ตอนที่ 67
ตอนที่ 67
ตอนที่ 67
“หากเจ้าจะยกเลิกการแต่งงาน เช่นนั้นก็ต้องคืนสินสอดของหมั้นมา”
น้ำเสียงของเจียงมู่ไป๋เรียบสนิท ปราศจากอารมณ์ใดเจือปน เขาไม่คิดจะถกเถียงเรื่องความหวังหรือคำมั่นลอยๆ จากเด็กหญิงอีกต่อไป จึงเลือกดึงบทสนทนากลับสู่ความจริงอันเป็นรูปธรรม ผลประโยชน์และธรรมเนียม คือสิ่งที่ใช้ตัดสินกันได้ชัดเจนที่สุด
เหยาอวี้ที่ถูกพลิกเกมกะทันหันถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ สมองเหมือนหยุดทำงานก่อนจะค่อยๆ ประมวลผลถ้อยคำนั้น
คืนของหมั้น…
นางเคยได้รับสินสอดมาตั้งแต่เมื่อไรกัน?
คำเพียงสั้นๆ กลับสะกิดความทรงจำบางอย่างขึ้นมาในทันที
เมื่ออารมณ์บางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ ประกายตาของนางจะเปลี่ยนไปทันที ความเรียบเฉยจางหาย เหลือเพียงแววฉลาดเฉียบคม คล้ายกำลังคำนวณบางสิ่งอย่างรวดเร็วอยู่ภายใน
รอยยิ้มที่แต้มขึ้นตรงมุมปากยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นดูเจ้าเล่ห์อย่างน่าระวัง มีเสน่ห์บางอย่างที่ทั้งดึงดูดและทำให้คนตรงหน้าไหวยวบที่อกโดยไม่รู้ตัว
พิธียกน้ำชาคารวะยามเช้าที่ควรจะเป็นเพียงธรรมเนียมรับสะใภ้ใหม่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นวงปรึกษาหารือของคนทั้งตระกูลโดยไม่ได้นัดหมาย
ตั้งแต่ค่ำคืนก่อนหน้า สกุลเจียงไม่ว่าสายหลักหรือสายรอง ล้วนไร้ซึ่งความสงบใจ แสงตะเกียงในเรือนดับช้าเป็นพิเศษ ราวกับทุกคนต่างรอให้ฟ้าสางเพื่อเผชิญความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่จนแล้วจนรอดคนในเรือนหอใหม่หลังนั้นก็ไม่ยอมออกมาสักที
จนกระทั่งยามอู่ (11.00 – 12.59 น.)...
สมาชิกทุกคนยังคงนั่งเรียงรายอยู่ในห้องโถงใหญ่อย่างร้อนใจเพราะรอมานานแล้ว ทั้งหมดมองสมาชิกใหม่อย่างเงียบงัน ขาสั้นๆ ตัวเล็กๆ ที่ดูอย่างไรก็ไม่ควรจะถูกเรียกว่าสะใภ้ในช่วงวัยนี้ได้เลย
ภาพนั้นทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัดกว่าเดิม
ในที่สุด เจียงเฉิงในฐานะผู้นำตระกูลก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเย็นแต่ชัดเจน
“ตู้ฉางหมิง ช่างดีจริงๆ” ชื่อจริงของนายอำเภอถูกเอ่ยออกมา
ถ้อยคำที่กล่าวออกมาฟังดูเหมือนคำชม ทว่าความหมายแท้จริงกลับประชดประชันจนผู้ฟังทุกคนเข้าใจตรงกัน
ดี…จนเกิดเรื่องวุ่นวายในคืนเข้าหอ
ดี…จนทำให้สกุลเจียงต้องยืนรับสถานการณ์นี้ไว้ต่อหน้าทุกคน ทั้งที่ถูกหยามเกียรติถึงในบ้านของตนเอง
เจียงเฉิงรู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างเปิดเผย
ในฐานะผู้นำตระกูล เขาทำได้เพียงประคองท่าที รักษาศักดิ์ศรี และเตรียมรับมือกับหมากที่อีกฝ่ายโยนมาให้ยาวนาน แต่เพราะรู้สึกอยู่ว่าพวกเขาเอาเปรียบบุตรสาวของนายอำเภอที่ต้องมาผูกติดกับหลานชายของตน เขาจึงไม่อยากพูดให้มากความเพื่อชื่อเสียงของฝ่ายหญิง
หากแต่สุดท้ายก็ยังอยากทราบความจริงจากปากของเจ้าตัว ว่าแท้จริงแล้วเมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นกันแน่ หากสตรีที่กลับจวนนายอำเภอไปคือตู้เถียนเถียน เช่นนั้นสตรี…ไม่สิ เด็กหญิงที่ก้าวเข้ามาในโถงพร้อมเจียงมู่ไป๋ผู้นี้ คือคนบนเตียงนั่นใช่หรือไม่?
สกุลเจียงเป็นตระกูลใหญ่แห่งเหออัน อยู่รวมกันทั้งสายหลักและสายรองภายใต้เรือนเดียวกันยังไม่มีแยกครอบครัว แม้อำนาจผู้นำจวนจะถูกมอบให้เจียงเฉิง บุตรชายคนโตของสายหลัก แต่ผู้เฒ่าเจียง เจียงซื่อหยวน ยังเป็นเสาหลักที่ทุกคนยำเกรง
เหยาอวี้ยังคงยืนอยู่ด้านหลังเจียงมู่ไป๋อย่างเงียบงัน ท่ามกลางสายตาของทุกคน แต่นางกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนเด็กหญิงทั่วไป
“มู่ไป๋ เล่าให้ชัด เมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
เจียงเฉิงเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงสุขุมแบบพ่อค้าที่คุ้นชินกับการควบคุมสถานการณ์
เจียงมู่ไป๋ วัยสิบห้าปีที่เพิ่งครบรอบไปเมื่อวานอย่างพอดิบพอดี ยืนอยู่กลางห้องโถงด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แม้สีหน้าจะซีดจากโรคประจำตัวที่กัดกร่อนร่างกายมานาน จนไหล่ดูผอมบางกว่าชายหนุ่มวัยเดียวกันอยู่บ้าง แต่ความอ่อนแอนั้นกลับมิอาจลดทอนความสง่างามที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้ โครงหน้าคมชัด คิ้วเรียวยาวได้รูป ดวงตาเรียวยาว หัวตาแหลมชี้ หางตาเฉียงชี้ให้ทั้งความเหินห่างและสูงศักดิ์ แม้ใต้ตาจะมีเงาคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หากยามที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้คน กลับให้ความรู้สึกเคร่งขรึมและมั่นคงเกินวัย
ความซีดเซียวทำให้ใบหน้าดูเย็นชา ทว่าในความเย็นชานั้นกลับแฝงความสุขุมของผู้ที่ผ่านการอดทนมานานปี
“เมื่อคืน คนที่อยู่ในเรือนหอมิใช่ตู้เถียนเถียน”
เสียงฮือฮาดังขึ้น แม้จะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ฟังจากปากของเจียงมู่ไป๋ยังให้ความรู้สะเทือนใจอยู่บ้าง
“หมายความว่าอย่างไร”
เจียงอวี้เหิง ผู้เป็นบิดาของเจียงมู่ไป๋เอ่ยทันที ชายผู้นี้แม้จะอยู่สายรอง แต่รักลูกชายมาก เพราะทั้งเขาและภรรยามีบุตรเพียงคนเดียว ดังนั้นเมื่อทราบจากปากบุตรชายจึงรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง ส่วนฮูหยินบ้านรองอย่างเฉียนซื่อ นางทำได้เพียงมองบุตรชายแล้วร้องไห้เงียบๆ ทั้งยังโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่ดึงดันจนเกิดงานแต่งนี้ขึ้นมา
“นางออกก่อนที่จะมีพิธีเข้าหอด้วยซ้ำ” เจียงมู่ไป๋ตอบอย่างราบเรียบ เสมือนไม่ใช่ความอัปยศของตน ทั้งๆ ที่เขาเห็นฉากนั้นด้วยตา
“เช่นนั้น ข่าวที่แพร่ว่าเราบีบบังคับจนต้องเปลี่ยนตัว…” เจี่ยซูเยี่ยน ฮูหยินใหญ่เอ่ยอย่างหนักใจ
“เป็นข่าวที่ถูกปล่อยออกไปอย่างบิดเบือน” ผู้เฒ่าเจียงกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ ตอนที่ฮูหยินตู้โวยวายอยากเจอลูกสาวในเรือนหอ ยามนั้นเขาก็อยู่ด้วย ยังจำอาการโจรร้องจับโจรของพวกเขาได้ดี
ชายชราผู้เคยฝากความหวังจะเห็นสกุลก้าวสู่ฐานะขุนนางไว้กับหลานชายคนนี้ ถึงแม้ว่าเจียงมู่ไป๋จะกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แต่ความเอ็นดูที่มีให้ก็ยังมีอยู่บ้าง
ยิ่งมาถูกอีกฝ่ายทำเช่นนี้…“หยามถึงในเรือน…” เขาพูดอย่างไม่พอใจ
ความสงสารเจียงมู่ไป๋เริ่มชัดในสายตาหลายคน
จังหวะนั้นเอง เจียงจื่อหรง วัยสิบสาม นางคือผู้อยู่ในลำดับสามของพี่น้อง ผู้รักและสงสารพี่รองมากที่สุด เอ่ยแทรกเสียงแข็งขึ้นมา
“ข้าจำเจ้าได้ เจ้าคือเด็กที่มาพักอาศัยในจวนตู้ เหตุใดจึงกล้ามาปีนเตียงของพี่รองของข้า”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้สายตาหลายคู่มองเหยาอวี้อย่างไม่พอใจ
เหยาอวี้เม้มปากแน่น ในใจแทบอยากยกมือถึ้งหัวตัวเองแล้วตะโกนว่า
ข้าเองก็อยากถามพวกจวนตู้เช่นกัน ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้กับนาง!
แต่ภายนอกนางเพียงยืนนิ่ง และท่าทีเงียบกลับทำให้หลายคนมองนางด้วยสายตาแข็งกร้าวขึ้น
แต่เจียงมู่ไป๋เอ่ยขึ้นแทน “นางมิได้ปีนเตียงใคร”
เขารับปากเรื่องชื่อเสียงของนาง ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยปกป้องไว้ อีกอย่างการมีภรรยาแปดขวบก็มิใช่ชื่อเสียงที่ดีนัก แม้ว่าสุดท้ายคงไม่อาจปิดบังว่านางคือคนบนเตียงในเรือนหอกับตระกูลได้ แต่ความบริสุทธิ์ใจของนาง อย่างไรก็ต้องรักษาไว้ให้ได้
“นางถูกรมควันยาสลบ…” เจียงมู่ไป๋พูดเพียงเท่านี้
เจียงเจ๋อหมิน บุตรชายคนโตของเจียงเฉิง ญาติผู้พี่ที่เป็นตัวแทนเจียงมู่ไป๋ในการไปรับตัวเจ้าสาวที่หน้าจวนนายอำเภอ ผู้เคยรู้สึกแข่งขันกับเจียงมู่ไป๋ในเรื่องการเรรียนมาตลอด ขมวดคิ้ว “เจ้าจะกล่าวว่านางไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”
“นางเองก็ถูกหลอกมาเช่นกัน” เจียงมู่ไป๋ตอบ
คำกล่าวนั้นทำให้ห้องโถงเงียบลง
เจียงเฉิงหรี่ตา “เจ้ามั่นใจหรือ”
แม้จะบอกว่าการแต่งกับเจียงมู่ไป๋ไม่ต่างกับการเป็นม่ายในอนาคต แต่ใช่ว่าชื่อเสียงของจวนเจียงจะไม่เย้ายวน มีคนอีกไม่น้อยที่ยังอยากเป็นหลานสะใภ้รองของเขา
ดังนั้นในยามที่พวกสายรองคิดอยากแต่งภรรยาผูกดวงเสริมชะตาให้เจียงมู่ไป๋ ท่านพ่อจึงได้คิดอยากถอนหมั้นกับจวนนายอำเภอ
หนึ่งก็เพราะข่าวลือที่หาว่าจวนเจียงของพวกเขาผูกมัดคุณหนูสกุลดีดีให้ต้องเป็นม่ายในอนาคต
และสองก็คือเรื่องนี้ หากจะหาหญิงสาวที่มีชะตาดีดีสักคน แล้วให้ตบแต่งเสริมชะตาเพื่อเป็นพิธี อย่างน้อยก็ดีกว่าสตรีจากจวนขุนนางที่ยุ่งยากกว่า แต่ผู้ใดเล่าจะคิดว่านายอำเภอตู้กลับกลัวจะเป็นที่ครหา จึงยื้อกันไว้แบบนี้…
“เมื่อคืน นางตกใจไม่ต่างจากข้า” คำตอบนั้นไม่ใช่การปกป้องแบบไร้เหตุผล หากเป็นข้อเท็จจริงที่เขาเห็นกับตา ว่านางไม่เพียงตกใจ ยังเต็มไปด้วยการดิ้นรนเอาตัวรอดที่เขาไม่เคยเห็นว่าสตรีนางใดจะกล้า
ห้องโถงเงียบงันเพียงชั่วครู่ ก่อนเสียงสนทนาจะปะทุขึ้นพร้อมกันราวคลื่นซัด
“แต่ยามทั้งเหออันพูดกันไปคนละทาง!” เจียงเฉิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงกดต่ำแต่แฝงความไม่พอใจ เพราะเมื่อรับรุ้ว่าความจริงกับสิ่งที่ได้ยินข้างนอกช่างแตกต่างกันนัก “บางคนกล่าวว่าเราจงใจเปลี่ยนตัวเจ้าสาวด้วยตัวเองด้วยซ้ำ”
เจียงเจ๋อหมิน ขมวดคิ้วแน่น “ข้าได้ยินที่โรงน้ำชา เขาว่าฝั่งเราไม่พอใจตู้เถียนเถียน จึงหาคนปีนเตียงเจ้าบ่าว แล้วแอบพาเจ้าสาวตัวจริงไปซ่อนไว้ที่ห้องอื่น เพื่อบีบให้ฝ่ายนั้นเสียหน้า”
คำกล่าวนั้นทำให้หลายคนสีหน้าถมึงทึง
“เหลวไหล!” ผู้เฒ่าเจียงตบพนักเก้าอี้ “เรื่องต่ำช้าเช่นนี้พวกเราทำไปจะได้อะไรขึ้นมา กล้าป้ายสีให้จวนเราได้อย่างไร”
เจี่ยซื่อ ฮูหยินใหญ่เม้มปากแน่น “ที่ร้ายกว่านั้นคือ…คนภายนอกสงสารจวนตู้กันทั้งเมือง”
“ใช่!” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเสริมอย่างขุ่นเคือง เพราะนางมิได้ชื่อชอบบ้านสายรองที่เป็นบุตรอนุของสามีตนมากนัก ยิ่งต้องมามีเรื่องเสียๆ หายๆ ไปด้วยกัน นางจึงรู้สึกว่าเริ่มไม่เป็นธรรมกับพวกบ้านสายหลักของบุตรชายนางแล้ว จึงพูดประโยคที่เหมือนจะจริงแต่ก็กระทบฝั่งสายรองมากกว่า “เขาว่าคุณหนูตู้โชคดีแล้วที่ไม่ได้แต่งมาเป็นม่าย”
ประโยคนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางห้องโถง