ตอนที่ 70
ตอนที่ 70
ตอนที่ 70
“อะไรนะ!...ถึงกับรับของมาแล้วขายหลานสาวตนเอง ปู่ของเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่!” เจี่ยซื่อ ฮูหยินใหญ่สกุลเจียงถึงกับพูดอย่างไม่พอใจ นางรู้สึกเห็นใจชะตากรรมของเด็กหญิงผู้นี้นัก
“ถูกหลอกว่าให้มาดูแลพี่ชายไม่พอ…ตู้ฉางหมิงช่างดีนัก ยังแสร้งทำเป็นชื่นชมบัณฑิตแล้วรับมาดูแลในจวนเพื่อให้ผู้คนมองว่าพวกเจ้าเป็นคนของเขาอย่างเปิดเผย…ดูท่าคงคิดไว้แล้วว่า ในยามเกิดเรื่องทางหนึ่งก็จะใส่ความว่าเจ้าคิดไม่ซื่อกับน้องรองคิดแทนที่ตู้เถียนเถียน อีกทางก็ยังนับว่าเป็นผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าได้อีก ถึงยามนั้น ไม่ว่าพวกข้าจะไม่ยอมรับเช่นไรก็ออกจากบ่อโคลนนี้ไม่ได้แล้ว” เจียงเจ๋อหมินที่เริ่มลำดับเหตุการณ์รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะรู้สึกอิจฉาความฉลาดของเจียงมู่ไป๋ แต่เรื่องที่เกี่ยวพันกับตระกูลเขาย่อมไม่สบอารมณ์
ตอนเขาไปรับตัวเจ้าสาวยังรู้สึกเห็นใจคุณหนูตู้อยู่เลย แต่ยามนี้รู้สึกคลื่นไส้นัก
เจียงเจ๋อหมินโมโหถึงกลับกล้าพูดชื่อนายอำเภอตู้ตรงๆ
“แต่โชคดีที่มู่ไป๋ เปิดโปงพวกปู่เล็กของเจ้าก่อน มิเช่นนั้นหากปล่อยเขาโวยวายจนรู้ว่าบนเตียงเป็นเจ้า ถึงยามนั้นคนก็จะไม่สนใจที่มาที่ไปของพวกเขาแล้ว ว่าเหตุใดจึงสามารถเข้ามาในงานแต่งของจวนข้าได้” เจียงอวี้เหิงชื่นชมไหวพริบของบุตรชาย
“ก็ถ้ามันยังกล้าโวยวายต่อ หากจะสืบมันให้หมดถึงความสัมพันธ์ของพวกมัน ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่คุณหนูตู้จะแสร้งเสียใจที่ถูกสลับเปลี่ยนตัว ทุกคนก็จะรู้เช่นเห็นชาติไปเลยว่ามันปลอม เพราะล้วนแต่เป็นพวกมันวางแผนกันทั้งนั้น!!” เจียงเฉิงยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ขึ้น ยามนั้นเขาก็มิได้พอใจนักที่เจ้าสาวถูกสลับตัว แต่ในเมื่อเจียงมู่ไป๋มิได้โวยวาย เขาจึงไม่อยากให้เรื่องที่เขาอ่านไม่ออกผิดแผนจากหลานชาย จึงได้แต่ตามน้ำ ขับไล่ทุกคนออกไปให้หมด แล้วค่อยมาคุยกันที่หลัง
ช่วงเวลานั้นต้องบอกว่าตัวเหยาอวี้ก็แทบไม่ไหวแล้ว มันเลือนลางจนไม่รู้ว่านางสลบไปตอนไหนด้วยซ้ำ
แต่ก็ยอมรับว่าคำพูดเดียวของเจียงมู่ไป๋นั้นพลิกกระดานสุดท้ายของตู้ฉางหมิงจริงๆ ทำให้เขาต้องยอมกลับไปโดยไม่เอ่ยถึงชื่อนางแม้แต่คำเดียว
ทว่ากระดานเรื่องสลับเจ้าสาวคงไม่อาจเปลี่ยนได้แล้ว
นางที่แม้ไม่อยากให้เรื่องกลายมาเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะให้พวกเขาช่วยแก้ต่างอย่างไรดีเช่นกัน
“ในเมื่อไม่เห็นหน้าก็คือไม่มี” เจียงมู่ไป๋กล่าวอย่างไม่แยแส
“จะไม่มีได้อย่างไร ยามนี้ทั้งเหออันมีแต่คาดเดาว่าใครกันคือเจ้าสาวที่ถูกสลับตัวของเจ้า” เจียงเจ๋อหมินบ่น
“หากข้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี” เจียงมู่ไป๋เอ่ยเสียงราบเรียบ ก่อนจะจะหันไปคุยกับเจียงเฉิงโดยไม่สนสีหน้าที่งุนงงของทุกคนว่า “มิใช่ว่างานแต่งที่ไร้ตัวเจ้าสาว สินสอดของหมั้นก็ควรถูกส่งคืนหรือขอรับ”
เจียงเฉิงงุนงงอยู่เพียงครู่ แต่ใคร่ครวญได้ไม่นานก็แหงนหน้าหัวเราะอย่างถูกใจ แล้วพูดต่อท่ามกลางความงุนงงของทุกคนเช่นเดียวกับเจียงมู่ไป๋ว่า
“ฮ่าฮ่า…นั่นสินะ มิใช่ว่าคุณหนูตู้กลับจวนมิยอมเข้าหอมิใช่หรืออย่างไร ในเมื่อจวนนายอำเภอมิอยากเกี่ยวดอง ก็ต้องคืนสินสอดของหมั้น”
ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้ “ไปซะ ไปเอาสินสอดของตระกูลเจียงกลับมา” จากนั้นเน้นย้ำว่า “ไปตามเก็บมาไม่ว่าจะอยู่ที่ใด…อย่าให้ขาดแม้แต่อีแปะเดียว!!”
ก่อนจะมองไปที่เจียงมู่ไป๋อย่างถูกใจแล้วพูดต่อว่า “ในเมื่อชอบแพร่ข่าวลือมากนัก ก็ควรมีข่าวจากฝั่งจวนเราเพิ่มเข้าไปบ้างมิใช่หรือ”
..
..
..
ข่าวที่แพร่ออกจากจวนเจียงเป็นใช่ไรมิทราบ
แต่ทันทีที่คนของตระกูลเจียงไปตะโกนร้องของสินสอดของหมั้นคืนที่หน้าจวนตู้ กระแสของข่าวลือก็เหมือนจะถูกตีกลับแทบจะทันที
“ไหนว่ามีการสลับเจ้าสาว เหตุใดสกุลเจียงจึงได้ส่งคนมาขอของคืนกันเล่า”
“สลับแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับจวนตู้ ในเมื่อภรรยาของคุณชายรองสกุลเจียงมิใช่คุณหนูตู้แล้ว”
“โอ้วงั้นเช่นนี้สกุลเจียงก็คือยอมรับว่ามีการสลับเจ้าสาวในคืนเข้าหองั้นรึ”
“ข้าอยากรู้นักว่าเป็นผู้ใด”
“ยอมรับอันใดกัน… ถึงยามนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่านางคือผู้ใด…ไม่แน่ว่าอาจจะถูกฆ่าหมกป่าไปแล้วก็ได้”
“เช่นนั้นแปลว่ามีคนวางแผนกับคนสกุลเจียงรึ!?”
“มิใช่รึ? เรื่องนี้ข้าก็รู้สึกว่าผิดแปลกเช่นกัน จะหาแม่นางผู้ใดที่ดีเทียบเท่ากับคุณหนูสกุลตู้ได้เล่า มิเข้าใจเลยว่าสกุลเจียงจะสลับตัวเจ้าสาวไปเพราะเหตุใด อาจจะมีคนเล่นกลในห้องหอนั้นก็ได้”
“นั่นน่ะสิ เห็นเจ้าว่าเช่นนั้นข้าก็เพิ่งคิดได้เช่นกัน”
“เห็นคนในจวนเจียงบอกว่ามิได้มีเจ้าสาวนะ มีแต่งานแต่งที่ถูกยกเลิก จึงได้ไปทวงสินสอดของหมั้นอย่างไรเล่า”
“ไม่มีเจ้าสาว!? เช่นนั้นเรื่องสลับเจ้าสาวก็มั่วกันน่ะสิ”
“เช่นนั้นมิใครรู้บ้างเล่าว่าเจ้าสาวของคุณชายรองสกุลเจียงคือผู้ใด ในเมื่อคุณหนูตู้มิได้เข้าห้องหอแล้วกลับจวนตู้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน”
“แต่ข้าว่าเช่นนี้ก็ดีแล้ว หากข้ามีบุตรีเช่นคุณหนูตู้ ย่อมมิให้แต่งกันคนขี้โรคเช่นนั้นดอก”
“ถึงขี้โรคก็ขึ้นต้นด้วยแซ่เจียง มิใช่ว่าก่อนหน้าเจ้านี่แทบอยากให้แม่สื่อไปที่จวนนั้นเช่นกันมิใช่หรืออย่างไร”
“ยามนั้นหากมิใช่ว่านายอำเภอตู้ลงมือเด็ดขาด รีบพูดเรื่องการหมั้นหมาย คุณหนูตู้คงไม่ตกที่นั่งลำบากเพราะต้องเชื่อฟังบิดาและแม่สื่อหรอกหรือ”
“เช่นนั้นนี่ก็เป็นเรื่องดีของสกุลตู้สินะ รอดพ้นมาได้พอดี”
“ดีก็มันดีอยู่หรอก แต่สินสอดของสกุลเจียงยาวนับสิบๆ หลี่ ข้าว่าต่อให้เป็นท่านนายอำเภอก็คงต้องมีปวดใจกันบ้าง”
“สิบๆ หลี่ แลกกับชีวิตบุตรสาว ก็นับว่าดีมิใช่หรืออย่างไร”
..
..
..
ยามนี้ตู้ฉางหมิงรู้สึกเหมือนยกหินทับเท้าแต่กลับมิอาจร้องออกมา เขาที่วางแผนไว้มากมายมิคิดเลยว่าจะต้องมายืนมองสินสอดพวกนี้ถูกขนกลับไป
“มิใช่ว่ายังขาดเงินห้าสิบตำลึงเงิน ผ้าไหมห้าพับ โสมคนสองต้น ชาหลงจิ่งอีกสี่กระปุกหรือขอรับ” ทำพูดที่แม่นยำนี้ทำให้ทั้งตู้ฉางหมิง และฮูหยินตู้เผยสีหน้าน่าเกลียด
ไม่คิดเลยว่าคนของจวนเจียงจะตรวจสินสอดของหมั้นทั้งหมดต่อหน้าอย่างละเอียด ท่ามกลางของนับสิบๆ หลี่นี้ กลับตรวจเจอของที่หายไป ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขามอบให้ซ่งตงหยางไปมอบให้เป็นสินสอดของนังเด็กเหยาอวี้นั่นเอง
เพราะเขาคิดไปแล้วว่าแผนการจะต้องสำเร็จทุกขั้นตอน มั่นใจว่าแผนไม่มีช่องโหว่ หากพวกสกุลเจียงโวยวายมิยอมรับการสลับตัวเจ้าสาว ก็ยังมีเรื่องว่าสินสอดถูกส่งให้ทางสกุลหลัวไปแล้ว ข้าวสารเป็นข้าวสุกอย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้น
สุดท้ายกลับเป็นต้องขายหน้าต่อคนทั้งเมืองแล้ว เพราะเขายามนั้นไม่กล้าพูดว่าคนบนเตียงนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา มิเช่นนั้นสถานการณ์ที่เห็นใจในยามนี้จะกลายเป็นกล่าวหาว่าใจดำแทน ส่วนข่าวใหม่ล่าสุดก็กลายเป็นว่าไร้เงาเจ้าสาวสลับตัวอีก!! ในห้องหอชั้นในย่อมไร้คนนอก ยามนี้ต่อให้เขาบอกว่ามี แต่ถ้าจวนเจียงบอกว่าไม่มี เช่นนั้นเขาจะทำสิ่งใดได้
จึงได้แต่ตอบไปว่า “ข้าขอชดใช้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่”
คงเพราะพ่อบ้านของสกุลเจียงเพียงแค่อยากหาเรื่องเขาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะถือว่าอย่างไรก็ต้องรักษาหน้าตาของนายอำเภอแห่งเหออันอยู่ เขาจึงพยักหน้าแล้วรอรับตั๋วเงินแทน
ก่อนจะส่งนำถ้อยคำหนึ่งมาบอกกล่าวต่อเขาเป็นการส่วนตัว โดยมิให้โอกาสเขาได้ปฏิเสธเลย
เมื่อพวกเขาได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด ก็ทยอยขนกันออกไป
ตู้ฉางหมิงกับฮูหยินของเขาอยากสลับเจ้าสาวตั้งแต่ที่รู้ว่าเจียงมู่ไป๋ที่ปกติเฉยชากับตู้เถียนเถียนมาโดยตลอด กลับเลือกวันแต่งของตนอย่างเร่งรัด เขาจึงคิดเอาคนของพ่อบ้านมาเป็นตัวแทน เพราะคิดว่าควบคุมง่ายกว่า
วางแผนต่างๆ โดยตั้งใจว่าจะสลับตัวในคืนเข้าหอ และตั้งใจว่าจะทำคืนนั้นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ โจษจันไปทั้งเมือง
โดยคิดไว้แล้วว่าสกุลเจียงต้องไม่ยอมรับ กระทั่งคิดอย่างโหดเหี้ยมไม่สนใจว่าเด็กหญิงอาจถูกฆ่าตายเพราะโทสะของคนสกุลเจียงด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะให้พวกหลัวเซินมาตะโกนถามหาหลานสาวของพวกเขาในงานแต่ง เพื่อยืนยันว่าเด็กคนนี้เป็นผู้ใด
ถึงตอนนั้นแม้ว่าภายนอกเขาจะต้องแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยว ที่ถูกเด็กที่เขาเมตตาอำนวยที่พักอาศัยชั่วคราว กลับคิดไม่ซื่อกับเจ้าบ่าวของบุตรสาวเขา
แต่ก็ยังสามารถออกหน้าผดุงความยุติธรรมให้คนในจวนได้
ทั้งยังอาศัยความไม่เป็นธรรมนี้เปลี่ยนตัวเจ้าสาวได้อย่างแนบเนียน เพราะเขาคิดว่า ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นญาติของพ่อบ้านในจวนเขา ยังสามารถถือว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าสาว
สินสอดมากมายของสกุลเจียงก็ยังอยู่ในมือเขาไม่ไปไหน
ส่วนบุตรสาวล้ำค่าของตน ก็สามารถรอดพ้นจากสถานะม่ายในอนาคตได้ ซึ่งเขาก็ได้เล็งบุตรชายชนชั้นสูงในเมืองหลวงไว้ตั้งหลายคน เพราะมีข่าวลับๆ ว่าเขาจะได้มีโอกาสเลื่อนขั้นย้ายไปยังเมืองหลวงอีกไม่นาน เช่นนั้นเพียงอั้นโฉ่วใกล้ตายผู้หนึ่ง ควรค่ากับบุตรสาวของเขาด้วยหรือ?
ทว่า เรื่องที่วางแผนไว้ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะแผนสุดท้ายที่จะสร้างจุดสนใจไปที่เด็กหญิงผู้นั้น กลับถูกตีกลับหมดด้วยคำพูดไม่กี่คำของเจียงมู่ไป๋ในคืนนั้น
เขาเองก็เคยคิดแล้วว่าผู้ที่ได้ตำแหน่งอั้นโฉ่วย่อมมิอาจดูแคลนสติปัญญาได้ แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะแก้กระดานได้ในทันที
โชคดีที่เหตุการณ์ไม่อาจหวนคืน ไม่ว่าสกุลเจียงจะล้างตัวในอ่างทองคำใด เขาก็มีเหตุผลที่ไม่ต้องส่งบุตรสาวไปเป็นม่ายในอนาคตแล้ว
เพราะต่อให้เขาอยากส่งของหมั้นคืน ก็ไม่แน่ว่าจวนเจียงจะกล้ารับ ต่อหน้าคนทั้งเหออัน จวนเจียงยังต้องส่งของมาเพิ่มเพื่อขอขมาเขาด้วยซ้ำ
ทว่าตู้ฉางหมิงกลับดูถูกความอดทนของเจียงเฉิงมากเกินไป
แม้ผู้เฒ่าเจียงจะยึดถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด แต่เจียงเฉิงกลับเป็นพ่อค้าโดยแท้ พ่อค้าที่ไม่ยอมเสียเปรียบแม้เพียงเส้นผมเดียว
ยิ่งเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเด็กหญิงจากหลัวซาน ที่ถูกล่อลวงมายังเหออัน ทั้งการต้อนรับเกินฐานะของญาติห่างๆ ของพ่อบ้าน ทั้งคำขอให้เข้าไปเป็นบ่าวใกล้ชิดในห้องหอ ทั้งหมดล้วนมิใช่เรื่องบังเอิญ
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เจียงเฉิง ผู้กล้ำกลืนข่าวลือไร้สาระมานานหลายปี ตัดสินใจลงมือโดยไม่ลังเล