LNCrawler

บทที่ 106 เทพธิดาผู้มีหัวใจสีดำ

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 106 เทพธิดาผู้มีหัวใจสีดำ

        “อย่าได้ทำตัวลามปามอวดดีนัก!”

       ในที่สุดหวังหมิงเฉวียนก็ตระหนักได้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวจนเล่นเอาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

       “ทำไมคะ? แค่นี้ก็โกรธแล้วเหรอ?” ชีชีเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ก็ไหนคุณบอกเองไม่ใช่หรือไงว่านี่คือเรื่องดีระดับฟ้าประทาน แล้วทำไมพอเปลี่ยนมาเป็นลูกสาวคุณ มันกลับไม่ใช่เรื่องดีไปได้ล่ะ?”

       “หุบปากเดี๋ยวนี้! เชื่อไหมว่าผมจะ...”

       “คุณคงไม่ได้คิดจะมัดฉัน แล้วเหวี่ยงขึ้นเตียงพวกต่างชาติสองคนนั่นหรอกนะ?” ชีชีแสร้งทำเป็นอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะเอ่ยเตือนเขาด้วยความหวังดี “ฉันขอแนะนำว่าคุณอย่ารนหาที่ตายจะดีกว่า”

       แมวหยอกหนู ถ้ากัดคำเดียวตายเลยมันจะไปสนุกอะไร? ต้องปล่อยให้ลูกกระสุนมันพุ่งทะยานต่อไปอีกสักพักสิถึงจะเร้าใจ

       “กลัวแล้วงั้นสิ? กลัวตอนนี้ก็สายไปแล้ว” แววตาของหวังหมิงเฉวียนฉายแววอำมหิต และลำพองใจ “คนที่ย่างกรายเข้ามาในห้องสอบสวนนี้ ไม่มีใครเคยออกไปได้ในสภาพครบสามสิบสองหรอก นอกจากว่าคุณจะมีสามหัวหกแขน”

       ชีชีมองเขาด้วยสายตาหยอกล้อ “แล้วถ้าฉันมีจริงๆ ล่ะคะ?”

       “ฮ่าๆๆๆ” หวังหมิงเฉวียนหัวเราะร่าราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า “เดิมทีผมไม่อยากจะลงมือกับคุณหรอกนะ แต่ใครใช้ให้นางตัวดีอย่างคุณอยู่นิ่งไม่เป็นเองล่ะ? วันนี้ขอให้ผมได้ลิ้มรสความสดใหม่ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยส่งคุณไปให้ต่างชาติสองคนนั่น... หึๆๆ”

       หวังหมิงเฉวียนแสยะยิ้มหื่นกามพลางเดินตรงเข้าไปหาชีชีทันที

       ในความคิดของเขา ผู้หญิงผิวพรรณละเอียดลออและดูบอบบางอย่างชีชี แค่รังแกนิดหน่อยก็คงร้องไห้ขี้มูกโป่ง ยิ่งร้องก็ยิ่งน่าสงสารจับใจ ไม่มีทางหรอกที่จะมีพิษสงหรือวิทยายุทธใดๆ

       แค่คิด เลือดในกายเขาก็สูบฉีดจนแทบจะทนไม่ไหว

       ชีชีนั่งรออย่างใจเย็นให้เขาเดินเข้ามาใกล้ รอยหยักยิ้มตรงมุมปากค่อยๆ ลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ

       หวังหมิงเฉวียนที่กำลังหน้ามืดตามัวด้วยกามราคะไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า เหตุใดชีชีถึงยังคงนิ่งสงบได้ขนาดนี้ในเวลาเช่นนี้

       นอกจากจะไม่กลัวแล้ว ดูเหมือนเธอกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ด้วยซ้ำ

       หรือว่าแม่สาวคนนี้ก็อยากจะร่วมสนุกด้วยเหมือนกัน? ก็นั่นสินะ

       เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน สามีก็ไม่ได้อยู่ข้างกาย จะทนเงียบเหงาอยู่ได้ยังไงไหว

       หวังหมิงเฉวียนหาคำตอบที่เขาคิดว่าสมเหตุสมผลที่สุดให้กับตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

       ยามนี้ในสมองของเขามีแต่ภาพฉากเด็ดหนังผู้ใหญ่สุดคลาสสิกจากประเทศเกาะ จนไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งคิดทบทวนตรรกะความไม่ชอบมาพากลใดๆ อีกแล้ว

       ชีชีหรี่ตาลง ในเมื่อหวังหมิงเฉวียนกล้าทำเรื่องระยำในห้องสอบสวนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ก็พิสูจน์ได้ว่าเขาไม่กลัวว่าใครจะมาเห็นหรือได้ยิน

       บางทีเรื่องโสมมแบบนี้ เขาคงทำมานักต่อนักแล้ว

       เมื่อคิดได้ดังนั้น ชีชีก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป หญิงสาวหยิบเครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงออกมาจากพื้นที่มิติทันที แล้วจิ้มพรวดลงไปที่จุดยุทธศาสตร์ของเขาเข้าอย่างจัง

       หวังหมิงเฉวียนอ้าปากค้างจนกว้างที่สุด ทว่าลำคอกลับเหมือนถูกอะไรบางอย่างอุดไว้ ทำได้เพียงส่งเสียง ‘หงึกๆ’ อย่างน่าเวทนา

       ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างเป็นจังหวะ ราวกับกำลังเต้นชักกระตุกอยู่กับที่นานร่วมครึ่งนาที ก่อนจะน้ำลายฟูมปากแล้วล้มตึงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดรูป

       ชีชีบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะก้าวสั้นๆ ไปหยุดตรงหน้าเขา “รองหัวหน้าหวังเป็นยังไงบ้างคะ? รู้สึกซาบซ่านสะท้านทรวงดีไหมคะ?”

       “คุณ... คุณกล้าดียังไง? คุณ...”

       หวังหมิงเฉวียนไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้เลย น้ำลายไหลยืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ทำให้เขาพูดจาอ้อแอ้ฟังไม่ศัพท์ ดูท่าทางโง่เขลาเบาปัญญาไปถนัดตา

       “คุณกะจะทำลายชีวิตฉันอยู่แล้ว แล้วจะให้ฉันเกรงใจคุณไปทำไมล่ะคะ?”

       เสียงออดอ้อนอ่อนหวานที่ดัดให้เล็กแหลมนี้ กลับทำให้หวังหมิงเฉวียนฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่ไปถึงสันหลัง

       เขาพยายามจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง แววตาที่เคยอวดดีในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง และสุดท้ายก็หลงเหลือเพียงความหวาดกลัวสุดขีด

       เพราะทุกครั้งที่รอยยิ้มบนใบหน้าของชีชีเข้มขึ้นหนึ่งส่วน เธอจะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจิ้มลงไปบนตัวเขาหนึ่งครั้ง

       ตอนนี้หัวสมองของเขาหนักอึ้งและส่งเสียงก้องสะท้อนไปมา จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

       ในใจเขามีเพียงความคิดเดียวคือ เมื่อเช้าคงจะก้าวเท้าผิดข้างออกจากบ้านแน่ๆ ถึงได้มาเจอตัวซวยแบบนี้ ต้องใช่แน่ๆ

       “คุณหนู... ได้โปรดไว้ชีวิตผมเถอะ ผมก็แค่ทำตามคำสั่ง...”

       “หุบปากไปเลย ทำตามคำสั่งงั้นเหรอ? หัวหน้าของคุณสั่งให้คุณมาทำมิดีมิร้ายกับฉันด้วยหรือไง?”

       “เรื่องนี้จะโทษผมไม่ได้นะ ก็คุณสวยยั่วยวนขนาดนี้ ผู้ชายที่ไหนจะทนไหวล่ะ”

       “หึๆ งั้นฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมแล้วกันนะคะ” ชีชีลากเก้าอี้มานั่งลง การยืนก้มคุยมันเหนื่อยเกินไป “พูดมา ใครสั่งให้คุณทำแบบนี้?”

       หวังหมิงเฉวียนกลอกตาไปมาหลายตลบ “คือหัวหน้าเจิ้งของเราครับ เขาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผม ผมต้องฟังเขาทุกอย่าง”

       “หึๆ การไม่พูดความจริงต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แสนแพงนะคะ”

       ‘เปรี๊ยะ!’

       “อ๊ากกกกก!”

       “ฮือๆ” หวังหมิงเฉวียนอยากจะร้องไห้ และเขาก็ร้องออกมาจริงๆ เขาปล่อยโฮเสียงดังราวกับเด็กน้อย “ทำไมคุณเป็นคนแบบนี้ล่ะ? พูดไม่เข้าหูก็ลงไม้ลงมือ...”

       “ทำไม? มีปัญหาอะไรเหรอคะ?”

       “ไม่มีครับ... ไม่กล้าแล้วครับ”

       “อ๋อ ไม่มี? หรือว่าไม่กล้ากันแน่?”

       “ไม่มี และก็ไม่กล้าด้วยครับ!”

       หวังหมิงเฉวียนรีบตอบเสียงดังฟังชัด เพราะกลัวว่าชีชีจะมือลื่นจิ้มเขาอีกสักที

       รสชาตินั้นมันซาบซ่านเกินไป ชาตินี้เขาไม่อยากจะสัมผัสมันอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว

       “จะให้โอกาสเรียบเรียงคำพูดใหม่เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังพูดไม่เข้าท่า ฉันก็จะไม่ทนฟังแล้วนะ”

       “บอกแล้วครับ ผมยอมบอกแล้ว” หวังหมิงเฉวียนสติแตกโดยสมบูรณ์ อยากจะหลุดพ้นจากขุมนรกนี้ให้เร็วที่สุด “เป็นสวีเจิ้งจากกระทรวงการต่างประเทศครับ เขาแข่งกับเฉียวเจิ้นอวี่เพื่อแย่งตำแหน่งหัวหน้าสถานทูตในประเทศ Y ก็เลยอยากจะประจบประแจงเจมส์กับวิลเลียม เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับทางประเทศ Y ประจวบเหมาะกับที่สองคนนั้นดันมาถูกตาต้องใจคุณเข้า เขาก็เลยสั่งให้ผมหาทางทำให้เรื่องนี้มันสำเร็จ”

       “เขาให้อะไรตอบแทนคุณ?”

       “เขาจะช่วยเปิดบัญชีธนาคารต่างประเทศให้ผม เอาเงินไปฝากไว้ข้างนอกได้ แล้วยังรับปากว่าจะให้ลูกชายผมไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาล

       ผมทำเรื่องชั่วไว้เยอะ ไม่ช้าก็เร็วคงต้องได้รับกรรม ผมมีลูกชายแค่คนเดียว ทิ้งไว้ในประเทศก็ไม่วางใจ เพราะงั้นผม... ผมก็เลยตกลงครับ”

       ชีชีกำหมัดแน่น “คุณจงไปส่งข่าวให้สวีเจิ้ง บอกว่าให้ไปเจอกันที่เรือนพักรับรองของตำบลตอนสองทุ่มวันพรุ่งนี้”

       “หา?” หวังหมิงเฉวียนตาแทบถลนออกจากเบ้า “คุณ... คุณตกลงงั้นเหรอ?”

       “ใช่สิ ลาภลอยมหาศาลแบบนี้ไม่ได้มีมาทุกวันนะคะ ฉันจะตัดใจไม่ไปได้ยังไงกันล่ะ?”

       “คุณ... ฮือๆๆ ในเมื่อคุณคิดจะไปอยู่แล้ว แล้วจะมาทรมานผมทำไมเนี่ย? นี่ผมไม่ซวยฟรีๆ ไปเลยเหรอ?”

       “ไม่ฟรีหรอกค่ะ ที่ฉันจัดการคุณเนี่ย คุณไม่มีจิตสำนึกในความเลวของตัวเองบ้างเลยเหรอ?”

       หวังหมิงเฉวียนรีบหดคอทันที “มีครับ... มีสำนึกครับ”

       “มีสำนึกก็ดีแล้ว”

       ชีชีหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดจิ๋วออกมาจากกระเป๋าแล้วกดปุ่มเล่น ทันใดนั้นเสียงบทสนทนาของทั้งสองคนในวันนี้ก็ดังออกมาชัดเจน

       หวังหมิงเฉวียนแทบคลั่ง “นี่... นี่คุณยังอัดเสียงไว้อีกเหรอ?”

       “ดีลกับคนอย่างคุณ ฉันจะไม่เหลือทางหนีทีไล่ไว้บ้างได้ยังไง?”

       “เหลือ... ควรเหลือไว้อย่างยิ่งครับ”

       หวังหมิงเฉวียนยอมจำนนอย่างราบคาบ ใบหน้าที่งดงามปานเทพธิดาของชีชี สำหรับเขามันน่ากลัวยิ่งกว่าผีตายโหงชุดแดงเสียอีก

       ชีชีส่งยิ้มที่ดูไร้พิษสงให้เขา “ในมือคุณก็น่าจะมีของดีเก็บไว้ไม่น้อยใช่ไหมคะ?”

       หวังหมิงเฉวียนระแวดระวังขึ้นมาทันที “คุณ... คุณต้องการอะไร?”

       “ในเมื่อคุณกล้าฝากชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้ให้สวีเจิ้งพาไปต่างประเทศ ในมือคุณก็น่าจะมีจุดอ่อนชิ้นโตของเขาอยู่บ้างล่ะมั้ง?”

       “คุณรู้ได้ยังไง?”

       หวังหมิงเฉวียนโพล่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่าตัวเองถามคำถามที่โง่เง่าที่สุดออกมา

       ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ช่างลวงตาเหลือเกิน เธอมีใบหน้าที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ทว่าเนื้อในใจกลับดำมืดเหมือนไส้งาดำ แถมยังเป็นไส้งาดำสูตรเข้มข้นพิเศษเสียด้วย

       ตอนนี้เขาเสียใจเหลือเกิน ถ้าเขารู้ความจริงว่ามันน่าสยดสยองขนาดนี้ ต่อให้ถูกตีให้ตายเขาก็จะไม่รับงานนี้เด็ดขาด

       “ฉันถามคุณอยู่นะคะ”

       ชีชีเตะเขาด้วยความรำคาญใจหนึ่งที

       หวังหมิงเฉวียนสะดุ้งสุดตัว “มีครับ! ผมมี!”