LNCrawler

บทที่ 101 ที่แห่งนี้ ดูท่าว่านิ้วทองคำจะหนาตาเหลือเกินนะ

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 101 ที่แห่งนี้ ดูท่าว่านิ้วทองคำจะหนาตาเหลือเกินนะ

        ชีชีเดินเข้าไปทักทายจ้าวเหมย “ฉันกลับมาแล้วค่ะ วันนี้คุณยุ่งไหม?”

       “ยุ่งค่ะ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” จ้าวเหมยทำปากยื่น ดวงตามีแววตัดพ้อเล็กน้อยดูน่าเอ็นดูไม่น้อย “ต้องตรวจร่างกายพื้นฐานให้กำลังพลทั้งกองพันเลย นี่งานช้างเลยนะคะ คงต้องยุ่งไปอีกพักใหญ่เลยละค่ะ”

       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบทำเถอะ เดี๋ยวฉันกลับไปทำของอร่อยไว้รอนะ”

       “อื้อๆ” พอได้ยินว่ามีของอร่อย ดวงตาของจ้าวเหมยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “ชีชี คุณใจดีกับฉันที่สุดในโลกเลย”

       “พอเลยค่ะ แค่เห็นแก่ของกิน ถึงขั้นต้องยกยอปอปั้นกันจนเกินขนาดนี้เลยเหรอ?”

       “ที่ฉันพูดไปน่ะออกมาจากใจจริงทั้งนั้นเลยนะ”

       “จ้าๆๆ ทำงานของตัวเองต่อไปเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อนนะ”

       “รับทราบค่า”

       รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเหมยนั้นดูสดใสและมีชีวิตชีวา

       ไม่หลงเหลือเค้าลางของความปากคอเราะรายที่เคยคิดว่าคนทั้งโลกจะมาแย่งผู้ชายของเธอเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

       ทั้งตัวของหญิงสาวแผ่ซ่านไปด้วยพลังแห่งชีวิต ราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบานในต้นฤดูใบไม้ร่วง ดูงดงามหยาดเยิ้มจนน่าถนอม

       เฉินเยี่ยนเผลอจ้องมองภาพนั้นจนตาค้างอย่างไม่รู้ตัว

       “หมอเฉินคะ หมอเฉิน”

       มือที่หยาบกร้านเพราะทำงานหนักยื่นออกมาโบกไปมาตรงหน้าของเฉินเยี่ยนจากแขนเสื้อนวมลายดอก ทำให้เขาสามารถดึงสติกลับคืนมาได้

       “อะแฮ่ม... คุณพยาบาลถง มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

       ถงต้านีเป็นลูกสาวแท้ๆ ของหมอเท้าเปล่า [1] ในเขตทหารภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ปกติเธอก็แค่คอยเป็นลูกมือให้พ่อของเธอ แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านการแพทย์จริงๆ

       การที่เฉินเยี่ยนเรียกอีกฝ่ายว่าคุณพยาบาลถง ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติหมอเท้าเปล่าผู้นั้นแล้ว

       “ไม่มีอะไรค่ะ ฉันเห็นคุณยุ่งมาครึ่งค่อนวันแล้ว เลยเอาน้ำมาส่งให้แก้วหนึ่งค่ะ”

       “ขอบคุณครับ วางไว้ตรงนั้นเถอะ”

       เนื่องจากปูมหลังทางครอบครัว เฉินเยี่ยนจึงได้รับการปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยมาตั้งแต่เด็ก มีสัญชาตญาณการเฝ้าระวังที่สูงมาก เขาจะไม่ยอมรับของกินของใช้จากคนแปลกหน้าเด็ดขาด

       โดยเฉพาะสหายหญิงที่พยายามเข้าหาเขาอย่างจงใจเช่นนี้ ยิ่งต้องถูกจัดให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

       ตั้งแต่เขายังเล็ก แม่ของเฉินเยี่ยนมักจะกำชับอยู่เสมอว่า ให้รักษาระยะห่างจากสหายหญิงที่มีพื้นเพครอบครัวธรรมดาเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเธอใช้อุบายสกปรกเพื่อตะเกียกตะกายขึ้นที่สูง หากพลั้งพลาดถูกคนประเภทนี้ลากขึ้นเตียงได้ ชีวิตของเขาก็ถือว่าพังพินาศ

       แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับการเหยียดหยามสหายหญิงจากครอบครัวธรรมดาของผู้เป็นแม่ แต่การระแวดระวังว่าจะถูกวางแผนเล่นงานนั้นได้หยั่งรากลึกลงไปในกระดูกของเขาเสียแล้ว

       นี่เป็นน้ำแก้วที่แปดแล้วที่ถงต้านีรินให้เขา แต่เขากลับไม่แตะต้องเลยแม้แต่หยดเดียว

       ความอดทนของถงต้านีสิ้นสุดลงเช่นกัน “หมอเฉิน คุณมีอคติอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ?”

       “เปล่าครับ”

       “แล้วทำไมคุณไม่ดื่มน้ำที่ฉันรินให้ล่ะ? คุณรู้ไหมว่าสำหรับคนที่นี่ น้ำมันมีค่ามากขนาดไหน?”

       เฉินเยี่ยนเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับสูงมาอย่างดี เขาไม่คิดจะถือสาหาความกับคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้

       แต่สีหน้าของเขาก็เริ่มดูไม่สู้ดีนัก “ในเมื่อมันเป็นของที่มีค่าขนาดนั้น ก็เอาไปให้คนที่เขาต้องการเถอะครับ อย่ามาเสียเวลากับผมเลย ผมไม่ได้ต้องการมัน”

       ทว่าถงต้านีกลับทำเป็นหูทวนลมต่อคำปฏิเสธของเขา หญิงสาวโพล่งออกมาเสียงดังว่า “ฉันชอบคุณ ฉันอยากคบหากับคุณ เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้มอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดให้กับคุณไงคะ!”

       อย่าว่าแต่เฉินเยี่ยนที่เป็นคู่กรณีเลย แม้แต่ผู้คนรอบข้างต่างก็พากันตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อกับคำพูดที่กล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้

       ชีชีที่เดิมทีก้าวเท้าเตรียมจะกลับบ้าน ถึงกับหดเท้ากลับทันที เธอชอบเรื่องซุบซิบเป็นที่สุด ยิ่งเป็นเรื่องสดใหม่ขนาดนี้ เธอจะพลาดได้ยังไง?

       “ติ๊ง... ตรวจพบว่าในตัวถงต้านีมี 'ระบบแอบฟังเสียงในใจ' ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       “แอบฟังเสียงในใจงั้นเหรอ? ถ้ารู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีระบบที่ฝืนลิขิตฟ้าขนาดนี้ เธอยังกล้าพูดเสียงดังอีกเหรอระบบ?”

       “แม้พลังงานของระบบนี้จะใกล้หมดเต็มที แต่ในโลกใบนี้ก็ไม่มีอะไรที่ฉันต้องเกรงกลัวค่ะ ถ้าฉันบอกว่าเป็นที่สอง ก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง แค่ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ? ต่อให้ประมวลผลจน CPU ไหม้เกรียม ก็ไม่มีทางสัมผัสถึงตัวตนของฉันได้หรอกค่ะ อีกอย่าง เธอก็ไม่ได้ยินเสียงในใจของโฮสต์ด้วย”

       “อ้อ... งั้นนี่ฉันก็ได้อานิสงส์จากเธอด้วยสินะ?”

       “เพราะฉะนั้นโฮสต์ต้องขยันช่วงชิงนิ้วทองคำมาช่วยฉันอัปเกรดเพื่อฟื้นฟูพลังงานยังไงล่ะคะ”

       “การที่ใครสักคนจะได้รับนิ้วทองคำมา แสดงว่าคนผู้นั้นต้องมีวาสนาอยู่บ้าง การที่ฉันไปแย่งของเขามาทื่อๆ แบบนี้ มันจะขัดต่อวิถีแห่งสวรรค์ไหมนะ?”

       “โฮสต์ไม่ได้คิดจะบรรลุเป็นเซียนเหาะเหินเดินอากาศเสียหน่อย จะไปสนวิถีสวรรค์ทำไม? ใช้ชีวิตในชาตินี้ให้ดีไม่สำคัญกว่าทุกสิ่งหรือไงคะ?”

       แม้ชีชีจะรู้ดีว่าระบบกำลังล้างสมองเธออยู่ แต่เธอก็ชอบฟังประโยคนี้เหลือเกิน ช่างถูกใจหญิงสาวยิ่งนัก

       “แอบฟังเสียงในใจงั้นเหรอ ถ้าฉันมีความสามารถแบบนั้นบ้างก็คงดี จะได้มีเรื่องให้สอดรู้ได้ทุกวันเลย”

       “โฮสต์มีฉันคนเดียวก็พอแล้วนี่คะ”

       “แหม... มั่นใจจังเลยนะ”

       “ผลประโยชน์ที่ฉันมอบให้โฮสต์ได้น่ะ มันมากกว่าลาภลอยเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นตั้งเยอะ โฮสต์ฉลาดขนาดนี้ ย่อมรู้ดีว่าควรเลือกทางไหนนะคะ”

       “ก็ได้ งั้นก็เอามาเถอะ ใครใช้ให้ถงต้านีคนนี้ดูขวางหูขวางตาฉันล่ะ?”

       “ติ๊ง... ขั้นตอนการชิงระบบแอบฟังเสียงในใจเริ่มต้นขึ้นแล้ว ขอให้โฮสต์ขัดขวางไม่ให้ถงต้านีแอบฟังเสียงในใจของผู้อื่นให้สำเร็จหนึ่งครั้ง”

       “ขัดขวางเหรอ? ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าตอนไหนเธอกำลังแอบฟังเสียงในใจคนอื่นอยู่?”

       “คนประเภทที่เก็บความลับไม่อยู่แบบเธอคนนั้นน่ะ โฮสต์ไม่ต้องไปคอยสังเกตสีหน้าท่าทางอะไรให้ยากเลยค่ะ เพราะเธอจะเขียนทุกอย่างไว้บนหน้าเองนั่นแหละ”

       “หึ...”

       ชีชีต้องพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถไม่ให้ส่งเสียงออกมา

       ผ่านไปตั้งนาน ในที่สุดเธอก็เพิ่งรู้ว่า ที่แท้ราชาแห่งการจิกกัดก็คือระบบของเธอนี่เอง เธอขอคารวะด้วยความเลื่อมใสจริงๆ

       ทางด้านนั้น ก่อนที่เฉินเยี่ยนจะได้เอ่ยปาก หลี่เฟิงก็ชิงหลุดขำ ‘พรืด’ ออกมาเสียก่อน

       “จะคบกับหมอเฉินงั้นเหรอ? ช่างกล้าฝันจริงๆ นะแม่คุณ รู้ไหมว่าเขามาจากครอบครัวแบบไหน?

       คิดจะแต่งกับเขา ครอบครัวของคุณต้องถูกตรวจสอบประวัติทางการเมืองอย่างละเอียดลออทุกกระเบียดนิ้ว ภายในสามชั่วอายุคนห้ามมีใครที่มีพฤติกรรมด่างพร้อย ต้องเป็นทายาทผู้ปฏิวัติที่รากเหง้าบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกคน

       นั่นยังไม่เท่าไรนะ ด่านที่หินที่สุดคือแม่ของเขาต่างหาก ท่านน่ะตาพยัคฆ์เรียกพี่ ใช่ว่าใครจะเข้าตาได้ง่ายๆ เสียเมื่อไร”

       เมื่อมีคนพูดแทนให้แล้ว เฉินเยี่ยนก็คร้านจะเสียเวลาพูด เขาหันกลับไปตรวจร่างกายให้เหล่านายทหารต่อ

       ถงต้านีกลับเบะปากพลางบ่นพึมพำในใจว่า ‘ถ้าไม่รู้ว่าพื้นเพเขาดี ฉันก็ไม่แต่งด้วยหรอก คนที่ถูกเลือกโดยสวรรค์อย่างฉัน ก็ควรคู่กับผู้ชายที่ดีที่สุดอยู่แล้ว’

       ‘ส่วนว่าที่แม่สามีคนนั้นน่ะ ขอแค่ได้เจอหน้ากันแล้วฉันได้ยินเสียงในใจของท่าน การจะเอาอกเอาใจให้ถูกใจน่ะมันยากตรงไหนกัน?’

       เมื่อเห็นว่าเฉินเยี่ยนไม่ได้เห็นเธออยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การสารภาพรักของเธอก็ถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง แววตาของถงต้านีก็วาบผ่านไปด้วยความโกรธขึ้ง

       “หมอเฉิน ที่ฉันพูดไปคุณไม่ได้ยินหรือไงคะ?”

       เฉินเยี่ยนไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ที่บ้านหมั้นหมายไว้ให้ผมแล้วครับ”

       “เธอคนนั้นใช่ไหม?” ถงต้านีชี้ไปที่จ้าวเหมยอย่างเสียมารยาท คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นเลขสาม “แต่คุณไม่ได้ชอบอีกฝ่ายไม่ใช่เหรอคะ?”

       จ้าวเหมยที่อยู่ดีๆ ก็ถูกพาดพิง “...”

       อยากจะด่าคนขึ้นมาทันทีเลยทำยังไงดี? อดทนไว้ ลงไปตบตีเองจะไปสนุกเท่ากับการยืนดูเรื่องชาวบ้านได้ยังไงกัน

       เฉินเยี่ยนขมวดคิ้วแน่น แววตาเย็นเยียบขึ้นมาทันที ถงต้านีคนนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

       ไม่รอให้เขาได้เอ่ยถาม ชีชีที่รอจังหวะอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่า “หมอเฉินเพิ่งจะมาถึงที่นี่เมื่อคืนเองนะ คุณไปรู้เรื่องของเขาละเอียดขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”

       “ติ๊ง... การช่วงชิงระบบแอบฟังเสียงในใจเสร็จสมบูรณ์ โปรดตรวจสอบด้วย”

       เสียงสังเคราะห์ของระบบดังขึ้นได้จังหวะพอดิบพอดี ดวงตาของชีชีพลันหยีโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยวในทันใด ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความเบิกบานยินดี

       เฉินเยี่ยนมองมาที่เธอด้วยสายตาขอบคุณ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาอยากจะถามพอดี

       ถงต้านีกำลังคิดจะลองฟังว่าในใจของเฉินเยี่ยนคิดอะไรอยู่กันแน่ เพราะปากคนเราน่ะโกหกกันได้ แต่เสียงในใจไม่มีวันโกหก

       ทว่าหญิงสาวกลับถูกคำพูดของชีชีขัดจังหวะเสียก่อน แววตาของเธอฉายแววดุดันขึ้นมาวูบหนึ่ง “ฉันจะรู้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย? เธอคิดจะมาแย่งผู้ชายของฉันหรือไง?”

       เดิมทีชีชีแค่อยากจะทำภารกิจระบบให้สำเร็จ และเมื่อชิงนิ้วทองคำมาได้แล้ว เธอก็ตั้งใจจะถอยฉากออกมาเพื่อดูเรื่องสนุกต่อ

       แต่คิดไม่ถึงว่าถงต้านีคนนี้จะเป็นพวกหมาบ้าที่เห็นใครก็กัดไปทั่ว

       แล้วคนอารมณ์ร้อนอย่างชีชีจะทนได้งั้นเหรอ? คำตอบคือไม่มีทาง

       ดังนั้นแววตาของเธอจึงฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา “ฉันมีเหตุผลให้สงสัยว่าคุณคือสายลับที่จงใจเข้ามาตีสนิทเพื่อล่อลวงทายาทของผู้บริหารระดับสูง โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่างที่บอกใครไม่ได้!”

       ใบหน้าของถงต้านีซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดจนปากคอสั่น “คุณ... คุณอย่ามาพูดจาเลอะเทอะนะ ฉัน... ฉันไม่ใช่สายลับสักหน่อย!”

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] หมอเท้าเปล่า คือ บุคลากรทางการแพทย์ในสมัยก่อนของจีนที่ได้รับการฝึกอบรมแบบเร่งรัดเพื่อไปประจำการในพื้นที่ชนบท