บทที่ 9 ยืมโชคชะตา ณ บัดนั้น
บทที่ 9 ยืมโชคชะตา ณ บัดนั้น
หลี่ต้าเฉียงไม่ทันแม้แต่จะล้างมือ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปตรงหน้าหลินเสี่ยวหรูทันที
“สหายหลิน เมื่อกี้คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ? รองผู้บังคับกองพันลู่เพิ่งเข้าบ้านมาก็ได้รับภารกิจด่วน ผู้บังคับกองพันสั่งให้ผมมาดูว่าทางนี้มีอะไรให้ช่วยไหม แต่ทำไมพอผ่านปากคุณ เรื่องมันถึงได้กลายเป็นเรื่องสกปรกโสมมไปได้ล่ะครับ? พี่สะใภ้เขาเพิ่งจะมาถึงเขตบ้านพักทหารของเราวันนี้เอง ไม่เคยไปล่วงเกินคุณเลยแม้แต่นิดเดียว คุณทำแบบนี้ทำไม? รีบขอโทษพี่สะใภ้เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นผมจะไปฟ้องเรื่องนี้ต่อหน้าผู้บังคับกองพันแน่”
เดิมทีหลี่ต้าเฉียงก็เป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว พอเขาตะโกนออกมาแบบนี้ เพื่อนบ้านในเขตบ้านพักทหารต่างก็พากันมามุงดูด้วยความสนใจ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
คนที่เอ่ยถามคือพี่สะใภ้หลี่ที่ลู่เหย่เคยพูดถึง สามีของเธอคือผู้บังคับกองพันที่หลี่ต้าเฉียงเอ่ยอ้าง
เมื่อตอนที่มาส่งของ ชีชีได้พบกับอีกฝ่ายแล้วครั้งหนึ่ง จึงพอจะรู้ว่าเธอเป็นใคร
หญิงสาวจึงแสร้งกะพริบตาปริบๆ เค้นหยาดน้ำตาจนขอบตาเริ่มแดงก่ำ
“พี่สะใภ้หลี่คะ ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าไปทำอะไรให้สหายหลินคนนี้ไม่พอใจ เธอถึงได้บุกมาดูหมิ่นฉันถึงหน้าบ้านแบบนี้”
ชีชีพยายามนึกถึงเรื่องเศร้าโศกเสียใจที่เคยพบเจอมาทั้งสองภพ เพื่อเค้นน้ำตาให้ออกมาคลอเบ้าอยู่อย่างนั้นโดยไม่ยอมให้มันไหลร่วงลงมา
เดิมทีเธอเป็นคนผิวพรรณขาวสะอาด ยิ่งบวกกับรูปร่างที่ค่อนข้างบอบบาง พอมาแสดงสีหน้าเช่นนี้เข้า ก็น่าสงสารจับใจจนใครเห็นเป็นต้องเวทนา
เหล่าภรรยาทหารรอบข้างที่ไม่เคยเห็นสะใภ้ตัวน้อยที่ดูอ่อนหวานนุ่มนวลขนาดนี้มาก่อน ต่างพากันเทความเห็นใจให้เธออย่างท่วมท้น
โดยเฉพาะพี่สะใภ้หลี่ เธอรีบคว้ามือชีชีมาจับไว้ “ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวพี่สะใภ้จะให้ความเป็นธรรมกับเธอเอง”
บรรดาพี่สะใภ้คนอื่นๆ ต่างก็ก้าวออกมาขวางหน้าชีชีไว้
“สหายหลินเสี่ยวหรู สหายชีเขาเพิ่งมาถึงเขตบ้านพักไม่ถึงครึ่งวัน คุณก็บุกมาหาเรื่องถึงหน้าบ้าน ทำไมถึงได้รังแกคนอื่นแบบนี้?”
“เขตบ้านพักทหารของเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างสงบสุขมาตลอด ไม่เคยมีใครทำนิสัยแบบคุณเลย คุณรีบขอโทษเธอเดี๋ยวนี้”
“ใช่ รีบขอโทษสหายชีเดี๋ยวนี้เลย”
หลินเสี่ยวหรูเองก็ไม่ใช่คนโง่ เธอเห็นสถานการณ์แล้วว่าวันนี้คงไม่มีทางได้เปรียบแน่ จึงรีบปั้นหน้ายิ้มประจบ
“ตายจริง ฉันก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ด้วยล่ะคะ?”
“ใครเขาเอาเรื่องพฤติกรรมเสื่อมเสียมาล้อเล่นกัน? คุณน่ะตั้งใจรังแกคนอื่นชัดๆ”
หลี่ต้าเฉียงรู้ดีว่าเธอหลงรักลู่เหย่มาโดยตลอด เขาจึงปักใจเชื่อว่าเธอมาหาเรื่องเพราะลู่เหย่แต่งงานแล้ว และเจ้าสาวไม่ใช่เธอ
หลินเสี่ยวหรูแทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโมโห พลางก่นด่าในใจว่า ‘ไอ้เจ้าหลี่ต้าเฉียงสารเลว นี่มันเรื่องของแกหรือไง? ทำเป็นมาจับผิดเรื่องขี้ผงแค่นี้ ฉันจะรังแกหล่อนแล้วจะทำไม? คอยดูเถอะ ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่’
แต่หลินเสี่ยวหรูเป็นคนหัวหมอที่รู้จักการดูทิศทางลมเป็นอย่างดี
แม้ในใจจะก่นด่าถึงบรรพบุรุษอีกฝ่ายไปสิบแปดชั่วโคตร แต่บนใบหน้ากลับยังคงฝืนยิ้ม “สหายหลี่ ทำไมต้องโมโหขนาดนั้นด้วยล่ะ? วันนี้ฉันผิดเองที่พูดไม่คิด ฉันขอโทษคุณก็ได้ พอใจหรือยังคะ?”
“คุณต้องขอโทษพี่สะใภ้สิ บุกมาพูดจาน่าเกลียดใส่เขาถึงหน้าบ้าน คุณคิดว่ามันถูกต้องแล้วเหรอ?”
รอยยิ้มบนหน้าหลินเสี่ยวหรูชะงักค้าง เธอสาปแช่งหลี่ต้าเฉียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ก่อนจะหันไปทางชีชี
“ฉันขอโทษด้วยนะ เมื่อกี้ฉันแค่ล้อเล่นจริงๆ เธอคงไม่ใช่คนใจแคบจนล้อเล่นไม่ได้หรอกใช่ไหม?”
ชีชีคิดในใจว่า ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยเจอคนหน้าด้านมาก็มาก แต่ยังไม่เคยเจอใครหน้าด้านเกินกว่ากำแพงเมืองขนาดนี้เลย
“ไม่มีใครเอาเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศมาล้อเล่นหรอกครับ ถ้าข้อหานี้เป็นจริงขึ้นมาต้องได้รับโทษถึงขั้นประหารเชียวนะ อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ สหายหลิน รองผู้บังคับกองพันลู่แต่งงานแล้ว เก็บงำความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ ของคุณไปเถอะครับ การทำลายชีวิตคู่ของทหารมีโทษหนักนะ”
หลี่ต้าเฉียงที่เป็นตัวแทนกระบอกเสียงช่างทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมนัก คำพูดของเขาแต่ละคำนี่แสบทรวงยิ่งกว่าการสาดสิ่งปฏิกูลเสียอีก
ชีชีต้องพยายามสะกดกลั้นมุมปากไว้สุดชีวิต เพื่อไม่ให้หลุดขำออกมา
สีหน้าของหลินเสี่ยวหรูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับจานผสมสี จนสุดท้ายเธอก็ฝืนปั้นรอยยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุดออกมา
“สหายหลี่ต้าเฉียง ในเมื่อคุณชอบช่วยเหลือคนอื่นขนาดนี้ ไม่สู้ช่วยฉันสักเรื่องหน่อยเป็นไงคะ?”
“ใครมีปัญหาอะไร ผมก็ยินดีช่วยเท่าที่จะทำได้อยู่แล้วครับ”
เมื่อเห็นหลี่ต้าเฉียงรับคำอย่างรวดเร็ว ชีชีก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
‘ผู้หญิงใจทรามคนนี้กำลังจะเริ่มแผนชั่วแล้ว ต้องรีบขวางไว้ก่อน’
หลินเสี่ยวหรูยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยเหมือนนางจิ้งจอก “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ แค่ช่วงนี้ฉันทำอะไรก็ไม่ราบรื่นเลย ช่วยแบ่ง ‘ความโชคดี’ ของคุณมาให้ฉันยืมหน่อยได้ไหมคะ?”
“เรื่องแค่นี้เอง...”
“อย่ารับปากเธอนะ!” ชีชีรีบดึงแขนเสื้อหลี่ต้าเฉียงไว้ด้วยความร้อนใจ “ตอนอยู่บ้านเดิม ฉันเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่า มีคนบางพวกที่มีวาสนาน้อย เลยต้องคอย ‘ขอยืมดวง’ คนอื่นมาต่อชีวิต ถ้าคุณรับปากก็เท่ากับทำสัญญาพรรค์นั้นกับเธอ โชคดีของคุณจะถูกยกให้เธอหมด แล้วคุณก็จะพบกับเคราะห์ร้ายถึงขั้นต้องเสียชีวิตเลยนะคะ”
หลี่ต้าเฉียงสะดุ้งสุดตัว ถ้าชีชีไม่ห้ามไว้ละก็ เขาคงจะพลั้งปากรับคำไปแล้ว
ถ้าแค่ซวยนิดหน่อยยังพอว่า แต่เขายังไม่อยากตายนะ
“คิกๆๆ” หลินเสี่ยวหรูหัวเราะจนตัวสั่น “เรื่องงมงายพรรค์นี้เธอก็ยังเชื่ออีกเหรอ ไม่กลัวถูกคนแจ้งจับหรือไง?”
“ขนาดคุณที่กำลังทำเรื่องงมงายยังไม่กลัว แล้วฉันจะกลัวอะไรล่ะ?” ชีชีเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย
แน่นอนว่าหลินเสี่ยวหรูไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ “ฉันไปทำเรื่องงมงายตอนไหนไม่ทราบ?”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องงมงาย ไหนคุณลองบอกมาสิคะ ว่าไอ้การ ‘ยืมโชค’ เนี่ย มันต้องยืมกันยังไง?”
บรรดาภรรยาทหารที่ได้ยินคำพูดของชีชี ต่างก็พากันสงสัยขึ้นมาในใจ
“นั่นสิ การยืมดวงมันยืมกันยังไง? ไหนคุณลองอธิบายมาหน่อย”
“นี่มันเรื่องงมงายชัดๆ พวกเราทุกคนเป็นพยานได้”
“แม่คนนี้ ใจคอทำไมถึงได้อำมหิตนักนะ? สหายหลี่ต้าเฉียงเขาไปทำอะไรให้คุณ ถึงได้ใช้วิธีอัปมงคลแบบนี้มาแกล้งคนอื่น”
หลินเสี่ยวหรูมีระบบช่วงชิงวาสนาติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้ชีวิตราบรื่นมาตลอด
เธอไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ต่อให้จะเป็นนักแสดงที่เก่งแค่ไหนก็เริ่มจะทนปั้นหน้าต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอมองค้อนชีชีอย่างเคียดแค้น “อย่าให้มันมากเกินไปนักนะ”
ชีชีมองเธอด้วยสายตาไร้เดียงสา “ถ้าคุณไม่เสนอหน้ามาที่บ้านฉัน ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณเป็นใคร แล้วฉันจะไปรังแกคุณได้ยังไงคะ? นอกจากจะชอบทำเรื่องงมงายไร้สาระแล้ว ยังจะมาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอีก นิสัยใจคอนี่มีปัญหาจริงๆ ด้วยสินะ”
หลินเสี่ยวหรูจนปัญญาจะแก้ตัว เธอตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้น “ฉันไม่ได้งมงาย ฉันก็แค่ล้อเล่นกับสหายหลี่ต้าเฉียงเฉยๆ!”
แต่ชีชีไม่คิดจะปล่อยเธอไปง่ายๆ “ถ้าอยากพิสูจน์ว่าไม่ได้งมงายก็ง่ายมากค่ะ คุณก็แค่พูดกับสหายหลี่ต้าเฉียงตอนนี้เลยว่า คุณยินดีจะยก ‘โชคดี’ ทั้งหมดของคุณให้เขาแทน ถ้าคุณกล้าพูด พวกเราถึงจะเชื่อ”
“ใช่ ในเมื่อพูดเล่น ก็รับปากสิ!”
“นั่นสิ แค่เรื่องล้อเล่นเอง ทำไมถึงไม่ลองพูดดูล่ะ?”
ทุกคนพากันรุมกระหน่ำกดดันจนหลินเสี่ยวหรูตกที่นั่งลำบาก จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ดี
เธอรู้ดีกว่าใครว่า ถ้าวันนี้ตนกล้าพูดประโยคนั้นออกมา ไม่ทันข้ามคืนเธอต้องตายแน่ๆ
ที่ชีชีพูดนั้นถูกแล้ว เธอเป็นคนมีวาสนาน้อย ถ้าไม่มีระบบช่วงชิงวาสนาช่วยไว้ละก็ เธอคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงสามขวบด้วยซ้ำ
หลายปีมานี้ คนที่ถูกเธอยืมโชคไปมีไม่น้อยเลย
แต่เธอทำงานอย่างรอบคอบเสมอ ไม่ยอมถอนขนจากแกะตัวเดียวจนโกร๋นแน่
ดังนั้นคนที่ถูกเธอยืมโชคจึงแค่ซวยไปพักหนึ่ง แต่ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายแรงถึงชีวิต
แต่วันนี้เธอโกรธจนหน้ามืดตามัว เลยกะจะยืมโชคทั้งหมดของหลี่ต้าเฉียงมาในคราวเดียว
โชคดีที่เขาไม่รับคำ ไม่อย่างนั้นไม่เกินสามวัน เขาต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าทุกคนพากันรุมโจมตีเธอ หลินเสี่ยวหรูก็เริ่มบีบน้ำตาให้ไหลออกมาเป็นสาย
“สหายชีนี่เก่งจริงๆ นะคะ พูดจาเป่าหูคนอื่นเก่งเหลือเกิน จนทำให้ทุกคนเข้าข้างเธอได้หมด... หรือว่าเธอจะใช้มนตร์เสน่ห์มารยาอะไรหรือเปล่า?”
ทันทีที่หลินเสี่ยวหรูพูดจบ บรรดาภรรยาทหารต่างก็พากันถอยกรูดออกไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
แม้แต่พี่สะใภ้หลี่ที่กุมมือชีชีอยู่ ก็พลอยคลายมือออกไปเช่นกัน