LNCrawler

บทที่ 104 ระบบสุดเจ๋ง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 104 ระบบสุดเจ๋ง

        ล่ามแปลภาษามีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับเข้าไปกระซิบถ้อยคำของวิลเลียมให้เฉียวเจิ้นอวี่ นักการทูตที่เดินทางมาด้วยกันฟังเบาๆ

       ใบหน้าของเฉียวเจิ้นอวี่พลันมืดมนลงทันตา ราวกับก้นหม้อที่ผ่านการใช้งานมานับสิบปี เขาถ่ายทอดคำพูดของล่ามให้ผู้บัญชาการหลี่ฟังด้วยความโกรธเคือง

       สายตาของผู้บัญชาการหลี่ขยับไปที่ใบหน้าของชีชีทันที

       ทว่าเขากลับพบว่า เมื่อต้องเผชิญกับการยั่วยุของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ นอกจากหญิงสาวจะไม่บันดาลโทสะเพราะความเสียมารยาทของอีกฝ่ายแล้ว เธอยังโต้ตอบด้วยถ้อยคำที่เฉียบคมไม่เป็นรองเลยแม้แต่น้อย ในแววตาของเขาจึงฉายแววชื่นชมออกมาวูบหนึ่ง

       “คิดไม่ถึงเลยว่าสหายชีจะมีไหวพริบปฏิภาณที่เหมาะจะเป็นนักการทูตด้วย”

       เฉียวเจิ้นอวี่รีบเก็บงำอารมณ์ เขาก็สังเกตเห็นการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมของชีชีเช่นกัน จึงเกิดความรู้สึกเสียดายในความสามารถขึ้นมาทันที

       เขาวางแผนว่าหากมีโอกาสจะลองหาเวลาคุยกับชีชีเป็นการส่วนตัว เพื่อดูว่าเธอสนใจจะพัฒนาตนเองไปในเส้นทางสายนี้หรือไม่

       วิลเลียมที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง เอ่ยกับเจมส์ด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า “คนจีนพวกนี้ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย เรากลับกันเถอะ”

       แม้เจมส์จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเผชิญหน้ากับชีชีในครั้งนี้ แต่เขากลับรู้สึกถูกดึงดูดโดยผู้หญิงที่แสนพิเศษคนนี้เข้าจริงๆ

       เมื่อเทียบกับวิลเลียมที่ต้องการเพียงความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนแล้ว สิ่งที่เขาปรารถนามีมากกว่านั้น

       “วิลเลียม นายใจร้อนเกินไปแล้ว”

       วิลเลียมแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน “ก็แค่ผู้หญิงตะวันออกคนหนึ่ง จะเล่นตัวไปทำไม? แก้ผ้าแล้วนอนรออยู่บนเตียงสิถึงจะเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด หรือยังหวังว่าเธอจะปลูกพืชธัญญาหารบนทะเลทรายนี่ได้จริงๆ? ผมว่ารัฐบาลจีนให้เธอมาปรากฏตัวที่นี่ ก็เพื่อให้พวกเราสำราญใจเท่านั้นแหละ”

       “พอได้แล้ว วิลเลียม”

       เมื่อเห็นว่าเจมส์เริ่มมีโทสะจริงๆ วิลเลียมจึงยอมหุบปากลงอย่างไม่เต็มใจ

       หลังจากนั้น กลุ่มคนจำนวนมากก็มุ่งหน้าไปยังเขตบุกเบิกการเกษตร

       วิลเลียมกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือตามธรรมเนียมพลางแสดงสีหน้าเหยียดหยาม “สภาพดินแบบนี้ไม่มีทางปลูกพืชขึ้นหรอก พวกคุณกำลังทำให้เราเสียเวลาเปล่า”

       เจมส์เองก็คาดไม่ถึงว่าสภาพแวดล้อมที่นี่จะเลวร้ายถึงเพียงนี้ สีหน้าของเขาจึงดูย่ำแย่ไม่ต่างจากวิลเลียม

       “ผมแนะนำให้พวกคุณย้ายคนจากที่นี่ไปอยู่ในที่ที่เหมาะกับการดำรงชีวิตมากกว่านี้เถอะ ผืนดินแห่งนี้เกินจะเยียวยาแล้ว” เพราะกลัวว่าพวกเขาจะไม่เชื่อ เจมส์จึงอธิบายเสริมอีกประโยค “นี่ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวของพวกเรา แต่คุณจะไปเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเพิ่มอีกกี่คน ผมเชื่อว่าข้อสรุปของพวกเขาก็จะเป็นแบบเดียวกันหมด”

       ผู้บัญชาการหลี่กับเฉียวเจิ้นอวี่มองหน้ากันสลับไปมา พวกเขาอุตส่าห์ดั้นด้นเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนมา เพื่อที่จะฟังพวกเขาพิพากษาประหารชีวิตที่ดินผืนนี้อย่างนั้นหรือ?

       เจมส์หาได้สนใจไม่ว่าสีหน้าของผู้บัญชาการหลี่จะย่ำแย่เพียงใด ความสนใจของเขาพุ่งเป้าไปที่ชีชีเพียงคนเดียว เขาจะต้องหาโอกาสสานสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับหญิงสาวชาวจีนผู้งดงามคนนี้ให้ได้

       ผู้บัญชาการหลี่ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้ เขาแอบสะกิดชายเสื้อของชีชีเบาๆ “สหายชี คุณคิดเห็นอย่างไร?”

       ดวงตาของชีชีเป็นประกายใสกระจ่าง ไม่ได้มีความรู้สึกท้อแท้แม้แต่น้อย

       “ถ้าเชื่อฉัน เราก็ลงมือทำกันเองเถอะค่ะ แต่ถ้าไม่เชื่อ ฉันก็จนปัญญา ฉันบอกได้เพียงว่า ผืนดินนี้เป็นของเรา พวกคนต่างชาติก็แค่คนนอกที่พูดจาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เราจะยอมถอดใจเองไม่ได้เด็ดขาดค่ะ”

       “ใช่แล้ว สหายชี คุณพูดได้ถูกต้องที่สุด เราเชื่อเธอ เราจะทำกันเอง!” ผู้บัญชาการหลี่เหวี่ยงหมัดอย่างแรง “ขนาดมีแค่ปืนสั้นกับข้าวสาร เรายังตีพวกอเมริกันจนราบคาบมาแล้ว ปาฏิหาริย์ที่เราสร้างมามันน้อยเสียเมื่อไรกัน? เรื่องที่คนอื่นทำไม่สำเร็จ เราต้องทำได้แน่ และต้องทำให้ยอดเยี่ยมที่สุดด้วย”

       “อืม งั้นพวกผู้เชี่ยวชาญกำมะลอพวกนี้ก็ฝากคุณจัดการด้วยนะคะ ฉันจะกลับไปเตรียมตัวหน่อย พรุ่งนี้ค่อยเปิดประชุมใหญ่เพื่อมอบหมายงานกันค่ะ”

       “ตกลง”

       เมื่อตกลงกันเสร็จ ชีชีก็หมุนตัวเดินจากไปทันที

       เจมส์คิดจะตามไป แต่กลับถูกเฉียวเจิ้นอวี่ขวางไว้ “ศาสตราจารย์ทั้งสองท่าน ในเมื่อช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ก็เชิญกลับไปพักผ่อนที่สถานทูตก่อนเถอะครับ”

       วิลเลียมแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างมาก “เราต้องการผู้หญิงคนนั้น คุณรีบตามเธอกลับมาเดี๋ยวนี้”

       เฉียวเจิ้นอวี่มองเขาด้วยสายตาเคร่งขรึมจริงจัง แล้วเอ่ยย้ำทีละคำว่า “ในประเทศของผม ผู้หญิงได้รับความเคารพเท่าเทียมกับผู้ชาย และกฎหมายบ้านเมืองเราระบุไว้ชัดเจนว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้แต่งงานถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ศาสตราจารย์วิลเลียม ข้อเรียกร้องของคุณล้ำเส้นเกินไปแล้ว ผมได้ยินมาว่าประเทศ Y ของคุณชูเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นที่สุด แต่ไม่ยักรู้เลยว่า ผู้หญิงในประเทศผู้ดีจะถูกข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบเช่นนี้”

       “เป็นไปได้ยังไง! ผู้หญิงในประเทศของผมนั้นสูงส่งและมิอาจล่วงละเมิดได้ จะข่มเหงตามใจชอบได้อย่างไร”

       “ถ้าอย่างนั้น ศาสตราจารย์วิลเลียมกำลังจงใจท้าทายกฎหมายของจีนอยู่หรือครับ? คุณไม่กลัวว่ามันจะกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศหรืออย่างไร?”

       วิลเลียมถูกโต้กลับจนพูดไม่ออก ได้แต่ตะโกนเสียงดังกลบเกลื่อนความผิด “เจมส์ จองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศเดี๋ยวนี้เลย ประเทศยากจนข้นแค้นแบบนี้ ผมไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่นาทีเดียว!”

       เฉียวเจิ้นอวี่เอ่ยด้วยท่าทีไว้ตัว “ทางสถานทูตจะรีบจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินขากลับให้โดยเร็วที่สุด เชิญครับ”

       แท้จริงแล้ว ชีชีไม่ได้จากไปไหนไกล เธออาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตลอบเข้าไปในพื้นที่มิติ

       หญิงสาวต้องการรู้ท่าทีของผู้บัญชาการหลี่และคนจากกระทรวงการต่างประเทศ หากพวกเขาคิดจะใช้ความงามของเธอประจบสอพลอพวกฝรั่งนั่น ชีชีจะทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่าการต้องเผชิญกับความคลุ้มคลั่งอย่างต่อเนื่องของเธอนั้นเป็นอย่างไร

       แม้ท่าทีของพวกเขาจะทำให้ชีชีพอใจ แต่ในใจของเธอก็ยังคงกรุ่นไปด้วยโทสะ

       หากไม่เกรงว่าจะเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศละก็ เธอคงจับไอ้แก่หนังเหนียวสองคนนี้โยนเข้าไปใช้แรงงานทำนาในมิติเสียให้เข็ด

       เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ชีชีจึงออกมาจากพื้นที่มิติ ในใจพลางขบคิดว่าจะจัดการกับสองฝรั่งนั่นอย่างไรดี

       จะให้พวกนั้นเป็นอะไรไปในประเทศไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผลกระทบจะรุนแรงเกินไป

       แต่ตอนนี้ชีชีเองก็ยังไม่มีลู่ทางที่จะไปต่างประเทศได้

       เธอกลับมาที่บ้านถ้ำด้วยความหงุดหงิดพลางลงมือวาดโครงสร้างโรงเรือนเพาะปลูกไปพร้อมกับคิดหาทางแก้เผ็ด

       แต่คิดกลับไปกลับมาก็ยังไม่เจอวิธีดีๆ จนเริ่มรู้สึกรำคาญใจ

       ทันใดนั้นชีชีก็ระลึกได้ว่า เมื่อวานเพิ่งจะชิงระบบมาได้อีกอันนี่นา ทำไมในมิติถึงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยล่ะ?

       “เจ้าระบบ ครั้งนี้ระบบที่ชิงมามีปัญหาหรือเปล่า?”

       “ไม่มีค่ะ”

       “แล้วทำไมมิติไม่เห็นอัปเกรดเลย?”

       “ฉันกำลังรอความเห็นจากคุณอยู่ค่ะ”

       “เข้าใจแล้วล่ะ”

       ชีชีลืมไปเสียสนิทว่าพื้นที่มิตินี้สามารถสั่งการได้ตามใจชอบ

       “ไม่ทราบว่าโฮสต์มีความต้องการอย่างไรในการอัปเกรดครั้งนี้หรือคะ?”

       “ฉันสามารถวาร์ปไปต่างประเทศเลยได้ไหม?”

       “ไม่ได้ค่ะ”

       “งั้นก็ช่างเถอะ ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน”

       “ไม่ทราบว่าโฮสต์มีความต้องการอย่างไรในการอัปเกรดครั้งนี้หรือคะ?”

       ระบบยังคงทวนคำถามเดิม

       ชีชีเท้าคางครุ่นคิดอยู่นาน “เธอช่วยตรวจสอบให้หน่อยได้ไหมว่า เจ้าของเชือกถักแดงของลู่เหย่คือใคร?”

       “ไม่ได้ค่ะ ระบบนี้ไม่ใช่นักสืบเอกชน ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลธรรมดาที่ไม่มีนิ้วทองคำนอกเหนือจากโฮสต์ได้”

       ชีชี “...”

       อยากจะสรรเสริญด้วยคำหยาบคายเสียจริง

       “อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ดี บอกมาซิว่าอะไรที่ทำได้บ้าง”

       “สามารถขยายพื้นที่มิติ เพิ่มสิ่งของหรือฟังก์ชันการใช้งานภายในพื้นที่มิติได้ค่ะ”

       “เพิ่มสิ่งของหรือฟังก์ชัน? ไหนพูดให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”

       “ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการภูเขาหนึ่งลูก แม่น้ำหนึ่งสาย หรือสิ่งปลูกสร้างสักอย่าง ก็สามารถทำได้หมดค่ะ”

       “ถ้าฉันต้องการโรงงานสักแห่งล่ะ?”

       “นั่นก็จะเป็นเพียงโรงงานเปล่าๆ ไม่มีคนงาน และไม่มีกำลังการผลิตค่ะ”

       “ทำเป็นปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เหรอ? อย่างเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตไร้คนขับ โรงแรมไร้คน หรือธนาคารไร้คนน่ะ?”

       “ตอนนี้ยังไม่ได้ค่ะ”

       “นั่นหมายความว่าในอนาคตทำได้สินะ?”

       “เมื่อฉันสะสมพลังงานจนเต็มเปี่ยม ฉันจะมอบเซอร์ไพรส์ใหญ่ให้โฮสต์แน่นอนค่ะ”

       “งั้นฉันจะตั้งตารอนะ”

       “ไม่ทราบว่าโฮสต์มีความต้องการอย่างไรในการอัปเกรดครั้งนี้หรือคะ?”

       คำถามที่วนซ้ำราวกับนกแก้วนกขุนทองนี้เริ่มทำให้ชีชีหงุดหงิด

       “ตอนนี้ฉันยังคิดความต้องการไม่ออก ขอฝากไว้ก่อนได้ไหม?”

       “ได้ค่ะ”

       ชีชีเบนความสนใจกลับมาที่พิมพ์เขียวในมือ

       “ชีชี เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!”

       จ้าวเหมยผลักประตูพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงซ่านและหอบหายใจอย่างหนักไม่หยุด...