ตอนที่ 66
ตอนที่ 66
ตอนที่ 66
“แล้วท่านจะทำสิ่งใดต่อ” เหยาอวี้จำต้องถามเช่นนี้จริงๆ เพราะนางรู้สึกมืดแปดด้านไปแล้ว นางไม่อาจปล่อยให้ตนเองลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางเกมอำนาจของผู้มีอำนาจนในเมืองนี้โดยไร้ทิศทางได้อีก
ยิ่งนึกย้อนไปก็คิดว่าเรื่องนี้มิใช่แค่คนในจวนตู้ และปู่เล็กที่แทบจะหายหัวไปตั้งแต่นางมาเยือนเหออัน น่าจะรวมไปถึงหลัวเหอ ปู่ที่แสนดีผู้นั้นของนางด้วย
ความคิดเหล่านี้ทำให้นางหนาวเยือกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นางที่เคยดูถูกตาเฒ่านั้นทั้งวี่ทั้งวัน ไม่คาดคิดว่าเพียงหลวมตัวเล็กน้อย ถูกคำว่าเหออันมาล่อ นางก็กลายเป็นหมูบนเขียงของพวกเขาเสียแล้ว
ขนาดว่านางระวังตัวถึงเพียงนี้ ยังถูกซ้อนแผนการไม่รู้ตั้งกี่ชั้น พอไล่ๆ ลำดับเหตุการณ์ดูแล้ว ก็รู้ว่าต่อให้ไม่เดินมาถึงห้องหอนี้ด้วยตัวเอง คนจวนตู้นั่นคงหิ้วนางมานอนแมะบนเตียงนี้ได้อยู่ดี
ที่นางถาม มิใช่เพราะอยากสอดรู้สอดเห็น หากเพราะต้องการทางรอด ต้องการความคิดจากคนในจวนเจียงว่าจะส่งนางออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร โดยไม่ต้องกลับมาเกี่ยวข้องกับเหออันอีก
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยาอวี้ตระหนักความหวาดกลัวของมารดาที่มีต่อเหออัน
แม้นางไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของอดีตมารดา และแน่ใจว่าเรื่องราวคงมิใช่เหตุเดียวกัน แต่สำหรับนางในยามนี้ เหออันมิใช่เมืองแห่งโอกาส หากเป็นหลุมพรางที่พร้อมกลืนคนโดยไม่ทันตั้งตัว เริ่มอยากหนีไปให้ไกลเช่นกัน
นี่สินะที่คนเขาพร่ำสอนว่าถึงอย่างไรก็ต้องเชื่อฟังบิดามารดา แม้ตอนแรกจะมีเหตุผลที่ดีมากเพียงใด แต่สุดท้าย ล้วนไม่มีจุดจบที่ดีนัก
เหยาอวี้เริ่มเพ้อเจ้อ โยงเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้เข้าหากันมั่วซั่วไปหมด คิดไปไกลเกินจริงบ้าง คาดเดาเกินเลยบ้าง จนในอกอึดอัดไปหมด นางจึงถอนหายใจยาว พยายามสงบสติด้วยการรินน้ำชาดับกระหาย หวังให้ความร้อนรุ่มในอกคลายลงบ้าง
“เจ้าต้องเป็นภรรยาข้า”
แต่คำกล่าวโดยไร้สัญญาณเตือนเจียงมู่ไป๋ กลับทำให้น้ำชาที่กำลังไหลผ่านลำคอสะดุดกึก ราวกับร่างกายลืมกลืนลงไปเสียเฉยๆ นางไอออกมาอย่างรุนแรง ไอจนหอบโยน ใบหน้าขึ้นสีแดงจัดทั้งเพราะสำลัก ทั้งเพราะความตกตะลึง
“ขะ-ข้า…ท่าน” เหยาอวี้สับสนอยู่นางว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนดี และที่สำคัญ
นางเพิ่งจะแปดขวบ!!!
ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจในทันที
ดวงตาเรียวยาวของนางซึ่งปกติอ่อนใสราวหยาดน้ำ ยามยิ้มจะโค้งงามดุจจันทร์เสี้ยว กลับแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หัวตาที่ลึกคมและหางตาซึ่งเชิดขึ้นเล็กน้อยยามปกติให้ความรู้สึกอ่อนหวาน บัดนี้กลับสะท้อนประกายไม่พอใจวาบหนึ่ง ราวกับผิวน้ำที่เคยนิ่งถูกกระทบจนเกิดระลอกคลื่น
นางเงยหน้ามองเขาอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ
เรื่องหนีจากเหออันยังไม่ทันได้คิดให้จบ เรื่องจะรอดจากจวนตู้ยังไร้คำตอบ แต่กลับถูกโยนเข้าสู่สถานะใหม่ที่ใหญ่โตเกินกว่าวัย
ในใจของเหยาอวี้มีทั้งความสับสน ความโกรธ และความรู้สึกว่าตนถูกผลักจากหลุมหนึ่งไปสู่อีกหลุมหนึ่ง
หากนี่คือวิธีช่วยเหลือของเขา
เช่นนั้นมันก็ดูจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กอายุแปดขวบคนหนึ่ง
เจียงมู่ไป๋มองปฏิกิริยานั้นด้วยความจนใจ เขาเองก็ไม่ได้มิรสนิยมอะไรเช่นนี้ หากแต่เรื่องนี้ดำเนินไปไกลเกินย้อนกลับ นึกถึงตาแก่ผู้หนึ่งที่เมื่อคืนพยายามจะโวยวายเพื่อระบุตัวนาง
แม้ยามนั้นจะขัดขวางไว้ได้ทัน และอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม หากพวกนั้นยังดึงดันจะค้นห้องต่อ เขาก็จะเปิดโปงว่าเรื่องราวนี้ถูกวางหมากด้วยจวนตู้ เพราะหากชายชราผู้นั้นถูกไล่เรียง ถึงอย่างไรก็ต้องหาความเกี่ยวโยงกับจวนตู้ได้ไม่ยาก
แล้วคำถามก็จะถูกพลิกกลับไป ว่าเพียงญาตินอกจวนของพ่อบ้านนายอำเภอ ต้องมีเกียรติเช่นไรถึงได้รับเชิญมาในงานแต่งนี้ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะมีวัตถุประสงค์อื่น?
ชนชั้นสูงในเหออันล้วนไม่โง่ หากเชื่อมโยงคนที่มาโวยวายเข้ากับจวนตู้ได้ เหตุใดจะคาดเดาไม่ได้ว่านี่เป็นแผนสลับตัวเจ้าสาวจากจวนตู้เอง
และหากถูกเปิดโปง จวนตู้ที่พยายามเอาดีเข้าตัวมาโดยตลอด ตู้เถียนเถียนที่แสร้งทำเป็นถูกวางยาสลบอยู่ตรงนั้น สุดท้ายก็ต้องถูกลากกลับมาเข้าหอเพื่อสยบข่าวอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะโวยวาย และแสดงออกเพื่อยอมรับแต่แรก เพราะเขาเองก็ไม่ต้องการเจ้าสาวผู้นั้นเช่นกัน
เป็นเหตุให้ตู้ฉางหมิงจึงต้องรีบหาคนมาลากหมากกลุ่มนั้นออกไปโดยไว เพื่อมิให้เรื่องสาวมาถึงตัว
จากแผนที่จะตีชิงตามไฟ ก็กลายเป็นการตีหญ้าให้งูตื่น เพราะถ้าหากเขายังไม่รีบกวาดหญ้าพวกนั้นไป เมื่อคืนจะไม่ใช่เพียงสลับเจ้าสาว แต่จะกลายเป็นการแต่งภรรยา ควบอนุ!
พวกจวนตู้ที่รู้ว่าแผนการมิอาจดำเนินไปให้สุด แต่ถึงอย่างไรบุตรสาวของนางก็รอดพ้นแล้ว ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมล่าถอยกลับไป
ที่เหลือก็มีเพียงสกุลเจียงที่เขาต้องให้คำตอบ
นึกถึงนายท่านเจียงที่ออกหน้าจัดการด้วยตนเองเมื่อคืน เขาก็รู้แน่ชัดว่าไม่อาจทำให้เรื่องนี้ผ่านไปอย่างมักง่ายได้
เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบไปหลังเอ่ยประโยคโหดร้ายนั้นโดยไม่คิดอธิบายต่อ เหยาอวี้ก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกดึงออกจากร่าง ความอัดอั้นและความไม่พอใจที่ปะทุขึ้นเมื่อครู่ยังคงค้างอยู่ในอก แต่กลับไร้ที่ระบาย
นางสูดลมหายใจลึก พยายามกดอารมณ์ที่กำลังวุ่นวายให้สงบลงทีละน้อย บอกตนเองว่าห้ามโต้ตอบด้วยโทสะ เพราะในสถานการณ์นี้ ความวู่วามมิได้ช่วยให้นางรอดพ้นสิ่งใด แต่เดิมนางก็มิใช่ผู้ที่ชอบใช้แต่อารมณ์
แล้วภาพสมุนไพรกองหนึ่งในโรงเตี้ยมจินฟู่ก็ผุดขึ้นมาในความคิด
สิ่งนั้นอาจเป็นไพ่ใบเดียวที่นางยังถืออยู่
เหยาอวี้เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะยกเรื่องนั้นขึ้นมาต่อรอง เสียงที่เปล่งออกมาพยายามให้มั่นคงที่สุดเท่าที่เด็กแปดขวบจะทำได้
“ข้ารักษาอาการป่วยของท่านได้”
ถ้อยคำนั้นย่อมสะกิดความสนใจของคนตรงหน้าได้โดยไม่ต้องสงสัย
โรคประหลาดที่กัดกร่อนร่างกายเขามาหลายปี อย่าว่าแต่หาหนทางรักษา แม้แต่หมอผู้ชำนาญก็ยังไม่อาจวินิจฉัยให้แน่ชัดได้ด้วยซ้ำ ทว่ากลับมีเด็กหญิงตัวเล็กผู้หนึ่งกล่าวอย่างไม่ลังเลว่าสามารถรักษาเขาได้
หากเป็นผู้อื่น เขาคงหัวเราะเยาะไปแล้ว
แต่ความทรงจำถึงเทียบยาที่นางให้ ความรู้สึกโล่งเบาภายในที่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้เขามิอาจดูแคลนคำพูดนี้ได้เต็มปาก
กระนั้น เขายังคงทวนคำหนึ่งขึ้นมาอย่างช้าๆ เพื่อย้ำเตือน
“เจ้าเคยบอกว่าร่างกายข้าไร้หนทางรักษา”
เหยาอวี้ได้ยินดังนั้นก็เบะปากเล็กน้อยกับความจำแม่นยำของเขา ก่อนจะแก้ไขอย่างไม่ยอมเสียเปรียบ “ข้าพูดว่า ‘ยากต่อการรักษา’ มิใช่ไร้หนทางรักษา”
คำต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ความหมายห่างไกลกันลิบลับ
เด็กหญิงยกแขนกอดอกอย่างไม่รู้ตัว ท่าทางนั้นพยายามวางตัวให้ดูหนักแน่นราวผู้ใหญ่ ทั้งที่ส่วนสูงยังไม่พ้นระดับอกของเขา
นางรู้ดีง่าเพียงแค่สมุนไพรนั้นย่อมไม่ง่าย เพราะร่างกายนี้ดูเหมือนต้องบำรุงเสริมอีกไม่น้อย และปรับเปลี่ยนเทียบยาจนกว่าจะรีดเอาพิษในตัวเขาออกมาให้ได้
ใช่แล้ว…
สิ่งที่ทำให้ร่างกายของเจียงมู่ไป๋เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะโรคร้ายแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะถูกป้อนพิษนั้นมายาวนานที่ละน้อย จนกระทั่งแสดงอาการออกมา ก็ยากที่จะรักษาได้แล้ว
ทว่า…หากนางตั้งใจจะรั้งลมหายใจของเขาไว้ แม้ประตูยมโลกจะอ้าเปิดรออยู่ ก็ยังต้องปิดลงชั่วคราว
เจียงมู่ไป๋จ้องมองท่าทีที่มั่นใจนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แววตาที่มักเต็มไปด้วยฉลาดเฉลียว เย่อหยิ่งและผลักไส ทอประกายอย่างไม่รู้ตัว
เจียงมู่ไป๋ทอดสายตามองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างนิ่งงัน ความเชื่อมั่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตไม่ใช่โรคภัย ไม่ใช่เสียงนินทา ไม่ใช่สายตาสงสารของผู้คน
แต่คือ…ความหวัง
เพราะเขาอยู่กับมันมาทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ที่นี่ แม้แต่ก่อนหน้านี้ก็ด้วย แต่สุดท้ายต้องจบลงด้วยความผิดหวัง สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาเฉยชาต่อชีวิต
และบัดนี้ เด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้ากำลังยื่นสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาทั้งชีวิตมาให้เขาอีกครั้ง
“แค่หนึ่งปี…”
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือและเย็นชานั้น เหยาอวี้ก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างรีบเร่งราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะตัดบทเสียก่อน
นางสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวแบบพยายามให้น่าเชื่อถือขึ้นมาอีก
“แค่หนึ่งปี ข้าจะรักษาท่านให้เป็นปกติ …หากครบหนึ่งปีแล้วอาการไม่ดีขึ้น ท่านจะส่งข้าไปที่ใด ข้าก็ยอม” เมื่อพูดรวดเดียวจบแล้วจึงไม่ลืมที่จะต่อรองอีกหน่อย
“เช่นนั้น….เช่นนั้น ‘เรื่องภรรยาของท่าน’ พอจะพิจารณาใหม่…ได้หรือไม่”
ชีวิตนางแค่หลบหนีความคิดเรื่องการหาเขยของมารดาก็ยากลำบากพอแล้ว อย่าได้ต้องมีผู้ใดอยากกลายเป็นเขยของมารดาของนางด้วยตนเองด้วยเถิด