บทที่ 118 ตามหาจนเจอต้นตอ
บทที่ 118 ตามหาจนเจอต้นตอ
“ฉันยังมีธุระอื่นอีก รบกวนคุณช่วยส่งต่อของพวกนี้ให้เธอหน่อยได้ไหม” เหมียวกุ้ยหลานแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากจะรั้งอยู่นานนัก
“ไม่ค่อยดีมั้งคะ? เกิดของหายขึ้นมาฉันจะอธิบายลำบาก”
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน? ชีหมิงเยว่ลูกสาวฉันไม่ใช่คนใจคอคับแคบขนาดนั้นหรอก”
“เธอเป็นอย่างนั้นค่ะ”
“...” เหมียวกุ้ยหลานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เธอตั้งท่าจะเอ่ยขัดแต่ถูกชีชีพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้าคุณไม่มีเวลารอจริงๆ ก็เอาของไปฝากไว้ที่ป้อมยามเถอะค่ะ ที่นั่นคนพลุกพล่าน จะได้มีคนช่วยเป็นพยานให้ด้วย”
“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยนี่? ก็คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ช่วยเหลือกันนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นอะไรไป?”
เหมียวกุ้ยหลานจะยอมทิ้งของไว้ที่ป้อมยามได้อย่างไร ในกระเป๋านั้นมีจดหมายที่เธอเขียนถึงชีหมิงเยว่อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้ใครล่วงรู้ได้เด็ดขาด
ชีชีคลี่ยิ้ม “คนบ้านใกล้เรือนเคียงช่วยเหลือกันน่ะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกค่ะ”
ใบหน้าของเหมียวกุ้ยหลานเริ่มฉายแววยินดี
แต่แล้วชีชีก็เอ่ยต่อว่า “แต่คุณก็ลองดูสิคะว่าลูกสาวคุณน่ะเขาทำตัวกับคนอื่นยังไง อย่าว่าแต่ฉันเลย คนในเขตบ้านพักนี้คุณจะลองไปถามใครดูก็ได้ ว่ามีใครเต็มใจจะช่วยส่งของให้เขาบ้างไหม เผื่อว่าถึงตอนนั้นของไม่หาย แต่เขาจะตู่เอาว่าหายแล้วบังคับให้ชดใช้เงินใครเขาจะหาเรื่องใส่ตัวให้ลำบากเปล่าๆ ล่ะคะ”
เดิมทีบางคนเห็นเหมียวกุ้ยหลานแต่งกายดูดี นึกว่าเป็นคนมีตำแหน่งฐานะ จึงคิดอยากจะเข้าไปทำความรู้จักเผื่อจะได้ผลประโยชน์บ้าง
ทว่าพอได้ยินชีชีพูดเช่นนั้น บรรดาคนที่กำลังลังเลอยู่นั้นต่างก็ถอยกรูดกลับไปทันที
ชีหมิงเยว่นั้นไม่ใช่คนเคี้ยวง่ายๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีกว่า
เหมียวกุ้ยหลานกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นสายตาของทุกคนที่พยายามหลบเลี่ยงอย่างชัดเจน มีหรือที่เธอจะไม่เข้าใจ?
เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่หมุนตัวเดินจากไปทันที
ชีชีจ้องมองตามหลังเหมียวกุ้ยหลานไปอย่างใช้ความคิด ฟังจากน้ำเสียงการพูดจาแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่แม่ของหม่าหลงเสียแล้ว
แต่ไม่ใช่ว่าชีหมิงเยว่สลับตัวกับชีชีหรอกหรือ? แม่แท้ๆ ของเธอควรจะเป็นคนบ้านนอกไม่ใช่หรือไง
ชีชีพลันนึกถึงคำพูดที่เหมียวหงเคยบอกไว้ ว่าชีเจี้ยนกั๋วมี 'รักแรก' อยู่ในใจ และชีหมิงเยว่ก็คือลูกของพวกเขาสองคน
ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็ปะติดปะต่อกันได้พอดี แม้แม่แท้ๆ ของเธอคนนี้จะมีอายุแล้ว แต่ก็ยังดูมีเสน่ห์เหลือร้าย หางตาและคิ้วยังแฝงไปด้วยจริตจะก้าน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมหยุดนิ่งคนหนึ่ง
“หึๆ น่าสนใจดีแฮะ นี่ฉันเพิ่งจะปิดประตูใส่หน้า 'แม่แสงจันทร์ขาว' ของชีเจี้ยนกั๋วไปเหรอเนี่ย? สะใจชะมัด”
“ทุกเหตุย่อมมีผล ผลกรรมของคุณก็คือฉันนี่ไงล่ะ”
ชีชีกลับไปจัดการเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าของตนต่อด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน
อันที่จริงในพื้นที่มิติของหญิงสาวมีของสำเร็จรูปอยู่แล้ว แค่เอาออกมาติดตั้งก็ใช้ได้ทันที
การเชื่อมต่อแผงโซลาร์เซลล์เข้ากับท่อน้ำไม่ใช่เรื่องยากสำหรับช่างเทคนิคที่เคยประดิษฐ์เครื่องจักรกลการเกษตรด้วยมือเปล่าอย่างเธอ
พอเสร็จงานเหล่านี้ เธอก็หยิบพวกผักดอง น้ำพริกเนื้อ พริกเผาเหล่ากานมา เนื้อหมูรมควัน กุนเชียง และปลาเค็มออกมาจากมิติ เพื่อจัดส่งไปให้พวกจ้าวเหมย
สภาพความเป็นอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นยากลำบาก หลังจากที่ชีชีจากมาแล้ว จ้าวเหมยและคนอื่นๆ คงหาเนื้อสัตว์ทานได้ยาก
ในเมื่อเสบียงของหญิงสาวมีมากมายทานเท่าไรก็ไม่หมด สู้ส่งไปให้เพื่อนฝูงได้ปรับปรุงมื้ออาหารให้ดีขึ้นจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน เธอก็ส่งของชุดหนึ่งไปให้ศาสตราจารย์จ้าวแห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรเมืองจิง รวมถึงเหล่าช่างเทคนิคที่เคยร่วมงานกันด้วย
พร้อมกันนั้นเธอยังเขียนรายงานสรุปความคืบหน้าของงานที่ตะวันตกเฉียงเหนือแนบส่งไปพร้อมกัน
กว่าจะจัดการธุระเสร็จสิ้นท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว แต่ลู่เหย่ยังไม่กลับมา
อันที่จริงชีชีเองก็มีความกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าลู่เหย่จะควบคุมตัวเองไม่ได้จนเผลอเปิดเผยพลังพิเศษออกมา หรือกลัวว่าเรื่องของหวังเหมิ่งจะทำให้เกิดความสงสัย
แต่ต่อให้เธอกังวลเพียงใด ก็ทำได้แค่รอให้ลู่เหย่กลับมาถึงจะรู้สถานการณ์จริง
ในตอนนั้นเอง เสียงเปิดประตูก็ดังมาจากบ้านข้างๆ
“แม่คะ ทำไมก่อนมาไม่บอกฉันสักคำ ฉันจะได้ไปรับที่สถานี”
“แม่ไม่ต้องการให้ลูกไปรับหรอก แม่มาเพราะธุระเรื่องงานน่ะ เลยถือโอกาสมาเยี่ยมลูกด้วย คงอยู่ไม่นานนักหรอก”
“พวกเราแม่ลูกเนี่ย กว่าจะได้เจอกันแต่ละทีช่างยากเย็นจริงๆ”
“พอแล้ว แม่เองก็มีเรื่องลำบากใจของแม่ ถึงหลายปีมานี้แม่จะไม่ได้อยู่ข้างกายลูก แต่แม่ก็ไม่เคยปล่อยให้ขาดเหลืออะไรนะ”
“ตอนนี้ไอ้คนโง่ชีเจี้ยนกั๋วมันไม่แยแสลูกแล้ว และแม่เองก็ไม่สะดวกจะโอนเงินให้ลูกบ่อยๆ เลยต้องหาเวลาว่างแวะมาดูให้เห็นกับตา”
“จากเมืองจิงมาถึงฮั่นเฉิงมันไกลแค่ไหนเชียว? ปีหนึ่งแม่จะมาได้สักกี่ครั้งกันคะ?” น้ำเสียงของชีหมิงเยว่แฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“แล้วมันจะทำยังไงได้ล่ะ? ใครใช้ให้ลูกรีบร้อนแต่งงานออกเรือนไปเองล่ะ? ถ้ารออีกนิดละก็ แม่ต้องหาชายหนุ่มดีๆ ในเมืองจิงให้ได้แน่”
“แม่คะ หม่าหลงเขาก็ไม่ได้แย่นะ อีกหน่อยเขาก็ต้องได้เป็นข้าราชการระดับสูงแน่ๆ”
“เป็นข้าราชการระดับสูงแล้วมันมีประโยชน์อะไร? เขาดีกับลูกไหม? หาเงินมาให้ใช้หรือเปล่า? แม่น่ะผ่านโลกมาก่อน มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าในใจผู้ชายคนนั้นน่ะไม่มีลูกอยู่เลย”
“แม่คะ... เลิกพูดเรื่องเขาเถอะค่ะ”
“ถ้าลูกอยากจะผูกคอตายกับต้นไม้คดๆ ต้นนี้แม่ก็ไม่ห้ามหรอก แต่ถ้าวันข้างหน้าต้องเสียใจขึ้นมา ก็อย่ามาร้องไห้ฟูมฟายกับแม่แล้วกัน”
“ฉันไม่มีวันเสียใจค่ะ”
“ไม่รู้ว่าลูกจะดื้อดึงไปเพื่ออะไร? ถ้าเชื่อฟังแม่ ก็รีบหย่าให้มันจบๆ ไปซะ ในขณะที่ยังสาวยังสวยอยู่ก็กลับเมืองจิงไปหาคนดีๆ ใหม่เสีย แต่ถ้าลูกยังรั้นอยู่อย่างนี้ วันข้างหน้าแม่ก็จะไม่ยุ่งกับลูกอีกแล้ว”
“ฉันไม่หย่าค่ะ ถ้าหย่าตอนนี้ สิ่งที่ฉันทุ่มเทไปก่อนหน้านี้มันจะกลายเป็นอะไรล่ะคะ?”
“แม่ว่านะ ไอ้หม่าหลงคนนี้มันคือหลุมที่ไม่มีวันเต็ม ลูกหย่าตอนนี้คือการหยุดการขาดทุนให้เร็วที่สุด”
“บ้านเราต่อให้มีภูเขาทองภูเขาเงินก็ไม่พอให้มันล้างผลาญหรอก”
“น้องชายของลูกก็โตขึ้นทุกวัน เรื่องที่ต้องใช้เงินก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ”
“วันข้างหน้าแม่ต้องดูแลน้อง เขาต่างหากที่จะเป็นที่พึ่งให้เราสองคนแม่ลูก”
ไม่ใช่ว่าชีชีอยากจะแอบฟังเสียงข้างบ้านหรอกนะ แต่ประสาทการได้ยินของเธอมันดีเยี่ยมเกินไป แม้บ้านข้างๆ จะพยายามลดเสียงคุยกันเบาแค่ไหนเธอก็ยังได้ยินชัดแจ๋วทุกคำ
แล้วหญิงสาวก็เดาถูกจริงๆ นี่คือแม่แท้ๆ ของชีหมิงเยว่!
แต่ที่ชีชีไม่คาดคิดก็คือ ชีเจี้ยนกั๋วยอมปล่อยมือและไม่สนใจไยดีหล่อนแล้วจริงๆ
ในตอนนั้นเขายอมแม้กระทั่งทิ้งลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเพื่อชีหมิงเยว่ ต่อให้ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเขาก็ไม่เสียดาย
สงสัยคราวนี้คงจะโดนทำร้ายจิตใจจนเจ็บช้ำเกินจะทนแล้วกระมัง
ทว่าชีชีไม่ได้รู้สึกสงสารอีกฝ่ายเลยสักนิด
คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์แบบนั้น สมควรแล้วที่จะได้รับผลกรรมแบบนี้ สมน้ำหน้า!
“แม่คะ แล้วตกลงพ่อของฉันคือใครกันแน่?”
คำถามของชีหมิงเยว่เปรียบเสมือนเสียงอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางใจของชีชีทันที
คุณพระช่วย! แม่ของชีหมิงเยว่คนนี้ก็ไม่เบาเลยนะเนี่ย
มิน่าล่ะถึงได้หลอกล่อให้ชีเจี้ยนกั๋วยอมเป็นไอ้โง่รับสมอ้างเลี้ยงลูกคนอื่นมาตั้งสิบกว่าปี
หือ... นี่มันจะน้ำเน่าเกินไปแล้วนะเนี่ย ละครโทรทัศน์ยังไม่กล้าเขียนบทให้เป็นแบบนี้เลย
ชีชีที่เดิมทีไม่ได้สนใจสองแม่ลูกคู่นี้เท่าไร พลันหูผึ่งขึ้นมาในทันที
ได้ยินเสียงเหมียวกุ้ยหลานถอนหายใจยาว “ตอนนั้นแม่ยังสาว ยังไม่เดียงสา แม่เข้าใจมาตลอดว่าแกเป็นลูกของชีเจี้ยนกั๋ว แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าไม่ใช่”
“เหอะๆ สรุปคือแม้แต่แม่เองก็ไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆ ของฉันเป็นใครสินะคะ? แม่เคยไปนอนกับผู้ชายมากี่คนกันแน่เนี่ย?”
‘เพียะ!’
เสียงตบนั้นดังสนั่นและดูท่าจะแรงไม่ใช่น้อย แค่ฟังก็ได้ยินถึงความเจ็บปวด
“ฉันเป็นแม่นะ! แกพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ไม่มีพ่อแล้วมันจะทำไม? หลายปีมานี้ฉันเคยปล่อยให้แกอดอยากหรือขาดเสื้อผ้าใส่ไหม? ฉันอุตส่าห์วางแผนเรื่องแต่งงานให้แก ถางทางเดินให้แกสารพัด”
“แต่ดูแกสิ? ถ้ารู้จักทำตัวให้ดีกว่านี้ละก็ แกคงไม่ตกอับมาถึงจุดนี้หรอก”
“แค่ผู้ชายคนเดียวยังจัดการไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าแกมีส่วนไหนที่เหมือนฉันบ้าง?”
“ฉันไม่สนค่ะ ฉันจะให้หม่าหลงเป็นผู้บัญชาการกองพลให้ได้ ฉันจะเป็นคุณนายผู้บัญชาการ เรื่องเงินนี้แม่ต้องช่วยฉันหาทางจัดการนะ”
“แม่จะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน? นั่นมันตั้งหลายแสนนะ วางซ้อนกันสูงท่วมหัวคนเลย ต่อให้แกเอาตัวแม่ไปแลกมันก็ยังไม่คุ้มค่าเงินขนาดนั้นเลย”
“ก็ไม่ได้บอกให้แม่ให้มาทีเดียวนี่คะ ค่อยๆ คิดหาทางไปสิ”
ชีหมิงเยว่พึมพำเสียงค่อย ตอนนี้หล่อนเหลือที่พึ่งเพียงคนเดียวแล้ว จะยอมให้พังทลายลงไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้น แม้จะถูกตบ เธอก็ไม่ได้แผลงฤทธิ์อาละวาดเหมือนอย่างเคย
“ชาติก่อนฉันคงไปติดค้างอะไรแกไว้จริงๆ” น้ำเสียงของเหมียวกุ้ยหลานแฝงแววขุ่นเคืองอย่างชัดเจน “นี่เงินห้าร้อยหยวน เอาไปใช้ประหยัดๆ หน่อยแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะแม่!” ชีหมิงเยว่เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที “แม่รักฉันที่สุดแล้ว”
ชีชีลอบเบะปากเบือนหน้าหนี มิน่าล่ะ ชีหมิงเยว่ถึงได้กล้าไปทำเรื่องอย่างว่ากับไช่เหวินเจี๋ยในป่าละเมาะทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน ที่แท้สันดานมันก็มาจากต้นตออย่างนี้นี่เอง
ช่างเป็นคู่แม่ลูกที่วิปริตผิดมนุษย์จริงๆ!