขุนนางท้องถิ่นเป็นผลดีต่ออนาคต ทั้งที่เขายังมิทันสวมกว้านด้วยซ้ำ
แล้วอยู่ๆ เขากลับถูกตีตราว่าเป็นผู้ร้ายที่ฉุดรั้งอนาคตสตรีผู้หนึ่ง
แต่สามคนสร้างเสือ[1] ความเห็นใจที่สังคมมีต่อสตรีผู้นั้นทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งท่านปู่ ผู้รักศักดิ์ศรียิ่งชีวิต ยังคิดจะประกาศคืนของหมั้นด้วยตนเองด้วยซ้ำ ทว่าแทนที่จวนตู้จะคว้าโอกาสนั้นไว้ กลับทำท่าเคร่งครัดต่อคำมั่น แสดงออกว่ามิคิดทอดทิ้ง ไม่คิดเสียสัตย์ ยินดีจะเกี่ยวดองต่อไปอย่างมั่นคง
คาดว่าคงตั้งใจยื้อไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้เขาตายกระมัง
ยิ่งแสดงท่าทีเช่นนี้ ภาพลักษณ์ของสตรีผู้นั้นก็ยิ่งงดงามในสายตาคนภายนอก
สตรีผู้ยึดมั่นในคำพูด
สตรีผู้ไม่ทอดทิ้งคู่หมั้นแม้ยามล้มป่วย
สตรีผู้กตัญญูต่อบิดามารดา
เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาถูกทำร้ายที่ชิงเฟิงจนล้มป่วยหนัก มารดาหวาดกลัวแทบสิ้นสติ ครั้นกลับถึงบ้าน เขาสั่งห้ามบ่าวไพร่เอ่ยถึงหมอที่โรงเตี้ยมจินฟู่โดยเด็ดขาด แม้เขาจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของการรักษาครั้งนั้น แต่อาการฟกช้ำที่ควรใช้เวลาฟื้นฟูมิอาจหายภายในวันเดียวได้ ร่างกายที่อ่อนแอของเขาเดิมทีก็ใกล้ดับเต็มที ภาพที่ครอบครัวเห็นจึงเป็นภาพของคนใกล้ตาย แต่แท้จริงแล้ว มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดีว่าภายในนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ จากเทียบยาของเด็กหญิง
ในเมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นนี้ เขาจึงตัดสินใจใช้มันเป็นเครื่องมือ หากชีวิตของเขาเหลือเวลาไม่มาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องผูกชื่อไว้กับสตรีเช่นนั้น เขากดดันบิดามารดาให้เร่งรัดการแต่งงาน และปล่อยข่าวลือว่าเขาใกล้ตายออกไป เขาเชื่อมั่นว่านายอำเภอผู้เห็นแก่ประโยชน์ย่อมไม่ยอมให้บุตรสาวแต่งเข้าบ้านคนใกล้สิ้นลม แล้วอาจจะยอมถอนหมั้น คืนของกันไปเพื่อจบเรื่อง
ทว่าเขากลับประเมินความโลภของอีกฝ่ายต่ำเกินไป แม้ต้องเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ก็ยังไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์จากตระกูลเจียงให้หลุดมือ ถึงขั้นนำญาติห่างๆ ของพ่อบ้านมาเป็นเบี้ยตัวหนึ่ง!
ได้เห็นการแสดงฝีมือของทั้งตู้ฉางหมิง และฮูหยินของเขา ความดูแคลนในใจเจียงมู่ไป๋ยิ่งหยั่งรากลึกลงไปอีกหลายส่วน หากไม่ไม่ใช่เพราะรู้ว่าข่าวลือตลอดหลายปีมานี้เป็นฝีมือใคร เขาคงเชื่อสนิทใจไปแล้ว
ตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่าตู้เถียนเถียนลอบออกจากเรือนหอพร้อมบ่าวผู้นั้น ทิ้งเด็กหญิงผู้หนึ่งไว้แทนที่ ใจของเจียงมู่ไป๋ก็เหมือนถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด เกียรติยศของเขาและครอบครัว ถูกนำมาเล่นตลกอย่างไม่เห็นค่า เป็นการแต่งงานที่น่าอดสู
ในชั่วขณะนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนและโหดเหี้ยม หากพวกมันคิดใช้ชีวิตคนอื่นเป็นหมากเดินเกม เช่นนั้นเขาก็จะทำให้หมากตัวนั้นกลายเป็นเลือดไปเสีย
เพียงเขาลงมือสังหารเด็กหญิงในห้องนั้น ทุกอย่างจะไม่มีวันหวนกลับ
งานแต่งจะกลายเป็นงานศพ
ข่าวลือจะกลายเป็นพายุ
โทสะจะต้องถูกระบาย
หากเด็กหญิงตายภายในเรือนหอของจวนเจียง ต่อให้เขาถูกประณาม ต่อให้ต้องลากทุกคนลงนรกไปด้วยกัน อย่างน้อยพวกมันก็จะได้เห็นผลของความโลภ ว่าเมื่อดึงดันผลักเขาจนสุดทาง จะเกิดสิ่งใดขึ้น
ทว่าเมื่อสายตาหันกลับมายังผู้ที่ถูกสลับไว้แทนที่ คนที่เขาคิดไปแล้วว่านางก็ไม่ต่างกัน ภาพที่เห็นกลับมิใช่อย่างที่คิด หากเป็นเพียงเด็กหญิงที่ดิ้นรนต่อสู้กับสติสัมปชัญญะที่เลือนลางเต็มที เลือดที่ใหลรินจากการกระทำของนาง พลันจึงเข้าใจว่า มิใช่มีแค่เขาที่เป็นเหยื่อ นางเองก็ไม่ต่างกัน
ยิ่งเป็นนางที่เขาติดหนี้ชีวิตไว้อีก เขาย่อมไม่อาจเมินเฉยได้
ดังนั้นไม่ต้องให้นางออกมาแก้ต่างว่าไม่เกี่ยวข้อง เพียงนึกถึงมือที่เขาเป็นคนจัดการเช็ดด้วยตัวเอง ก็รู้ว่านางเองก็พยายามไม่ต่างกัน
[1] สามคนสร้างเสือ เรื่องไม่จริงที่พูดซ้ำกันหลายคนก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง