LNCrawler

ตอนที่ 68

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 68

ตอนที่ 68


 

“เป็นม่าย?” เสียงผู้เฒ่าเจียงดังขึ้นทันที ชายชราผู้เคยภาคภูมิใจในหลานชายเมื่อสอบซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี บัดนี้ใบหน้าแดงก่ำ แม้ว่าเขาจะรู้เรื่องนี้อยู่ในใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าเขา เพราะมันเท่ากับแช่งหลานชายที่เคยเป็นความคาดหวังสูงสุด

“กล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร!” เสียงตะโกนกึกก้องสะท้อนผนังโถง ลมหายใจเขาหนักขึ้นทุกคำ

ฮูหยินผู้เฒ่าพยายามเอื้อมมือแตะเขา รู้สึกผิดที่เผลอพูดออกไปไม่ทันคิดด้วยอารมณ์ “ท่านพี่ ใจเย็นก่อน…”

แต่ผู้เฒ่าเจียงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า “ทั้งเมืองสงสารจวนตู้…กล่าวว่าโชคดีแล้วที่ไม่ต้องแต่งมาเป็นม่าย…เช่นนั้นพวกเขาเห็นสกุลเจียงเป็นอะไร! เห็นหลานชายข้าเป็นอะไร!”

ทันใดนั้นเสียงไอรุนแรงก็ดังขึ้น ร่างชราสั่นสะท้าน เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากมุมปาก

ฮูหยินใหญ่ร้องลั่น “ท่านพ่อ!”

ร่างผู้เฒ่าโอนเอนก่อนทรุดลงกับพื้น

ทั้งห้องแตกตื่นทันที

“ตามหมอ!”

“เร็วเข้า!”

ท่ามกลางความวุ่นวาย เหยาอวี้ก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว เปิดปากคำแรกที่ตั้งแต่เดินเข้ามาในโถงนี้ด้วยคำว่า

“มีเข็มฝังหรือไม่?”

ท่ามกลางความโกลาหลไม่มีใครตอบได้

“เช่นนั้นมีเข็มเย็บผ้าไหม?”

คำถามของเหยาอวี้ดังขึ้นกว่าเดิมท่ามกลางความโกลาหลอีกครั้ง

อาไฉ บ่าวใกล้ชิดเจียงมู่ไป๋ รีบวิ่งออกไปทันที แม้ไม่เคยเห็นนางรักษากับตาตนเอง แต่หลายเดือนมานี้เขาอยู่รับใช้คุณชายทุกคืน เห็นชัดว่าอาการไอและหนาวสั่นที่เคยหนักหนาแทบหายไป

ไม่นาน เข็มเย็บผ้าถูกส่งมาถึงมือเล็กๆ ของเหยาอวี้

แต่ก่อนที่นางจะทันทำสิ่งใด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“เดี๋ยวก่อน! เจ้าจะทำอันใด”

เจียงเจ๋อหมินก้าวเข้ามาขวาง สีหน้าตึงเครียด “ท่านปู่เป็นถึงผู้อาวุโสของตระกูล มิอาจให้เด็กเล็กเช่นเจ้ามาวุ่นวายได้”

ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็เอ่ยเสียงสั่น “ถูกต้อง” ก่อนจะตะโกนเรียกอีกครั้ง “เมื่อใดหมอจะมา!!”

ห้องโถงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครยอมให้เด็กหญิงเข้าใกล้ชายชราอีกแล้ว

เหยาอวี้ยังไม่ทันพูดสิ่งใด เจียงมู่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“ให้นางจัดการ”

ทุกคนหันไปมองเขา

“นางเป็นหมอ”

คำกล่าวนั้นทำให้ทั้งห้องชะงัก

“หมอ?”

เจียงเฉิงเลิกคิ้วอย่างไม่ปิดบังความประหลาดใจ

เจียงจื่อหรงอ้าปากค้าง นางนึกภาพไม่ออกว่าเด็กบ้านๆ ที่เห็นครั้งแรกจะเป้นหมอได้อย่างไร

เจียงเจ๋อหมินถอนหายใจแรง “เด็กแปดขวบจะเป็นหมอได้อย่างไร”

เจียงมู่ไป๋ไม่อธิบายยืดยาว เพียงกล่าวซ้ำสั้นๆ

“นางเคยรักษาข้า…และหากช้าไปกว่านี้ ท่านปู่อาจจะเป็นอันตราย”

ทุกคนเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำรับรองนี้ และคำพูดสุดท้ายทำให้ทุกคนไม่กล้าเสี่ยงรอ

ในที่สุด เจียงเฉิงพยักหน้าเบาๆ “ถอยออก”

เมื่อทางสะดวก เหยาอวี้ก็ไม่พูดสิ่งใดอีก

นางรนปลายเข็มกับเปลวไฟตะเกียงจนโลหะร้อนแดง กลิ่นเหล็กไหม้อ่อนๆ ลอยขึ้นในอากาศ จากนั้นเช็ดด้วยผ้าสะอาดจนเข็มอุ่น

นางจับชีพจรผู้เฒ่าเพียงครู่ ดวงตาเรียวยาวฉายแววคมกริบ ในหัวคำนวนอาการเพียงชั่วครุ่

เลือดขึ้นหน้าเพราะโทสะกำเริบ…

ภาวะก่อนเส้นเลือดสมองแตก…

เข็มแรกปักลงที่หว่างคิ้ว จุดอินถัง

เข็มที่สองปักที่หลังมือ ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จุดเหอกู่

เข็มที่สามปักที่ข้อมือด้านใน จุดเน่ยกวน

ทั้งสามเข็มถูกฝังลงอย่างแม่นยำ และตามกันมาติดๆ โดยที่ไม่ต้องเล็งด้วยซ้ำ ปลายนิ้วที่ยังดูป้อมเล็ก แต่กลับสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่ชมอยู่อย่างไม่รู้ตัว

ปลายเข็มสะท้อนแสงวาบ เสียงสูดลมหายใจดังพร้อมกันหลายคน

ทันใดนั้น ร่างผู้เฒ่ากระตุกเฮือกหนึ่ง ลมหายใจที่ติดขัดสะดุด ก่อนจะยาวขึ้น เลือดที่มุมปากหยุดไหล เปลือกตาที่ปิดสนิทสั่นไหว ก่อนจะเปิดขึ้นช้าๆ

ทั้งห้องโถงเงียบงันราวต้องมนตร์ สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความระแวง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง!!

สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเด็กหญิงตัวเล็กผู้ยืนอยู่กลางวง ราวกับว่าเพิ่งเคยได้เห็นว่านางยืนอยู่เป็นครั้งแรก


 

ผู้เฒ่าเจียงที่รู้สึกตัวแล้วถูกพยุงขึ้นไปยังเตียงพักในห้องด้านข้างอย่างระมัดระวัง เข็มเย็บผ้าถูกถอดออกทันที เหลือเพียงรอยแดงจางๆ บนผิวหนัง

ม่านผ้าถูกปิดลงครึ่งหนึ่ง เสียงวุ่นวายด้านนอกค่อยๆ เบาบาง เหลือเพียงลมหายใจหนักๆ ของลูกหลานที่ยืนล้อมเตียง

ไม่นาน หมอจากโรงหมอกู้จี้อี้กวนก็มาถึง

ชายวัยกลางคนแซ่กู้ นามว่าเซิ่งอัน ก้าวเข้ามาพร้อมกล่องยาไม้สีเข้ม ท่วงท่าสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีหม่นเรียบร้อยสะอาด ดวงตาเฉียบคมแต่ไม่กดดันผู้อื่น

กู้เซิ่งอันมิใช่หมอธรรมดา เขาเป็นผู้นำตระกูลสาขาของตระกูลกู้ที่ตั้งหลักอยู่ในเหออัน ส่วนตระกูลหลักของเขานั้น มีผู้ดำรงตำแหน่งอวี่อี[1]ในวังหลวงหลายชั่วอายุคน นับเป็นตระกูลหมอที่มีชื่อเสียงยิ่ง

แม้สายของเขาจะเป็นเพียงสาขาย่อย แต่ก็ได้รับการถ่ายทอดตำราการแพทย์และวิชาการฝังเข็มอย่างครบถ้วน ฝีมือของเขามั่นคง สุขุม และได้รับความนับถือจากผู้คนในเหออันมานานปี ผู้ใดเจ็บป่วยหนักมักส่งคนไปเชิญโรงหมอกู้ก่อนเสมอ

กู้เซิ่งอันวางนิ้วสามนิ้วลงบนข้อมือผู้เฒ่าอย่างชำนาญ บรรยากาศในห้องเงียบกริบ คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน อาการที่ได้ยินก่อนมาคือโทสะกำเริบ

และเมื่อนึกถึงข่าวลือตั้งแต่เมื่อคืนนี้วานก็พอจะเข้าใจได้

เมื่อจับชีพจรจึงพอทราบว่าเป็นเลือดขึ้นหน้าเพราะโทสะกำเริบ ชีพจรควรจะตึงแข็งและเต้นเร็วราวสายพิณขึงแน่น มีความเสี่ยงต่ออัมพาตครึ่งซีกหรือเส้นเลือดในสมองแตก

แต่ชีพจรที่เขาจับได้ในตอนนี้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น

มันยังเร็วเล็กน้อยจากแรงโทสะ แต่ความตึงแข็งที่ควรชัดเจนกลับคลายลง เสมือนเส้นลมปราณที่เคยอุดแน่น ถูกเปิดทางอย่างแม่นยำ

เขาจับชีพจรซ้ำอีกครั้ง เปลี่ยนนิ้ว กดลึกลง ร่องรอยของจุดติดขัดบริเวณเส้นหัวใจและตับที่ควรจะค้างอยู่ กลับเหมือนเพิ่งถูกกระทบและสลายไปในพริบตา

หมอกู้เงยหน้ามองผู้เฒ่า ใบหน้าที่ควรจะแดงก่ำจากความโกรธ กลับซีดลงอย่างสมดุล

เขาพึมพำเบาๆ “แปลกนัก…ก่อนข้ามาถึง…มีผู้ใดลงเข็มหรือไม่”

สายตาของกู้เซิ่งอันกวาดช้าๆ ไปยังโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยุดอยู่ที่เข็มเย็บผ้าเล่มเล็ก

คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบลงทันที เมื่อไม่มีใครตอบ เขาจึงรู้ตัวว่าเสียมารยาทแล้ว ก่อนจะพูดอย่างเก้อๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ข้าขอพูดตามตรง อาจจะฟังไม่เข้าหูนัก”

ทุกคนในห้องเงียบลงทันที หมอกู้วางนิ้วลงบนชีพจรผู้เฒ่าอีกครั้งอย่างละเอียด

“ชีพจรของท่านผู้เฒ่ายังอ่อนล้าอยู่ เลือดลมยังไม่เต็มกำลัง แต่จากประสบการณ์ของข้า หากเลือดลมปะทะขึ้นบนรุนแรงถึงขั้นกระอักเลือดเช่นนี้ โดยปกติแล้วเส้นชีพจรควรเสียหายหนักกว่านี้มาก”

เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ

“ควรมีอาการติดขัดค้างอยู่ในเส้นลมปราณหัวใจหรือเส้นตับ หรืออย่างน้อยก็ควรมีชีพจรตึงแข็งอีกระยะ…แต่ชีพจรในตอนนี้ คล้ายถูกเปิดทางอย่างแม่นยำ เลือดลมที่ควรอุดแน่น กลับไหลผ่านได้อย่างฉับไว ราวกับมีผู้ลงมือแก้จุดสำคัญไว้หมดแล้วขอรับ”

หมอกู้ถอนหายใจเบาๆ แล้วสารภาพ

“ดังนั้นข้าจึงใคร่ทราบเพียงว่า ผู้ใดเป็นผู้ลงมือ มิได้ตั้งใจจะสอบความหรือกล่าวโทษอันใด” เขากล่าวต่อช้าๆ น้ำเสียงจริงจังยิ่งขึ้น “เพราะผู้ที่สามารถชิงลมหายใจนี้กลับมาจากเนื้อมือยมบาลได้ในพริบตา ต้องมิใช่คนธรรมดาแน่นอน”

จากนั้นกล่าวต่ออย่างเขินอายดังถงซื่อน้อยที่อยากร่ำเรียนกับปรมาจารย์เจ้าสำนัก “หากข้าทราบก็อยากจะฝากตัวเป็นศิษย์สักหน่อยขอรับ”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไป สายตาหลายคู่ค่อยๆ เคลื่อนไปยังมุมหนึ่งของห้อง ที่ห่างจากเตียงออกไป ในมุมอับสายตาที่มองจากเตียงย่อมไม่เห็น

มุมที่เด็กหญิงตัวเล็กนั่งเงียบอยู่

แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดออกมา

ฮูหยินผู้เฒ่าเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการถามกลับด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย “เช่นนั้น…จะเป็นอันตรายหรือไม่เจ้าคะ”

หมอกู้ส่ายหน้า “ไม่เป็นอันตรายขอรับ” เขากล่าวอย่างหนักแน่น

“ผู้รักษาลงมือเฉียบขาด ถูกจุด แม่นยำ รวดเร็ว มิได้ฝังลึกเกิน มิได้เบาเกิน นอกจากจะรักษาชีวิตท่านผู้เฒ่าไว้ได้แล้ว ยังไม่ทิ้งผลข้างเคียงอันใดที่ข้าจับชีพจรได้ในยามนี้”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “ที่เหลือเพียงให้พักผ่อน ทำจิตใจให้สงบก็เพียงพอขอรับ”

หมอกู้เปิดกล่องยา หยิบพู่กันขึ้นมา “เดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบยาปรับเลือดลมให้ขอรับ” เสียงพู่กันเสียดสีกับกระดาษดังแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงันที่ยังไม่จางหาย

แต่ในความเงียบนั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่า ในห้องนี้ มีผู้หนึ่งที่เพิ่งถูกเรียกว่ายอดฝีมือ โดยหมอใหญ่แห่งเหออัน



 

[1] อวี่อี (御医 - Yù yī): หมอหลวงประจำตัวจักรพรรดิ/เชื้อพระวงศ์ (ขั้น 6-7) เป็นระดับที่ได้รับการยอมรับสูงมาก