LNCrawler

บทที่ 99 ระบบคลั่งรักสุดโต่ง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 99 ระบบคลั่งรักสุดโต่ง

        เฉินเยี่ยนและหลี่เฟิงกำลังเตรียมตัวจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร ทว่าจู่ๆ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อก็โชยมาปะทะจมูกอย่างจัง

       กลิ่นนั้นเย้ายวนเสียจนทั้งคู่เผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สองเท้าพลันหยุดชะงักลงราวกับถูกตะปูตรึงไว้กับพื้น ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

       “คุณหมอเฉินครับ กลิ่นลอยมาจากบ้านถ้ำของพวกสหายเสี่ยวชีหอมเหลือเกินครับ หรือว่าพวกเราจะไปขอร่วมวงกินข้าวกับพวกเธอดีไหมครับ?”

       “แบบนั้น... มันคงดูไม่ค่อยดีมั้ง?” แม้เฉินเยี่ยนจะอยากกินเนื้อใจจะขาด แต่ลึกๆ เขายังรู้สึกว่าไม่ควรไปเอาเปรียบสหายหญิง

       “ไม่ดีตรงไหนกันครับ อย่างมากเราก็รับอาสาไปตัดฟืนหาบน้ำให้พวกเธอแทน อีกอย่างเราไม่ได้จะไปขอกินเฉยๆ สักหน่อย เราก็เอาธัญญาหารส่วนของเราไปสมทบด้วยก็ได้นี่ครับ”

       “แล้วพวกเธอจะเต็มใจเหรอ?” เฉินเยี่ยนเริ่มคล้อยตาม อย่างน้อยข้อเสนอนี้ก็นับว่ามีเหตุผลพอฟังขึ้น

       “ไม่ลองจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ”

       เมื่อเห็นว่าเฉินเยี่ยนไม่คัดค้าน หลี่เฟิงก็รีบกุลีกุจอไปเคาะประตูด้วยความตื่นเต้น

       จ้าวเหมยกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว ชีชีจึงเป็นคนเดินมาเปิดประตู “คุณหมอหลี่ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”

       ความกระตือรือร้นของหลี่เฟิงมลายหายไปทันทีที่เห็นหน้าชีชี เขาเกาหัวแก้เก้อด้วยความประหม่า “คือ... พวกคุณทำอะไรกินกันเหรอครับ? ทำไมกลิ่นหอมขนาดนี้”

       “อ๋อ ก็แค่ทำกินกันตามมีตามเกิดค่ะ ที่สหกรณ์ไม่ค่อยมีผักอะไรให้เลือกเท่าไร” ชีชีไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเขาตั้งใจมาขอร่วมโต๊ะอาหาร

       เฉินเยี่ยนเห็นท่าทีของเพื่อนที่เมื่อครู่ยังฮึกเหิมแต่พอเจอหน้าชีชีกลับพูดจาตะกุกตะกักจนแทบไม่เป็นประโยค ก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ด้วยความระอา

       “สหายเสี่ยวชีครับ คือพวกเราผู้ชายสองคนทำกับข้าวไม่เป็น จะเป็นอะไรไหมถ้าพวกเราอยากจะขอฝากท้องร่วมวงกับพวกคุณ? คุณวางใจได้เลยครับ เราไม่กินฟรีแน่ๆ เราจะเอาธัญญาหารมาสมทบ ส่วนงานหนักอย่างหาบน้ำหรือผ่าฟืน พวกเราสองคนจะรับผิดชอบให้เองทั้งหมดครับ”

       เดิมทีชีชีคิดว่าตัวเองคงอยู่ที่นี่ไม่นานนัก การล้อมวงกินข้าวด้วยกันก็น่าจะสนุกและครึกครื้นดี คงไม่มีปัญหาอะไร

       ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะเอ่ยปากตกลง จ้าวเหมยก็ถือตะหลิวเดินพรวดพราดออกมาเสียก่อน “ไม่ได้หรอกค่ะ พวกคุณคิดจะมาเอาเปรียบกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?”

       เมื่อถูกจ้าวเหมยตอกกลับอย่างไร้เยื่อใยเช่นนั้น ใบหน้าของเฉินเยี่ยนก็พลันมืดครึ้มลงทันที “จ้าวเหมย พูดจาอะไรของคุณน่ะ? ใครว่าพวกเราจะมาเอาเปรียบ? พวกเราช่วยหาบน้ำ ผ่าฟืน ส่วนพวกคุณทำกับข้าว นี่มันคือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเท่าเทียมไม่ใช่หรือไง?”

       “ฉันกำลังพูดถึงเรื่องใครทำงานมากงานน้อยอย่างนั้นเหรอ? พวกคุณหัดไปดูที่สหกรณ์บ้างเถอะ ว่าที่นั่นมีอะไรเหลือนอกจากผักกาดขาวกับมันฝรั่งบ้าง

       สหายเสี่ยวชีอุตส่าห์หอบหิ้วเนื้อรมควันกับกุนเชียงมาจากที่บ้าน แล้วพวกคุณจะเอาอะไรมาสมทบร่วมวงด้วยล่ะ? ผักกาดขาวกับมันฝรั่งงั้นเหรอ? ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าเอาเปรียบแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

       เฉินเยี่ยนถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย “ขอโทษที ผมพิจารณาไม่รอบคอบเอง พวกเราไปกินที่โรงอาหารก็ได้ ไม่รบกวนพวกคุณแล้ว”

       เมื่อเห็นเฉินเยี่ยนสะบัดหน้าเดินจากไป จ้าวเหมยก็รู้สึกปวดหนึบในใจจนขอบตาร้อนผ่าว

       หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดหรือทำอะไรก็ผิดไปหมด แม้แต่ลมหายใจของเธอก็ยังดูจะเป็นความผิดในสายตาเขา

       “ติ๊ง! ตรวจพบระบบคลั่งรักสุดโต่งในตัวจ้าวเหมย โฮสต์ต้องการช่วงชิงมาหรือไม่?”

       เสียงสังเคราะห์ที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาชีชีสะดุ้งโหยง ระบบคลั่งรักงั้นเหรอ? มิน่าเล่าจ้าวเหมยถึงได้หน้ามืดตามัวทุกครั้งที่เจอเฉินเยี่ยน ที่แท้ก็เพราะเจ้าสิ่งน่ารำคาญนี้นี่เอง

       ชีชีเตรียมจะกดเลือก ‘ใช่’ แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของจ้าวเหมย การที่เธอเข้าไปแทรกแซงมากเกินไปอาจจะไม่เหมาะสมนัก

       เมื่อเห็นว่าจ้าวเหมยมีท่าทีหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ชีชีจึงเดินเข้าไปช่วยอีกฝ่ายหยิบจับงานในครัว

       “คุณชอบคุณหมอเฉินขนาดนั้นเลยเหรอ? เคยลองถามตัวเองดูไหมว่าชอบเขาที่ตรงไหน? เพียงเพราะแม่ของคุณบอกว่าต้องแต่งกับเขาเท่านั้น ก็เลยปักใจว่าจะไม่แต่งกับใครนอกจากเขาอย่างนั้นเหรอ?”

       จ้าวเหมยทำหน้ามึนงง คำถามนี้เธอเองก็หาคำตอบให้ไม่ได้

       “ความจริง ตั้งแต่เฉินเยี่ยนปฏิเสธการหมั้นต่อหน้าผู้คนมากมาย ฉันก็ตั้งมั่นกับตัวเองแล้วว่าจะไม่สนใจเขาอีกต่อไป

       คนอย่างจ้าวเหมย ชาติตระกูลก็มี การศึกษาก็ดี หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ในเขตบ้านพักทหารมีคนตามจีบฉันตั้งเยอะแยะ

       แต่ฉันกลับควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชอบเอาตัวเข้าไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขาเหมือนคนโง่ ทั้งที่ถูกเขาทำร้ายจิตใจจนบอบช้ำไปทั้งตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ฉันก็ห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ

       บ้าชะมัด ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาทำคุณไสยใส่ฉันหรือเปล่า”

       “เธออยากจะหลุดพ้นจากเขาจริงๆ ไหม?”

       “อยากสิ อยากใจจะขาด แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ต่อให้ในใจจะต่อต้านแค่ไหน แต่พอเห็นหน้าเขาเข้าหน่อย เหมือนมีแม่เหล็กคอยดึงดูดให้ฉันต้องเข้าไปหาเขาอยู่เรื่อยเลย”

       เมื่อได้ยินจ้าวเหมยยืนยันเช่นนั้น ชีชีก็ไม่มีความรู้สึกผิดที่จะช่วงชิงระบบมาอีกต่อไป

       “ระบบ จัดการให้เรียบร้อยซะ”

       “เริ่มขั้นตอนการแยกส่วนระบบคลั่งรักสุดโต่ง ขอให้โฮสต์ขัดขวางไม่ให้จ้าวเหมยเข้าใกล้เป้าหมายแห่งความรักเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง”

       เรื่องนี้ไม่ยาก เฉินเยี่ยนไปกินข้าวเย็น อย่างน้อยต้องใช้เวลาสิบถึงยี่สิบนาที

       แถมพวกเขายังไม่ได้ซื้อของใช้ คงต้องแวะไปที่สหกรณ์อีก กว่าจะกลับมาฟ้าก็คงมืดแล้ว และด้วยท่าทีที่เขามีต่อจ้าวเหมยในตอนนี้ เขาคงไม่คิดจะเดินกลับมาหาเธอแน่นอน

       งานนี้ราบรื่นชัวร์

       จ้าวเหมยไม่ได้โม้เกินจริง ฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นเข้าขั้นยอดเยี่ยม

       แม้ไม่มีเครื่องปรุงรสล้ำสมัยหรือเทคนิคแพรวพราว แต่ด้วยวัตถุดิบพื้นๆ และวิธีการปรุงที่เรียบง่ายที่สุด เธอกลับรังสรรค์รสชาติที่ทำเอาคนกินต้องทึ่งได้

       ชีชีเจริญอาหารเป็นพิเศษ เธอเคี้ยวจนแก้มตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์น่ารักน่าชัง

       ดูน่าเอ็นดูเสียจนคนมองอยากจะเอื้อมมือไปจิ้มแก้มป่องๆ นั่น

       “จ้าวเหมย ฝีมือทำกับข้าวของคุณไม่ใช่เล่นๆ เลยนะเนี่ย อร่อยสุดยอดไปเลย”

       เธอกินไปพลางเอ่ยชมเปาะไม่ขาดปาก ช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตในแถบตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลนี้ เรื่องปากท้องคงต้องพึ่งพาจ้าวเหมยเป็นหลักเสียแล้ว

       “แน่นอนสิ หลายปีมานี้ฉันไม่ได้ฝึกมาเล่นๆ นะ” พูดจบ แววตาแห่งความภาคภูมิใจของจ้าวเหมยก็ค่อยๆ หม่นแสงลง “น่าเสียดายที่เฉินเยี่ยนไม่เคยมองเห็นค่า ภรรยาดีๆ แบบฉันจะไปหาได้จากที่ไหนอีก?”

       “ในโลกนี้ต้องมีคนที่รักคุณจากใจจริงรออยู่แน่ๆ คุณเก่งออกขนาดนี้ คู่ควรกับคนที่ดีกว่าเขาตั้งเยอะ”

       “จริงเหรอ? ฉันจะยังหาผู้ชายที่ดีกว่าเฉินเยี่ยนได้จริงๆ เหรอ?”

       “ตราบใดที่คุณปรารถนา ก็ย่อมต้องหาเจออย่างแน่นอน”

       มุมปากของจ้าวเหมยยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง นิสัยของเธอค่อนข้างดี อารมณ์ขึ้นลงง่าย แต่ก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว

       “เล่าเรื่องคนรักของคุณให้ฟังหน่อยสิ เขาเป็นคนยังไงเหรอ?”

       “เขาเป็นลูกกำพร้าของทหารผ่านศึกผู้พลีชีพเพื่อชาติ พ่อของฉันรับเขามาเลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อยน่ะ”

       “อ๋อ งั้นพวกคุณก็เป็นรักแรกพบที่โตมาด้วยกันสินะ?”

       “ไม่ใช่หรอก พอดีตอนเด็กๆ ฉันถูกสลับตัวไปน่ะ คนที่โตมากับเขาคือลูกบุญธรรมของบ้านฉันต่างหาก”

       “เหอะ ครอบครัวคุณนี่ซับซ้อนจริงๆ เลยนะ”

       ชีชีคีบเนื้อรมควันเข้าปากอีกสองคำ ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม “จ้าวเหมย ฝีมือคุณสุดยอดมากจริงๆ ใครได้แต่งงานกับคุณคงโชคดีจนตายเลยล่ะ”

       “เฮ้อ ถ้าเฉินเยี่ยนคิดได้เหมือนคุณก็ดีสิ ฉันคงไม่ต้องถ่อสังขารข้ามน้ำข้ามทะเลตามเขามาถึงตะวันตกเฉียงเหนือนี่หรอก”

       ระบบคลั่งรักนี่อานุภาพร้ายแรงจริงๆ จ้าวเหมยพูดไม่กี่คำก็วกกลับมาเรื่องเฉินเยี่ยนจนได้

       “บางทีตื่นมาพรุ่งนี้ คุณอาจจะไม่อยากตามเขาแล้วก็ได้นะ”

       “เพี้ยงๆ ขอให้เป็นอย่างที่คุณว่าเถอะ ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วความจำเสื่อม ลืมไปเลยว่าเฉินเยี่ยนเป็นใครก็คงจะดี”

       “ฮ่าๆๆๆ ขอให้สมพรปากนะ”

       ทั้งสองคนกินข้าวเสร็จอย่างครื้นเครง ชีชีรับอาสาเป็นคนล้างจานและทำความสะอาดเอง

       จากนั้นเธอก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวคร่าวๆ

       น้ำที่ใช้ล้างตัวเธอก็ไม่ยอมทิ้งเปล่า เก็บเอาไว้ใช้ถูพื้นต่อ

       ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือเช่นนี้ สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดคือน้ำ การจะอาบน้ำทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่ฝันไปได้เลย

       บางคนที่นี่ ทั้งชีวิตอาจจะได้อาบน้ำจริงๆ จังๆ แค่ครั้งเดียวคือวันแต่งงานเท่านั้น

       หลังจากนั่งรถไฟมาตั้งหลายวัน แม้อากาศจะหนาวจนเหงื่อไม่ค่อยออก แต่ชีชีก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ดี

       เธอกะว่าจะรอให้จ้าวเหมยหลับก่อน แล้วค่อยแอบเข้าไปใน ‘พื้นที่มิติ’ เพื่อแช่น้ำให้สบายใจ

       อ่างอาบน้ำระบบนวดวนของเธอ... มันช่างแสนสบายเหลือเกิน

       ‘ก๊อก ก๊อก’

       “ต้องเป็นเฉินเยี่ยนแน่ๆ!”

       ในจังหวะที่ชีชีกำลังเหม่อลอย จ้าวเหมยก็ทำหน้าตื่นเต้นพุ่งพรวดไปที่ประตูทั้งที่ยังลากรองเท้าแตะอยู่แบบนั้น