บทที่ 119 นี่หรือคือท่าทีของคนมาขอความช่วยเหลือ
บทที่ 119 นี่หรือคือท่าทีของคนมาขอความช่วยเหลือ
ชีชีพลันรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาแทน ชีหมิงเยว่ที่เป็นเพียงลูกหลงที่แม้แต่แม่แท้ๆ ยังไม่รู้ว่าใครคือพ่อ กลับกล้าข่มเหงรังแกเจ้าของร่างเดิมจนถึงแก่ความตาย
เดิมทีเธอตั้งใจว่าเมื่อกลับมาครั้งนี้จะหาทางเก็บกู้ระบบของหม่าหลงไปเสีย เพื่อไม่ให้เขามาคอยป้วนเปี้ยนกวนสายตาเธออีก
แต่ตอนนี้ชีชีเปลี่ยนใจแล้ว!
หญิงสาวจะทิ้งมันไว้แบบนั้นแหละ ให้ชีหมิงเยว่ยอมทุ่มเทจนสิ้นเนื้อประดาตัวเพื่อระบบเฮงซวยนี่ สุดท้ายก็ให้เหลือเพียงความว่างเปล่า ทั้งคนทั้งเงินไม่เหลือสักอย่าง
ไม่ใช่แค่เหมียวกุ้ยหลานที่มองเห็นอนาคตของชีหมิงเยว่ แม้แต่ชีชีเองก็มองเห็นเช่นกัน
ดูจากท่าทางที่หม่าหลงปฏิบัติต่อชีหมิงเยว่ ถ้าเธอไม่มีประโยชน์หลงเหลืออยู่บ้างละก็ ป่านนี้คงถูกเฉดหัวทิ้งไปนานแล้ว
ตำแหน่งภรรยาผู้บัญชาการกองพลมันเป็นกันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? เหอะ!
เธอล่ะตั้งตารอดูจริงๆ
วันนี้ลู่เหย่กลับบ้านค่อนข้างค่ำ กว่าเขาจะก้าวเท้าเข้าบ้าน ชีชีก็ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขายังไม่รีบร้อนกินข้าว แต่กลับมุ่งตรงไปยังห้องครัวทันที
“กินข้าวได้แล้วค่ะ จะรีบไปไหนน่ะ?” ชีชีมองตามแผ่นหลังที่รีบเร่งของเขาด้วยความประหลาดใจ
“คุณกินก่อนเลย ผมจะไปต้มน้ำร้อนให้ก่อน พอกินเสร็จคุณจะได้อาบน้ำได้เลย ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว รีบอาบรีบพักผ่อนจะได้ไม่หนาว”
ชีชีคว้าตัวเขาดึงกลับมา “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องต้มน้ำอาบแล้วค่ะ”
“หืม?” ลู่เหย่ทำหน้ามึนงง “ก็คุณชอบความสะอาดที่สุดไม่ใช่เหรอ?”
ชีชีผลักเขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ “นี่เขาเรียกว่าเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าค่ะ ฉันเพิ่งเปิดเครื่องเมื่อกี้ พอกินข้าวเสร็จก็น่าจะอาบได้พอดี ใส่น้ำครั้งเดียวพอสำหรับเราสองคนเลย”
“สวรรค์! มีของดีแบบนี้ด้วยเหรอ? แล้วไฟฟ้ามันมาจากไหนล่ะ?” ลู่เหย่ทำตัวราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย ลูบๆ คลำๆ ไปทั่วด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“เราคุยไปกินไปได้ไหมคะ? ฉันหิวแล้ว”
“ไปๆๆ กินข้าวกันก่อน เดี๋ยวภรรยาผมจะหิวจนเป็นลมไปเสียก่อน”
ลู่เหย่จูงมือเล็กๆ ของชีชีกลับไปที่ห้องครัว กดตัวหญิงสาวให้นั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนตัวเองรีบวิ่งไปตักน้ำแกงมาให้
“มาครับ ซดน้ำแกงอุ่นๆ รองท้องก่อน”
น้ำแกงไก่ถ้วยนี้ชีชีตุ๋นมาทั้งบ่าย กลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้น มีน้ำมันสีทองลอยฟ่องอยู่ด้านบน ต่อให้เป็นลู่เหย่ที่ได้กินเนื้อกินหนังอยู่ทุกวันเห็นแล้วยังต้องน้ำลายสอ
ระหว่างมื้ออาหาร ชีชีเล่าเรื่องแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องปั่นไฟแบบใช้เท้าปั่นให้เขาฟัง พร้อมทั้งอธิบายหลักการและวิธีการใช้งานอย่างละเอียด
“นี่มันของวิเศษชัดๆ ถ้าผลิตออกมาได้จำนวนมากคงสร้างประโยชน์ได้มหาศาลเลย”
“ความคิดดีค่ะ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประเทศไหนในโลกผลิตมันออกมาได้เลย”
ลู่เหย่อ้าปากค้าง เขาอยากจะถามเหลือเกินว่า 'แล้วคุณไปเอามาจากไหน?'
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามออกไป
นับตั้งแต่รู้ว่าชีชีมีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ เขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจมาตลอด
ชายหนุ่มมักจะรู้สึกว่า ชีชีไม่ใช่คนของโลกใบนี้ และไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องจากไป
เปรียบเสมือนตงหย่งที่ตกหลุมรักธิดาเทพองค์ที่เจ็ด สุดท้ายก็ต้องถูกเจ้าแม่หวังมู่พรากจากกัน
แต่อย่างน้อยสองคนนั้นยังได้พบกันที่สะพานนกกระเรียนปีละครั้ง
หากวันหนึ่งชีชีจากไป เขาไม่รู้เลยว่าจะยังมีโอกาสได้พบเธออีกไหม
แม้เขาจะเป็นพวกยึดถือลัทธิวัตถุนิยมอย่างเหนียวแน่น และเชื่อเสมอว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติย่อมมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ทว่าพลังพิเศษในตัวเขา และสิ่งของที่จู่ๆ ก็โผล่มาในบ้าน มันเกินกว่าความรู้ที่เขาจะเข้าใจได้ และไม่มีหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของมันได้เลย
ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองแค่ฝันไป พอตื่นขึ้นมาทุกอย่างคงกลับเป็นปกติ
แต่จากการฝึกซ้อมในวันนี้ที่เขาเกือบจะทำร้ายเพื่อนร่วมรบเข้า นั่นพิสูจน์ว่าพลังพิเศษนี้มีอยู่จริง
และพลังนี้ไม่ได้มีมาแต่เกิด แต่ชีชีเป็นคนมอบให้เขา
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งกลัว ชายหนุ่มพยายามคีบกับข้าวใส่ชามของชีชีไม่หยุด “ชีชี กินเยอะๆ นะ คุณผอมลงตั้งเยอะแน่ะ”
ลู่เหย่รู้ดีว่าหลายเรื่องเขาไม่อาจควบคุมได้ เขาจึงทำได้เพียงใช้วิธีที่ซื่อตรงที่สุดคือดูแลชีชีให้ดีที่สุด เพื่อให้เธออาลัยอาวรณ์จนไม่อยากจากเขาไป
ชีชีลอบกลอกตามองบนในใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าดวงตาผู้ชายคนนี้มองยังไง เธอเพิ่งชั่งน้ำหนักวันนี้ เห็นชัดๆ ว่าอ้วนขึ้นมาสองชั่ง
แต่ถึงอย่างนั้น การที่มีคนคอยพะเน้าพะนอเอาใจมันก็รู้สึกดีจริงๆ หญิงสาวจึงหลับตาพริ้มเสวยสุขเสียเลย
ชีชีได้รับการปรนนิบัติจนสุขกายสบายใจ และหลับฝันดีตลอดคืน
ส่วนชีหมิงเยว่ เนื่องจากได้เงินมาจากแม่แท้ๆ อารมณ์จึงดีขึ้นมาก ถึงขนาดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นใบหน้าอันเย็นชาของหม่าหลง
หม่าหลงเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่าย และไม่สนใจว่าเงินของเธอจะมาจากไหนหรือได้มาอย่างไร ขอแค่มีเงินก็พอ
เพราะลำพังเงินเบี้ยเลี้ยงของเขาจะเอาไปหล่อเลี้ยงระบบนั้นมันยากเกินไป
เพื่ออนาคตทางการเมือง เขาจะทำเรื่องผิดกฎหมายไม่ได้ แม้แต่ตลาดมืดเขาก็ไม่กล้าไป เพราะเกรงว่าจะถูกคนจับจุดอ่อนเอาได้
วันรุ่งขึ้น ชีชีนอนหลับอุตุจนตะวันโด่งถึงได้ตื่น
ช่วยไม่ได้ ก็ลู่เหย่ที่มีพลังพิเศษน่ะสิ ช่างดุดันเสียเหลือเกินจนเธอแทบจะรับมือไม่ไหว
สิ่งแรกที่ทำหลังจากตื่นคือการกระดกน้ำพุวิญญาณแก้วใหญ่เข้าไป ถึงได้รู้สึกว่าเดินเหินไม่ค่อยหวิวๆ เท่าไร
ทว่าพอเห็นข้าวปลาอาหารที่อุ่นไว้ในเตา ความขุ่นเคืองในใจก็มลายหายไปทันที
ตาผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้ ถึงตอนอยู่บนเตียงจะทำตัวไม่เหมือนคน แต่ยามปกติเขาก็รู้จักถนอมน้ำใจคนเก่งทีเดียว
ชีชีนั่งกินข้าวอย่างเกียจคร้านจนอิ่มท้อง พลันรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย
โรงเรือนเพาะปลูกนั้นเธอส่งมอบให้กองทัพไปแล้วก่อนจะไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ปัจจุบันมีคนคอยดูแลเป็นการเฉพาะ
ส่วนเทคนิคการคลุมดินด้วยพลาสติกที่หญิงสาวเสนอไปก็ได้รับการยอมรับ ทุกคนเตรียมความพร้อมกันหมดแล้ว รอเพียงการทำนาในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ฤดูหนาวในฮั่นเฉิงนั้นอยู่สบายกว่าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนืออย่างเห็นได้ชัด แม้ชนิดของอาหารจะไม่หลากหลายนัก แต่พอถูไถให้กินอิ่มท้องได้
เมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ที่นี่ถือว่ามั่งคั่งทีเดียว
ชีชีพิจารณาดูแล้ว สิ่งเดียวที่ตนขาดในตอนนี้คือฟืน เมื่ออากาศหนาวจัดจนถึงที่สุดเธอคงไม่อยากออกไปไหน
การได้ขลุกตัวอยู่ในบ้านที่มีน้ำมีท่าอุดมสมบูรณ์มันไม่หอมหวานกว่าหรือ? จะออกไปรับลมหนาวข้างนอกให้ลำบากทำไม?
ดังนั้นหญิงสาวจึงวางแผนว่าช่วงสองสามวันนี้ที่อากาศยังดี จะออกไปเก็บฟืนกลับมาตุนไว้ให้มากหน่อย
ทว่าพอเดินพ้นประตูบ้าน ก็เห็นหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารวิ่งหน้าตั้งมาที่บ้านของเธอ
“สหายชี สหายชี คุณกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย”
เขาวิ่งมาอย่างเร่งรีบ พอหยุดยืนได้ก็ยังหอบจนตัวโยน
ชีชีไม่ได้มีความประทับใจอะไรกับตาแก่ไม้หลักปักเลนคนนี้เลย เธอถามออกไปเสียงเรียบ “หัวหน้ามีธุระอะไรกับฉันคะ?”
“เฮ้อ ก็เรื่องการแสดงวันเด็กปีหน้านั่นแหละครับ อยากจะถามดูว่าคุณพอจะมีเวลาไปช่วยชี้แนะหน่อยได้ไหม?”
ชีชีไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนคนนี้จะหน้าด้านได้ถึงขนาดนี้ เธอถึงกับพูดไม่ออก
“หัวหน้าคณะคะ คณะศิลปกรรมทหารของคุณไม่มีครูสอนเต้นรำสักคนเลยเหรอคะ? มาหาคนนอกอย่างฉันไปชี้แนะ มันดูไม่ถูกระเบียบและไม่สมเหตุสมผลเท่าไรมั้งคะ?”
“สหายชี คุณถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ การแสดงที่คุณจัดไว้น่ะ ผู้นำในเขตทหารต่างก็เอ่ยชมกันถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นผมเลยหวังว่าคุณจะมารับช่วงต่อให้จบ ผมเชื่อว่าคุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ ใช่ไหมครับ?”
เหอะ ช่างเป็นการพูดที่ยกยอเพื่อบีบบังคับกันเสียจริง ถ้าชีชีปฏิเสธ เธอก็จะกลายเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ทำงานครึ่งๆ กลางๆ อย่างนั้นหรือ?
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารคนนี้พูดจาไม่เข้าหูเลยจริงๆ
“หัวหน้าคณะคะ อย่างแรกเลย ฉันไม่ใช่คนของคณะศิลปกรรมทหาร ไม่ได้เงินสักหยวนเดียว ทำงานหนักอยู่ตั้งนานก็ไม่เคยบ่น ที่ฉันถอนตัวออกมา ก็เพราะคุณกลับกลอก ผิดคำพูดครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วตอนนี้ไหงกลายเป็นว่าฉันทำงานครึ่งๆ กลางๆ ไปได้ล่ะคะ? ถ้าคุณยังพูดจาแบบนี้อีก เราไปคุยเรื่องนี้ต่อหน้าผู้นำเขตทหารกันเลยไหมคะ?”
เมื่อเห็นว่าชีชีเริ่มมีน้ำโห หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารก็รีบร้อนปลอบโยนเป็นการใหญ่ “โธ่ สหายชี อย่าเพิ่งโมโหสิครับ ปากผมมันไม่มีหูรูดเอง พูดอะไรผิดไปก็อย่าถือสาหาความกันเลยนะครับ”
“ฉันไม่ถือสาคุณหรอกค่ะ เพราะเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยสักนิด เป็นคุณเองที่มาอ้อนวอนขอให้ฉันช่วยแท้ๆ แต่สุดท้ายกลับคิดจะมาข่มเหงกัน คุณคิดว่าฉันเป็นคนหัวอ่อน ยอมคนง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารหน้าแดงก่ำ เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ ว่าชีชีเป็นเพียงภรรยาทหารตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ขู่ไม่กี่คำก็คงยอมสยบแล้วเข้าไปทำงานให้ว่าง่าย
แต่ใครจะไปคิดว่าเธอไม่ใช่คนเคี้ยวง่าย แถมยังกล้าทิ้งงานจริงๆ เสียด้วย
เดิมทีเขาคิดจะเปลี่ยนการแสดงไปเลย ทว่าเด็กๆ ไม่กี่คนในนั้นกลับนำการแสดงที่ชีชีฝึกซ้อมให้ไปแสดงให้ผู้ปกครองดูที่บ้าน ซึ่งผู้ปกครองเหล่านั้นล้วนแต่เป็นระดับผู้นำที่มีหน้ามีตาในสังคม แถมยังเอ่ยชมหัวหน้าคณะเสียยกใหญ่ว่าเลือกการแสดงได้ดี
หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารทั้งดีใจและกลัดกลุ้ม
การได้รับการยอมรับจากผู้นำถือเป็นเกียรติยศสูงสุด
ทว่าจนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยเห็นการแสดงที่จบสมบูรณ์เลยสักครั้ง
และการแสดงชุดนี้ นอกจากชีชีแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าท่วงท่าต่อไปต้องทำอย่างไร
เขาจึงต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่ยอมลดตัวลงมา จึงเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ขึ้น
ตอนนี้เขาอยากจะตบปากตัวเองจริงๆ ที่พูดจาพล่อยๆ ออกไป
“สหายชี ผมขอร้องเถอะครับ คณะศิลปกรรมทหารของเราจะกู้หน้าคืนมาได้ไหมครั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณคนเดียวเลย”
“เสียใจด้วยค่ะ ฉันไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องไร้สาระของพวกคุณอีกแล้ว” ชีชีปฏิเสธทันควัน ไม่เหลือเยื่อใยแม้แต่นิดเดียว