LNCrawler

บทที่ 113 ทีนี้ล่ะ ได้ครื้นเครงกันแน่

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 113 ทีนี้ล่ะ ได้ครื้นเครงกันแน่

        หลังจากจัดการธุระเหล่านี้เสร็จ ชีชีก็ไม่คิดจะเข้าเมืองไปอีกสักพักใหญ่ หญิงสาวจึงกว้านซื้อเสบียงกลับไปไม่น้อย แค่หมูสามชั้นก็ปาเข้าไปสิบชั่งแล้ว ยังไม่นับรวมข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และของใช้อื่นๆ อีก

       ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะที่บ้านมีคนหลายปากท้อง หากซื้อน้อยไปย่อมไม่พอกิน

       เมื่อจ้าวเหมยและสหายอีกสองคนเห็นชีชีขนของกินกลับมามากมายขนาดนี้ ทั้งสามคนถึงกับยืนอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

       “สหายชี คุณ... คุณไปเอาของพวกนี้มาจากไหนกัน?”

       เดิมทีคิดว่าคนที่จะโวยวายตื่นตูมคงเป็นหลี่เฟิง แต่กลับกลายเป็นเฉินเยี่ยนที่เอ่ยปากตั้งข้อสงสัยเป็นคนแรก

       ชีชีมองเขาด้วยสายตาจริงจังและเอ่ยว่า “อย่าถามเลยค่ะ ถึงถามไปฉันก็ไม่บอก ถ้าพวกคุณคิดว่าไม่มีปัญหา ก็มากินด้วยกัน แต่ถ้าคิดว่าฉันไปทำเรื่องไม่ดีมา พวกคุณจะอยู่ห่างจากฉัน หรือจะไปแจ้งทางการก็ได้นะ”

       “ไม่ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น” เฉินเยี่ยนลนลานขึ้นมาทันที “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมแค่จะบอกว่าไปที่แบบนั้นมันอันตราย คุณเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำยังไง? คราวหน้าถ้าต้องซื้อของพวกนี้อีก ให้ผมกับหลี่เฟิงไปเองเถอะครับ พวกเราเป็นผู้ชายอกสามศอก ต่อให้ถูกจับได้ก็ยังวิ่งหนีได้เร็ว”

       “ใช่แล้วๆ จะให้ผู้หญิงอย่างคุณไปเสี่ยงอันตรายได้ยังไง? คราวหน้าผมกับเฉินเยี่ยนจัดการเอง”

       หลี่เฟิงที่เพิ่งจะได้สติจากการเห็นกองเสบียงรีบกล่าวเสริมทันควัน

       “เหอะ ยังนับว่าพวกคุณมีมโนธรรมอยู่บ้าง ไม่เสียแรงที่ชีชีอุตส่าห์ไปเสี่ยงดวงมา” จ้าวเหมยยืนเท้าสะเอวพลางชี้หน้าเตือนเขาสองคน “ถ้าพวกคุณคนไหนคิดไม่ดีละก็ ระวังฉันจะตามไปรื้อหลุมศพบรรพบุรุษพวกคุณให้ดู!”

       ชีชีรู้สึกอบอุ่นในใจ หญิงสาวรีบยิ้มและช่วยไกล่เกลี่ย “เอาละๆ รีบขนของเข้าไปเถอะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะไม่ดีนะคะ”

       “รับทราบครับ! สหายชีไปพักเถอะ พวกเราจัดการเอง”

       หลี่เฟิงที่ดูผอมกะหร่องกลับมีพละกำลังไม่เบา เขาช่วยเฉินเยี่ยนทั้งลากทั้งแบกข้าวของทั้งหมดเข้าไปในบ้านถ้ำของชีชี

       หลังจากนั้น เฉินเยี่ยนก็ส่งสายตาให้หลี่เฟิง แล้วทั้งสองคนก็เดินกลับห้องของตัวเองไปทันที

       จ้าวเหมยยืนงง “เจ้าบื้อสองคนนั้นจะไปไหน? ไม่กินข้าวเหรอ?”

       “พวกเราทำเสร็จแล้วค่อยไปเรียกเขาก็ได้ค่ะ รีบหน่อยเถอะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”

       “ได้เลย เดี๋ยวจัดการให้!”

       แม้จะมีคำกล่าวว่า 'แม่ครัวฝีมือดีก็ยากจะปรุงสุกหากไร้ข้าวปลา' แต่จ้าวเหมยมักจะคิดเสมอว่าผักกาดขาวกับมันฝรั่งเหล่านั้นคือตัวถ่วงฝีมือเธอ วันนี้เมื่อมีวัตถุดิบครบครัน เธอจึงตั้งใจจะแสดงฝีมือสุดตัว

       ชีชีเพิ่งจะล้างมือเตรียมเด็ดผัก เฉินเยี่ยนกับหลี่เฟิงก็เดินย้อนกลับมา

       “สหายชีครับ พวกเราคงกินของของคุณเปล่าๆ ตลอดไปไม่ได้ นี่เป็นเงินกับตั๋ว รบกวนคุณช่วยรับไว้ด้วยเถอะครับ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่กล้าสู้หน้ามาขอร่วมโต๊ะกับคุณอีก”

       “ชีชี รับไว้เถอะ อย่าไปปฏิเสธเลย สองคนนี้เขาไม่ขาดแคลนเงินทองหรอก”

       จ้าวเหมยไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน หญิงสาวคว้าเงินและตั๋วในมือเฉินเยี่ยนมายัดใส่มือชีชีทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธเลยสักนิด

       ชีชีเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีอิดออดเกรงใจ “ตกลงค่ะ งั้นฉันขอรับไว้แล้วกัน”

       “เฮ้อ ในที่สุดก็ได้กินอิ่มท้องสำราญใจสักที” หลี่เฟิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

       จ้าวเหมยค้อนควักใส่เขา “ทำอย่างกับว่าปกติคุณกินข้าวน้อยงั้นแหละ”

       “เอ้า อะไรของคุณเนี่ย? ทำไมต้องคอยจิกกัดผมตลอดเวลา มีปัญหาอะไรกับผมนักหนา?”

       หลี่เฟิงเดินตามไปโต้เถียงกับอีกฝ่ายต่อถึงข้างใน

       เฉินเยี่ยนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “สองคนนี้... เกินเยียวยาจริงๆ”

       ชีชีกลับรู้สึกขำ “ดีออกค่ะ ครึกครื้นดี”

       “ถ้าคุณไม่รำคาญพวกเขาก็ดีครับ”

       “จะรำคาญได้ยังไงกันคะ?”

       ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ชีชีไม่ได้ออกไปไหนเลย ทุกวันเธอวุ่นอยู่กับการจัดการในโรงเรือน หรือไม่ก็คอยดูแลมันเทศและผักที่ปลูกไว้ ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและมั่นคง

       เมื่อผักรุ่นแรกเริ่มสุกจนได้ที่ ชีชีก็เก็บผักสดๆ เหล่านั้นไปมอบให้ผู้บัญชาการหลี่ด้วยตัวเอง

       เมื่อเห็นผักสีเขียวขจีดูสดชื่นอยู่เต็มตะกร้าใหญ่ ผู้บัญชาการหลี่ถึงกับรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป

       “นี่คือผลผลิตที่คุณปลูกเองจริงๆ หรือ?”

       “ถ้าไม่ใช่ฉัน แล้วผู้บัญชาการคิดว่าฉันเสกมันออกมาเหรอคะ?”

       “ฮ่าๆๆ เยี่ยมมาก สหายชี คุณทำความดีความชอบครั้งใหญ่แล้ว!”

       ผู้บัญชาการหลี่รีบเรียกทุกคนมาประชุมทันที จุดประสงค์หลักก็เพื่ออวดผลงานความสำเร็จของชีชีนั่นเอง

       พวกที่เคยค่อนขอดหรือพูดจาถากถางก่อนหน้านี้ ต่างพากันอึ้งจนพูดไม่ออก

       พวกเขารู้ดีว่าในฤดูกาลเช่นนี้ ต่อให้เป็นทางตอนใต้ที่มีอากาศอบอุ่นก็ยังยากจะปลูกผักได้สดขนาดนี้ ชีชีไม่มีทางทำปลอมขึ้นมาได้แน่นอน

       อีกทั้งที่โรงเรือนเพาะปลูกก็มีทหารเวรยามคอยเฝ้าตลอดเวลาเพราะกลัวคนมาทำลาย

       ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่ ชีชีไม่มีโอกาสที่จะตบตาใครได้เลย

       คนที่ยินดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผู้บัญชาการหลี่ มีคำกล่าวว่า 'กองทัพต้องเดินด้วยท้อง' หากไร้ซึ่งเสบียงอาหาร พวกเขาจะสู้รบได้อย่างไร? จะปกป้องบ้านเมืองได้อย่างไร?

       แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแล้ว แม้ข้าวธัญพืชจะยังปลูกไม่สำเร็จ แต่เขาก็ได้มองเห็นความหวังอันเรืองรอง

       “พวกคุณยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”

       ผักสดๆ วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ ใครเล่าจะกล้าปริปากแย้ง

       “สหายชี ผมขอโทษครับ ผมไม่ควรอาศัยเอาความเป็นผู้ใหญ่มาดูถูกคุณและพูดจาไม่ดีแบบนั้น ผมขอโทษคุณจริงๆ”

       “ผมด้วย ผมก็ขอโทษ ผมไม่ควรไปเชื่อไอ้พวกผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเฮงซวยพวกนั้นที่บอกว่าที่นี่ปลูกอะไรไม่ได้ แล้วก็เอาอารมณ์มาลงที่คุณ คุณเป็นสหายที่ดีมาก อย่าถือสาผมเลยนะ”

       “ต่อไปนี้พวกเราจะฟังคำสั่งสหายชี”

       “ใช่ ใครที่ช่วยให้พวกเราปลูกข้าวมีกินได้ พวกเราก็จะฟังคนนั้น!”

       ชีชีรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ “การตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ไม่รู้ถือเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ค่ะ ฉันไม่ถือสาพวกคุณหรอก เวลาไม่คอยท่า ทุกคนรีบลงมือถากถางทำนาขั้นบันได ขุดร่องน้ำและคลุมพลาสติกหน้าดิน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเถอะค่ะ”

       “ได้เลย สหายชีบอกให้ทำยังไง พวกเราก็จะทำตามนั้น!”

       “พวกเราต้องทำควบคู่กันไปนะคะ ฝั่งหนึ่งทำนาขั้นบันได อีกฝั่งหนึ่งสร้างโรงเรือนเพาะปลูก ฤดูหนาวนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องอดอยากกัน”

       “ลุยเลย!”

       เมื่อเห็นทุกคนมีขวัญและกำลังใจฮึกเหิมเช่นนี้ ชีชีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

       หญิงสาวมอบพิมพ์เขียวการวางผังนาขั้นบันไดที่ได้รับการปรับปรุงจากยุคหลังให้แก่ผู้บัญชาการหลี่ เพื่อให้เขานำไปมอบหมายงานให้แก่เหล่าทหารและกองผลิตต่างๆ

       ส่วนชีชีเองก็เดินทางไปตามกองผลิตต่างๆ เพื่อให้คำแนะนำในการสร้างโรงเรือน รวมถึงสอนวิธีการปลูกพืชในโรงเรือนให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเพาะกล้า การควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ การคำนวณปริมาณปุ๋ย ไปจนถึงวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

       เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ เกษตรกรจึงมีความเข้าใจที่จำกัด ชีชีจึงต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการอธิบายให้พวกเขาฟัง

       ในแต่ละวันหญิงสาววุ่นอยู่กับการทำงานจนดึกดื่นกว่าจะได้กลับบ้าน แม้แต่จ้าวเหมยเองก็แทบจะหาโอกาสคุยกับเธอไม่ได้เลย

       โชคดีที่วันนี้ชีชีกลับมาเร็วหน่อย จ้าวเหมยจึงรีบดึงตัวเธอไว้แล้วพรั่งพรูเรื่องราวออกมาทันที

       “คุณไม่รู้หรอกว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในเขตทหารของเราน่ะมีเรื่องครึกครื้นขนาดไหน”

       “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”

       “คุณยังจำยัยถงต้านีได้ไหม?”

       “อืม...”

       จะจำไม่ได้ได้อย่างไร? ก็ชีชีนั่นแหละที่เป็นคนใช้นิ้วทองคำแลกเอาระบบของยัยนั่นไปเป็นป่าท้อสิบลี้

       “คุณรู้ไหม? ยัยนั่นน่ะดันไปบอกว่าตัวเองมีความสามารถแอบฟังเสียงในใจคนอื่นได้ ที่ผ่านมาก็อาศัยความสามารถนี้แหละช่วยถงเหล่าเนียนเก็บรวบรวมข้อมูล”

       “โอ้?”

       “พวกที่เป็นสายลับนี่ไม่มีใครปกติเลยสักคน เรื่องโกหกพกลมแบบนี้ยังกล้าแต่งขึ้นมาได้ คุณว่ามันน่าขำไหมล่ะ?”

       เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่ถงต้านีแอบฟังเสียงในใจได้นั้น จ้าวเหมยไม่เชื่อเลยสักนิด และคาดว่าเบื้องบนเองก็คงไม่เชื่อเช่นกัน

       “แล้วยังไงต่อคะ?”

       การตอบรับที่ถูกจังหวะของชีชี ยิ่งทำให้จ้าวเหมยอยากเล่าต่อมากขึ้น

       “หลังจากนั้นคนของคณะกรรมการปฏิวัติก็ถามยัยนั่นว่า 'งั้นคุณบอกมาซิว่าตอนนี้ผมกำลังคิดอะไรอยู่?' ทายซิว่าเป็นยังไง?”

       “เธอบอกถูกเหรอคะ?”

       “ถูกกับผีน่ะสิ! ยัยนั่นดันกลับคำกะทันหัน บอกว่าพลังวิเศษหายไปแล้ว ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงในใจใครเลยสักคน นี่มันตั้งใจปั่นหัวคนชัดๆ เดี๋ยวบอกได้ยิน เดี๋ยวบอกไม่ได้ยิน ใครเชื่อก็โง่เต็มทีแล้ว”

       ชีชีลอบสงสารเธออยู่ในใจเพียงเสี้ยววินาที เพราะความจริงแล้ว สิ่งที่ถงต้านีพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทุกประการ

       แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อเลย

       “สุดท้าย คณะกรรมการปฏิวัติก็ขี้เกียจฟังยัยนั่นเพ้อเจ้ออีก เลยตัดสินโทษประหารชีวิตฐานเป็นสายลับทันที ทั้งครอบครัวห้าคนถูกยิงเป้าไปหมดแล้ว”

       “หือ... รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

       “สมควรแล้ว พวกสายลับขายชาติก็ต้องได้รับจุดจบแบบนี้แหละ” จ้าวเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น

       “ไหนคุณบอกว่ามีเรื่องครึกครื้นกว่านี้อีกไงคะ? มีเรื่องอื่นอีกเหรอ?”

       “แน่นอน!” จ้าวเหมยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที “คุณไม่รู้ล่ะสิ? รองหัวหน้าหวังแห่งคณะกรรมการปฏิวัติน่ะถูกค้นบ้านแล้วนะ ปกติพวกคณะกรรมการปฏิวัติน่ะสามัคคีกันจะตาย ทำไมจู่ๆ ถึงมากัดกันเองได้ก็ไม่รู้”

       ชีชีหรี่ตาลงพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เฉียวเจิ้นอวี่ลงมือได้รวดเร็วดีจริงๆ เริ่มปิดตาข่ายจับปลาแล้วสินะ

       จ้าวเหมยพูดไม่ผิดจริงๆ ... ทีนี้ล่ะ ได้ครื้นเครงกันถ้วนหน้าแน่ๆ!