ตอนที่ 69
ตอนที่ 69
ตอนที่ 69
ความจริง ก่อนหน้านี้อาการผู้เฒ่าทุเลาลงจนแทบไม่จำเป็นต้องมีหมอแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่บ่าวที่ออกไปเชิญหมอแต่แรกนั้นดั่งลูกศรที่ยิงไปแล้ว ยากจะเรียกคืน เมื่อหมอกู้ปรากฎตัว ทุกคนจึงได้แต่เลยตามเลย เพราะถึงอย่างไร การมีหมอที่พวกเขาไว้ใจมาตรวจซ้ำอีกครั้งก็นับว่าเป็นความสบายใจของทุกคน
เมื่อหมอกู้จากไปโดยที่ไม่มีใครยอมปริปากบอกเรื่องผู้มีฝีมือลึกลับ เขาก็ไม่กล้าซักไซร้ให้เสียมารยาท
เจียงเฉิงที่รับใบเทียบยามาก็เดินกลับเข้ามาในห้องโถง สายตาของผู้นำตระกูลมิได้มองบุตรชายสายรองที่นั่งในมุมอับของห้อง หากทอดผ่านไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งสงบอยู่ข้างๆ
เด็กหญิงที่แม้แต่หมอที่มีชื่อเสียงแห่งเหออันยังอยากจะกราบไหว้เป็นอาจารย์
แน่นอนว่าเจียงมู่ไป๋จะไม่ทราบความต้องการของผู้นำตระกูลได้อย่างไร เขาจึงส่งมอบใบเทียบยานั้นให้เด็กหญิง
เหยาอวี้รับใบเทียบยาไป ก้มอ่านอย่างตั้งใจ ดวงตาเรียวยาวไล่ผ่านตัวอักษรทีละบรรทัด สีหน้าเรียบเฉย ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
เขามองเด็กหญิงที่รับเทียบยาไปก้มอ่าน ดวงตาที่เรียวยาวได้รูป หางตายกขึ้นเล็กน้อยจนทำให้ยามมองตรงๆ ดูเหมือนมีความเฉียบคมบางอย่างซ่อนอยู่ แววตาปกติมักดูเย็นชา คล้ายคนครุ่นคิดอยู่กับตนเองมากกว่าจะสนใจสิ่งรอบข้าง ความเจ็บป่วยทำให้ใบหน้าเขาซีดเซียว แต่ไม่ได้ลดทอนความสงบและความเคร่งขรึม กลับยิ่งทำให้ดูห่างเหินและสุขุมเกินวัย
ทว่ายามนี้ ในนัยน์ตาที่เคยนิ่งเฉยนั้น กลับมีแสงบางอย่างสะท้อนอยู่
ก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดตัดปัญหาทุกอย่างด้วยการให้นางเป็นภรรยา
ไม่ใช่เพราะอยากได้
แต่เพราะมันง่าย
ง่ายต่อการควบคุมสถานการณ์
ง่ายต่อการปล่อยให้ข่าวลือมั่วไปไกล
และง่ายกว่าการต้องไล่แก้หมากที่ผู้อื่นวางไว้
แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้ต้องการมีภรรยาเป็นเด็กแปดขวบเลย และยิ่งไม่ต้องการผูกมัดชีวิตใครเข้ากับชะตาของตนเอง ที่แม้แต่หมอหลวงในวังยังไม่อาจบอกได้ว่าจะยืนยาวเพียงใด
ทว่า…คำต่อรองของเหยาอวี้ในยามเช้า
หนึ่งปี…
ให้นางรักษาโรคที่ไม่มีใครรักษาได้ ส่วนเขาจะช่วยรักษาชื่อเสียงของนาง ไม่ให้คนภายนอกรู้เท่าที่จะทำได้
ตอนนั้น เขาไม่เชื่อ
หรืออาจกล่าวได้ว่า… เขาไม่กล้าเชื่อ
เพราะความหวังคือสิ่งที่เขาไม่เคยไว้ใจ มันเคยทำให้เขาผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่เหตุการณ์วันนี้
การลงเข็มที่แม่นยำ
คำกล่าวของหมอกู้เรื่องการชิงลมหายใจจากเนื้อมือยมบาล
ทั้งหมดนั้นทำให้ความคิดที่เขาพยายามกดทับไว้ เริ่มสั่นคลอน
ดวงตาเรียวยาวของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แววที่เคยเย็นชาและเหมือนผลักไสผู้คนออกไป กลับมีประกายครุ่นคิดปะปนอยู่
หากนางรักษาเขาได้จริง
หากหนึ่งปีนั้นไม่ใช่คำพูดลอยๆ
เช่นนั้น การตัดสินใจของเขา อาจต้องทบทวนใหม่
เด็กหญิงที่ก้มหน้าอ่านเทียบยาอย่างจริงจังตรงหน้า
อาจไม่ใช่ภาระ…
และอาจไม่ใช่เพียงหมากตัวหนึ่ง
แต่อาจเป็นความเป็นไปได้ ซึ่งเขาไม่เคยเปิดใจให้มันมานานแล้ว
แววตาของเจียงมู่ไป๋จึงนิ่งค้างอยู่ที่นางนานกว่าปกติ
และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขารู้สึกว่า…
บางที…ชีวิตของเขาอาจยังไม่ถูกกำหนดเสร็จสิ้นดังที่คิดไว้แต่แรก
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นหลังอ่านเทียบยาเสร็จ “ในนี้ใส่ชวนซยงสามเฉียน ควรตัดออกครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงหนึ่งเฉียนครึ่งก็พอ” นางเอ่ยเสียงเรียบ
“ชวนซยงกระตุ้นเลือดค่อนข้างแรง ยามนี้ท่านผู้เฒ่าเพิ่งเลือดลมเดิน หากกระตุ้นมากเกินไป อาจทำให้เวียนศีรษะหรือใจสั่นได้”
ปลายนิ้วเล็กแตะลงที่บรรทัดถัดไปอย่างไม่รีบร้อน
“ให้เพิ่มซวนเจ่าเหรินสองเฉียน กับไป๋จื่อเหรินหนึ่งเฉียนครึ่ง ช่วยสงบหัวใจ คลายตับ และประคองลมปราณจะเหมาะกว่า”
น้ำเสียงของนางยังคงเอ้อระเหยเอื่อยเฉื่อย ราวกับเพียงเสนอความเห็นธรรมดา มิได้กำลังปรับตำรับของหมอชื่อดังแห่งเหออัน
“แล้วก็เพิ่มหวงฉีอีกหนึ่งเฉียน บำรุงชี่ให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น”
กล่าวจบ นางก็ลดสายตาลง ราวกับสิ่งที่เพิ่งเอ่ยออกไปเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยในตำรับยาเท่านั้น
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่มีคำถามเพิ่มเติม ใบหน้าซีดขาวของเขายังคงสงบนิ่ง ดวงตาเรียวยาวทอดมองเทียบยาเพียงครู่ ก่อนจะพับเก็บอย่างไม่ลังเล
คนอื่นๆ ในห้องโถงยิ่งไม่มีผู้ใดเอ่ยแทรก
หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า คำพูดของเด็กหญิงตัวเล็กจึงมิได้ฟังดูเหลือเชื่ออีกต่อไป
เหยาอวี้เองก็ไม่ได้เอ่ยถามหาคนจดเทียบยา นางเพียงกล่าวปรับลดและเพิ่มสมุนไพรไปตามนั้น แล้วก็เงียบลง
นางรู้ดีว่าไม่จำเป็น เพราะชายหนุ่มผู้นี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ความจำกลับเฉียบคมแม่นยำกว่าผู้ใด
เพียงอ่านผ่านครั้งเดียว เขาก็จดจำลำดับสมุนไพร ปริมาณ และส่วนที่ควรปรับได้ครบถ้วน
ดังนั้น นางจึงเพียงปล่อยให้เรื่องนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน
ราวกับทั้งสองต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่มเติม
เพราะอาการของท่านผู้เฒ่าไม่ควรให้มีสิ่งใดมากระทบอีก ผู้เฒ่าเจียงจึงถูกประคองไปพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่ากลับเรือนพักของตน และปล่อยให้บุตรหลานปรึกษาหาความเพื่อรับมือกับชื่อเสียงของจวนใหม่
และเพราะความสามารถที่ไม่อาจมองข้ามของเหยาอวี้ ทำให้ทั้งจวนไม่กล้าทำสิ่งใดให้กระทบน้ำใจของนางอีก
อีกทั้งเฉียนซื่อ มารดาของเจียงมู่ไป๋ที่แม้จะยังไม่รู้เรื่องข้อตกลงหนึ่งปีของทั้งคู่ แต่ยามนี้ก็มองเด็กหญิงด้วยแววตาแห่งความหวัง สีหน้าที่คร่ำครวญร้องไห้มาตั้งแต่เมื่อคืนวานก็ดูจะดีขึ้นมาก กระทั่งยังคิดไปเองว่านี่อาจะเป็นลิขิตที่สวรรค์ส่งแม่นางน้อยนี้มาบนเตียงของเจียงมู่ไป๋ เพราะหากให้เทียบระหว่างภรรยาจากจวนนายอำเภอ ยังสู้หมอที่อาจจะรักษาชีวิตลูกชายของนางไม่ได้ด้วยซ้ำ
หากไม่ใช่เพราะตอนที่รักษาท่านผู้เฒ่าแล้ว เหยาอวี้ไม่อยากเปิดเผยตัวกับคนนอกว่าอยู่ในจวนนี้ตั้งแต่เมื่อคืน พวกเขาจึงไม่มีใครกล้าตอบว่าผู้มีฝีมือนิรนามนั้น คือเด็กหญิงผู้หนึ่งที่เพิ่งปรากฎตัวบนเตียงในเรือนหอเมื่อคืน เพราะที่มาที่ไปที่ซับซ้อนเช่นนี้ จึงทำให้ทุกคนไม่อยากให้คนนอกทราบว่ามีหญิงแปลกหน้าอยู่ในจวนยามนี้
แม้ว่าในที่สุดอาจจะต้องรับนางในฐานะ…สะใภ้
แต่ก็ต้องไม่ใช่ในยามนี้
ซึ่งหากเหยาอวี้ได้มายินเสียงในใจที่เริ่มอยากจะรับนางเป็นสะใภ้ของจวนแล้ว นางคงอยากปล่อยตาเฒ่าเจียงผู้นั้นตายไปต่อหน้าต่อหน้าด้วยซ้ำ
แต่ก็นั่นแหละ ใครจะคิดเล่าว่า ภายใต้ร่างกายเด็กแปดขวบ จะเป็นอัจฉริยะแพทย์แห่งยุค ที่พวกเขาอยากรั้งไว้ในจวนเสียแล้ว
ยามนี้ทั่วทั้งเหออันล้วนคึกคักด้วยข่าวลือ เพียงชั่วข้ามคืน เรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ก็แพร่สะพัดไปราวกับมีปีก ผู้คนตามตลาด โรงน้ำชา และหน้าที่ว่าการต่างหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ถ้อยคำเล่าต่อกันไปทีละทอด ถูกเติมแต่งให้สะเทือนใจยิ่งขึ้นทุกครั้ง
ตู้เถียนเถียนถูกพรรณนาว่าเป็นหญิงสาวผู้อาภัพ ถูกบังคับให้เสียสละ ถูกโยนออกจากเรือนหออย่างไร้ทางเลือก น้ำตาที่ไม่มีใครเห็นกลับถูกแต่งเติมให้ไหลรินราวสายฝนในเรื่องเล่า
บางคนกล่าวว่านางเป็นผู้กตัญญู ยอมรับชะตาเพราะไม่อาจขัดคำสั่งบิดามารดา
บางคนกล่าวว่านางโชคร้าย ถูกเปลี่ยนตัวเพราะเหตุจำเป็นของผู้ใหญ่
ทุกถ้อยคำล้วนชี้ไปในทิศทางเดียว
เห็นใจสตรีผู้นั้น
และตั้งคำถามต่อสกุลเจียง
กลับมาถึงการพูดคุยในจวนเจียงอีกครั้ง
ยามนี้เหยาอวี้เองก็รู้สึกแล้วว่าคำพูดของตนก็น่าจะมีน้ำหนักอยู่สักหน่อย จึงเลือกที่จะพูดกับผู้ที่น่าจะมีอำนาจมากที่สุดในจวนอย่างเจียงเฉิง เพื่อให้ต่อไปหากเขาคิดจะกระทำการใด ก็อยากให้คิดเผื่อนางให้มากๆ
อย่างเช่นว่า… การรับนางเป็นสะใภ้ เพื่อจบเรื่องแบบแล้วๆ กันไปนั้น
ท่านช่วยทบทวนเพื่มอีกสักนิดจะดีหรือไม่?
เพราะนี่มิใช่ความต้องการของนางเลย นางคิดว่าเจียงมู่ไป๋ก็เช่นกัน
เหยาอวี้จึงเริ่มเกริ่นกับเจียงเฉิงว่า “อย่างที่คุณชายรองกล่าว ข้ามิได้อยากให้เรื่องเป็นเช่นนี้เลย แต่ดูเหมือนทางจวนตู้จะวางแผนไว้อย่างรัดกุม ข้าแม้จะมีวิชาหมอ แต่ก็ใช่ว่าจะมีวิชาอ่านใจคน…” จากนั้นก็เริ่มเล่าตั้งแต่ต้นว่ามาจากหลัวซานได้อย่างไร ตั้งแต่ของกำนัลจากหลัวเซิน น้ำใจสุดขอบเขตด้วยที่พักจวนนายอำเภอ กระทั่งเรื่องบ่าวสนิทในห้องหอ
นางโยนจุดเริ่มต้นทุกอย่างให้กับนิสัยเห็นแก่ตัวและละโมบของหลัวเหอ เพราะตั้งแต่ที่เจียงมู่ไป๋พูดเรื่องคืนของหมั้น นางก็คิดไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ท่านปู่สุดที่รักผู้นี้ของนางลอยนวลเด็ดขาด