บทที่ 116 แม่นางหอยขม
บทที่ 116 แม่นางหอยขม
เมื่อเห็นสีหน้าของชีชีหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ลู่เหย่ก็รีบเกาหัวพลางครุ่นคิดอย่างหนักว่าตนเองพูดตรงไหนผิดไป
หลังจากทานบะหมี่จนหมดชาม ชีชีก็ตัดสินใจได้ในที่สุด “คืนนี้คุณห้ามไปไหนทั้งนั้น ฉันมีเรื่องสำคัญจะพูดกับคุณ”
“ไม่ได้หรอกครับ เผื่อว่าเจ้าหวังเหมิ่งนั่นมีพลังพิเศษขึ้นมาจริงๆ ...”
“ต่อให้มีจริง ก็คงไม่เสียหายอะไรหากจะรออีกเพียงคืนเดียวหรอกค่ะ”
ลู่เหย่คิดตามแล้วก็เห็นด้วย “ตกลง งั้นพรุ่งนี้ผมค่อยทำเรื่องรายงานเบื้องบน”
เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่เหย่ก็รีบไปต้มน้ำให้ชีชีอาบเป็นอันดับแรก
อากาศเริ่มหนาวแล้ว เครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์จึงใช้การไม่ได้ น้ำร้อนทั้งหมดจึงต้องต้มใหม่ด้วยเตา
ชีชีครุ่นคิดอยู่ในใจว่าต้องหาหม้อต้มน้ำขนาดเล็กมาติดตั้งเสียแล้ว มิฉะนั้นการต้องมานั่งต้มน้ำทุกวันแบบนี้มันช่างสิ้นเปลืองแรงเหลือเกิน
หลังจากทั้งคู่อาบน้ำเสร็จ ลู่เหย่ก็อดใจไม่ไหวรีบขยับเข้าไปใกล้ “ชีชี...”
ทว่าเขากลับถูกชีชีผลักออกอย่างแรง
ลู่เหย่ทำหน้าละห้อยด้วยความน้อยใจ “ชีชี คุณไม่คิดถึงผมเลยเหรอ?”
“ฉันมีธุระสำคัญจะพูดค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของชีชี ลู่เหย่ก็เก็บท่าทางเล่นหัวนั้นทันที “คุณพูดมาเถอะครับ ผมฟังอยู่”
“หากฉันเอาความสามารถของหวังเหมิ่งมาให้คุณ คุณจะตกอยู่ในอันตรายไหมคะ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง? ถ้าผมมีความสามารถแบบนั้น ต่อไปผมคงเดินยืดได้ทั่วทั้งกองทัพเลยล่ะ สามีของคุณคนนี้...”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะคะ”
ลู่เหย่ชะงักกึก เขาเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของชีชีเบาๆ “ชีชี คุณเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า? เราเข้านอนกันก่อนดีไหม”
ชีชีรู้ดีว่าเรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป การที่ลู่เหย่จะไม่เชื่อถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่หญิงสาวไม่อยากเสียเวลาอธิบายอะไรให้มากความ “ลู่เหย่ คุณมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น บอกฉันมาว่าจะเอาหรือไม่เอา”
ลู่เหย่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ใจจริงเขาย่อมอยากได้อยู่แล้ว
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
ทว่าเขากลับเห็นเพียงความแน่วแน่ในดวงตาของชีชี ไม่มีวี่แววของการล้อเล่นแม้แต่น้อย
“ชีชี ผมเอาครับ”
ลู่เหย่พยักหน้าอย่างหนักแน่น ต่อให้เรื่องนี้ชีชีจะแกล้งหยอกเขาเล่น เขาก็พร้อมจะตามน้ำเพื่อให้ภรรยามีความสุขจะเป็นไรไป?
ชีชีไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงควบคุมลูกบอลพลังงานในมิติให้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ลู่เหย่
ประกายแสงสีเงินวาบผ่านไปเพียงครู่เดียว ลูกบอลพลังงานนั้นก็จมหายเข้าไปในระหว่างคิ้วของลู่เหย่
ความจริงแล้วชีชีเองก็ตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวลงมือทำเรื่องแบบนี้ ในใจจึงไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“ติ๊ง! ตรวจพบพลังพิเศษสายพละกำลังในตัวลู่เหย่ ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”
“ไม่”
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ ชีชีจึงรู้ว่าการถ่ายโอนสำเร็จลุล่วงแล้ว
“ไปกันเถอะ ออกไปลองดูที่ลานบ้านกันค่ะ”
“ได้สิ”
ลู่เหย่ยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในร่างกาย เขาเพียงนึกในใจว่า ถือเสียว่าเล่นสนุกเป็นเพื่อนภรรยา
ชีชีเดินนำออกไปข้างนอกด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอไม่รู้ว่าทางเลือกนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อลู่เหย่กันแน่
ทว่างานของเขามันอันตรายเกินไป การมีทักษะเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ย่อมหมายถึงโอกาสรอดชีวิตที่สูงขึ้น อย่างไรเสียข้อดีก็น่าจะมีมากกว่าข้อเสียใช่ไหม?
ลู่เหย่รีบวิ่งตามไปเพื่อเปิดประตูให้เธอ
“ชีชี ผมทำเองเถอะ ผม...”
ทันทีที่ลู่เหย่ยื่นมือออกไป เขาก็ถึงกับยืนบื้อเป็นบ้าใบ้
ไม่ใช่เพราะอะไรเลย แค่ชายหนุ่มผลักประตูห้องเบาๆ ประตูบานนั้นกลับเหมือนติดปีกบิน มันหลุดลอยกระเด็นออกไปกระแทกพื้นลานบ้านเสียงดัง ‘ปัง’
ลู่เหย่มองมือตัวเองด้วยความเหลือเชื่อ “ชีชี... ชีชี ผม... ผมทำสำเร็จแล้วเหรอ?”
“อืม” ชีชีพยักหน้า ความรู้สึกในใจยังคงปนเปกันยุ่งเหยิง
“ชีชี...”
ลู่เหย่ดีใจจนแทบเสียสติ เขาอยากเข้าไปสวมกอดชีชี แต่ก็กลัวว่าจะทำเธอพังคามือ มือที่ยื่นออกไปจึงหดกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นหลายรอบกว่าจะสงบลงได้
ชีชีหลุดขำออกมา “รีบซ่อมประตูเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ไม่ต้องนอนกันพอดี”
“รับทราบครับคุณภรรยา คุณไปพักผ่อนเถอะ ผมจัดการเอง”
ทว่าการลงมือของลู่เหย่กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งกว่าเดิม ประตูยังซ่อมไม่เสร็จ เขากลับทำข้าวของอย่างอื่นพังไปอีกหลายชิ้น
หากใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าเขาไม่ได้กำลังซ่อมบ้าน แต่กำลังจะรื้อบ้านทิ้งเสียมากกว่า
“ชีชี ผม... คือว่านี่...”
“คุณต้องหัดควบคุมแรงค่ะ เดี๋ยวพอนานไปก็ชินเอง”
ลู่เหย่สาระวนอยู่ค่อนคืนเพื่อสู้รบกับตัวเอง
กว่าจะซ่อมแซมสิ่งที่ทำพังไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ แต่พอหันมามองภรรยาที่ดูบอบบางนุ่มนิ่มเขากลับไม่กล้าแตะต้องตัวเธอเลย เพราะเกรงว่าหากคุมแรงไม่อยู่แล้วทำหญิงสาว ‘พัง’ ขึ้นมา เขาคงไม่มีปัญญาซ่อมเหมือนสิ่งของแน่ๆ
คืนนั้นทั้งคืน ลู่เหย่จึงต้องตกอยู่ในสภาวะรุ่มร้อนราวกับถูกไฟแผดเผา ช่างเป็นคืนที่ทุกข์ทรมานเสียจริง
เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนออกจากบ้าน ชีชีดึงแขนเขาไว้พลางกำชับ “เรื่องพลังพิเศษอย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไปนะคะ ‘การครอบครองของล้ำค่า ย่อมนำพาภัยมาสู่ตน’ ”
ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน สมองที่เคยถูกความสุขเข้าครอบงำของลู่เหย่ก็เริ่มเย็นลง “ครับ คุณไม่ต้องห่วง ผมจะฟังคุณทุกอย่างเลย”
เพียงแต่สายตาที่ลู่เหย่มองชีชีนั้น กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ลู่เหย่ไม่เคยฉุกคิดอย่างลึกซึ้ง
แต่พอมองย้อนกลับไป เขาก็พบว่าในตัวชีชีมีแต่ความลับเต็มไปหมด
หญิงสาวสามารถสร้างเครื่องจักรที่แม้แต่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรยังทำไม่ได้ สามารถทำโรงเรือนเพาะปลูกที่นักวิทยาศาสตร์ยังวิจัยไม่สำเร็จให้กลายเป็นจริงได้ง่ายๆ เพียงลงมือทำ
ยังมีน้ำที่เธอมักจะเอาให้เขาดื่ม รสชาติของมันแตกต่างจากน้ำปกติอย่างเห็นได้ชัด ดื่มแล้วรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ราวกับได้รับการผลัดเปลี่ยนกระดูกและชำระล้างเส้นเอ็นใหม่
และเมื่อคืน หญิงสาวยังมอบพลังพิเศษให้แก่เขาอีกด้วย
แม้ชายหนุ่มจะยังไม่ได้ทดสอบจริงจัง แต่เขาก็ประเมินได้คร่าวๆ ว่า หมัดเดียวของตนสามารถซัดหมูป่าให้ตายคาที่ได้อย่างแน่นอน หรือบางทีอาจจะล้มช้างได้ทั้งตัวด้วยซ้ำ
บางเรื่องไม่อาจคิดลึกซึ้งเกินไป ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าใจหาย
สำหรับตัวเขาเองจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่ภรรยาตัวน้อยที่แสนบอบบางของเขาจะได้รับความลำบากแม้เพียงนิดไม่ได้ และจะตกอยู่ในอันตรายแม้เพียงเสี้ยวไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อคิดตกเช่นนี้ สิ่งแรกที่ลู่เหย่ทำเมื่อถึงห้องทำงานคือการเขียนรายงานภารกิจ ในรายละเอียดเขาเพียงระบุว่าหวังเหมิ่งมีร่างกายกำยำแข็งแรง ทหารในหน่วยขาดประสบการณ์จึงได้รับบาดเจ็บไปหลายนาย และจะเข้มงวดกับการฝึกซ้อมให้มากขึ้นต่อไป
ส่วนเรื่องพลังพิเศษนั้น เขาไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
ในวันนั้น ทรัพย์สินที่ยึดได้จากรังสายลับรวมถึงเชลยทั้งหมดถูกเบื้องบนคุมตัวจากไป
ทางด้านลู่เหย่จึงไม่มีภารกิจค้างคาอีกต่อไป
เขาจงใจลางานหนึ่งวันเพื่อกลับมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาที่บ้าน
เมื่อชีชีเห็นเขาเดินตามต้อยๆ เป็นเงาตามตัวอยู่ข้างหลังเธอ จึงโพล่งออกมาตรงๆ ว่า “มีอะไรอยากถามก็ถามมาเถอะค่ะ เรื่องไหนที่บอกได้ฉันก็จะบอก”
ลู่เหย่ลองใช้นิ้วจิ้มอุ้งมือของชีชีเบาๆ “ผมแค่อยากรู้ว่า ตอนนี้ผมแรงเยอะขนาดนี้ จะทำคุณพังหรือเปล่าครับ”
ใบหน้าของชีชีแดงซ่านขึ้นมาทันควัน “พูดจาเหลวไหลอะไร ไปไกลๆ เลยนะ”
“ฮิฮิ ชีชี ผมจะเบามือหน่อยนะ...”
โดยไม่สนว่าจะเป็นเวลากลางวันแสกๆ ทั้งคู่ก็เริงรักกันอย่างเร่าร้อน
เหตุผลหลักคือครั้งนี้แยกจากกันนานเกินไป เมื่ออดอยากมานาน พอได้ลิ้มรสเนื้อหนังเข้าหน่อยจึงยากจะหยุดยั้งได้
ประกอบกับร่างกายของลู่เหย่ที่ได้รับการปรับปรุงจนสมบูรณ์แบบ เขาจึงดูมีพลังวังชาล้นเหลือ
ตลอดทั้งวันนั้น นอกจากเวลาทานข้าวแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย
ชีชีอยากจะยันเขาตกเตียงจริงๆ เจ้าหมาบ้านี่ไม่รู้จักคำว่าพอดีบ้างหรือไงนะ?
ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีแรงเหลือเลย
ลูกเตะที่ตั้งใจจะซัดออกไปกลับดูอ่อนนุ่มนิ่มนวล ซึ่งยิ่งไปกระตุ้นความปรารถนาของลู่เหย่ให้พลุ่งพล่านขึ้นไปอีก
“ลู่เหย่ คุณไม่อยากรู้จริงๆ เหรอว่าฉันซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?”
“คุณอย่าบอกผมเลย อย่าบอกใครทั้งนั้น เก็บมันไว้กับตัวให้ดีที่สุดเถอะ”
“คุณไม่สงสัยบ้างเลยเหรอ?”
“งานของผมมันเฉพาะทาง ต้องคลุกคลีกับสายลับอยู่ตลอดเวลา เผื่อวันไหนผมถูกจับตัวไปแล้วพวกมันใช้วิธีทรมานจนผมทนไม่ไหว แล้วหลุดปากเรื่องของคุณออกไปจะทำยังไงล่ะครับ?”
“เหอะ อย่างคุณเนี่ยนะจะเป็นเชลย?”
“ก็แค่เผื่อไว้ไง สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง คนที่เดินอยู่บนคมดาบทุกวันอย่างผม ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่พลาดตลอดไป?”
“ก็ได้ค่ะ งั้นไปทำกับข้าวเถอะ ฉันหิวแล้วล่ะ”
“รับทราบครับ”
ลู่เหย่ลุกไปที่ห้องครัว แต่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อกับข้าวเลย
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะบอกชีชีว่าจะออกไปซื้อข้างนอก เขาก็ต้องยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า
ในอ่างมีปลาหลีฮื้อตัวใหญ่หนักสี่ห้าชั่งว่ายวนอยู่สะบัดหางไปมา
บนเขียงมีหมูสามชั้นที่สดมากวางอยู่ มีขาหมูพะโล้หนึ่งขา และผักนานาชนิดที่วางอยู่เต็มตะกร้า
ถังข้าวสารที่เคยว่างเปล่าก็เต็มปรี่ เมล็ดข้าวทุกชนิดดูอวบอิ่มเป็นมันวาว เห็นได้ชัดว่าคุณภาพดีกว่าที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปมากนัก
สมองของลู่เหย่ถึงกับส่งเสียง ‘อื้ออึง’ ขึ้นมา “นี่ผมแต่งงานกับแม่นางหอยขม [1] หรือเปล่าเนี่ย?”
เชิงอรรถ
[1] แม่นางหอยขม คือตำนานพื้นบ้านที่โด่งดังมากของจีน ซึ่งเป็นที่มาของสำนวนที่คนจีนใช้เรียกหญิงสาวที่แอบมาช่วยทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็ง