LNCrawler

บทที่ 120 เล่นพิเรนทร์จนได้เรื่อง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 120 เล่นพิเรนทร์จนได้เรื่อง

        หัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารยืนกระสับกระส่ายอยู่ ณ จุดเดิม พลางถูมือไปมาด้วยความลำบากใจ “สหายชี คุณลองเก็บไปคิดดูอีกสักนิดเถอะครับ”

       ชีชีไม่ได้สนใจอีกฝ่ายอีก หญิงสาวจัดการลงกลอนประตูบ้านแล้วมุ่งหน้าขึ้นเขาไปเก็บฟืน

       ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการใช้ชีวิตสงบสุขของเธอ ส่วนชื่อเสียงจอมปลอมพวกนั้น หากชีชีต้องการเมื่อไหร่ก็หามาได้เสมอ

       ฟืนที่บ้านถ้าไม่รีบไปเก็บมาเพิ่ม เห็นทีคงจะได้หมดคลังเข้าจริงๆ

       พออากาศเริ่มหนาว คนที่ขึ้นเขามาหาฟืนก็พลอยเยอะตามไปด้วย ชีชีพบคนรู้จักในเขตบ้านพักทหารอยู่หลายคน

       “สหายเสี่ยวชีมาเก็บฟืนเหมือนกันหรือนี่?”

       พี่สะใภ้หลี่ตะโกนทักทายมาแต่ไกลเมื่อเห็นเธอ

       “ค่ะ ช่วงนี้ลู่เหย่เขายุ่ง ฉันเลยต้องมาเอง”

       ทุกคนต่างรู้ดีว่าลู่เหย่ได้เข้าไปอยู่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษแล้ว

       “ได้ยินว่าลู่เหย่บ้านเธอจวนจะสร้างผลงานใหญ่อีกแล้วนะ เห็นว่าไปกวาดล้างรังพวกสายลับจนเรียบวุธเลยนี่นา”

       “จริงหรือคะ? พวกพี่นี่หูไวตาไวกันจริงๆ ฉันเองยังไม่รู้เรื่องเลยค่ะ”

       ชีวิตก็เหมือนละคร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทักษะการแสดง ชีชีจะไม่ยอมให้ใครมาจับพิรุธได้เป็นอันขาด

       คนที่ถามอาจไม่ได้คิดอะไร แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆ แล้วแฝงเจตนาอื่นไว้หรือไม่?

       หากเกิดมีคนนำเรื่องนี้ไปรายงานว่าลู่เหย่รั่วไหลความลับทางทหารขึ้นมาจะทำอย่างไร?

       เมื่อเห็นว่าชีชีพูดจาแบ่งรับแบ่งสู้อย่างรัดกุม ทุกคนจึงไม่กล้าชวนคุยเรื่องนี้ต่อ

       “ปีนี้หน้าหนาวมาเร็ว พวกเราต้องเตรียมฟืนไว้เยอะๆ หน่อย”

       “ปีใหม่นี้พวกพี่ๆ ไม่กลับบ้านเกิดกันหรือคะ?”

       “ไม่กลับได้ที่ไหนล่ะ? แม่สามีบ้านฉันน่ะ ความสามารถไม่ค่อยมีแต่ศักดิ์ศรีน่ะเรื่องใหญ่เชียว”

       “ชีชี บ้านเธออยู่เมืองจิงใช่ไหม? ปีใหม่นี้จะกลับไหมจ๊ะ?”

       เรื่องที่ชีชีประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับเหมียวหงนั้นโด่งดังไปทั่วเขตบ้านพักทหาร ไม่มีทางที่คนพวกนี้จะไม่รู้

       คนที่พูดประโยคนี้ออกมา จงใจจะจี้ปมในใจของเธอชัดๆ

       แต่น่าเสียดายที่ชีชีไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว

       “เขตบ้านพักทหารนี่แหละค่ะคือบ้านของฉัน ไม่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนให้เหนื่อย อยากทานอะไรก็มีทุกอย่าง”

       คำพูดของชีชีทำเอาทุกคนเริ่มรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาลึกๆ ใครบ้างที่บ้านไม่ถูกแม่สามีกดขี่? ทุกเดือนต้องส่งเงินเลี้ยงดูไม่พอ เทศกาลต่างๆ ยังต้องส่งของไปกำนัลอีก

       อย่างเธอนี่สิที่เรียกว่าอยู่ดีมีสุข แยกมาอยู่กันเองสองคน เงินเดือนทั้งคู่ก็ใช่ว่าจะน้อยนิด ใช้จ่ายกันเองแค่สองสามีภรรยา ลูกเต้าก็ยังไม่มี ใครเล่าจะไม่ริษยา?

       ยุคสมัยที่ข้าวยังแทบไม่พออิ่มเช่นนี้ บ้านไหนมีคนเพิ่มมาคนหนึ่งก็เท่ากับมีปากเพิ่มมาอีกหนึ่งปาก โดยเฉพาะเด็กที่กำลังโต ปริมาณธัญญาหารที่ได้รับปันส่วนก็น้อยกว่าผู้ใหญ่แต่กลับกินจุ ใครลูกเยอะคนนั้นก็ทุกข์ใจ

       ชีชีไม่มีความกังวลเรื่องนี้ และจะไม่มีวันกังวลด้วย

       อย่าว่าแต่เลี้ยงเด็กแค่คนสองคนเลย ต่อให้ต้องเลี้ยงสักสิบคนเธอก็เลี้ยงไหว

       คนที่มีพื้นที่มิติอยู่ในมือนั้น ย่อมมีที่มาของความมั่นใจเช่นนี้เอง

       เมื่อไม่ได้เปรียบทางคำพูด ทุกคนจึงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนไป

       พวกหล่อนคิดว่าตัวเองเคยชินกับงานใช้แรงงาน ฟืนที่เก็บได้ย่อมต้องมากกว่าชีชีอย่างแน่นอน

       ทว่าใครจะไปคาดคิด เพียงครู่เดียวข้างกายของชีชีก็มีฟืนมัดใหญ่กองอยู่ ทำเอาทุกคนมองตาเป็นมันด้วยความอิจฉา

       “สหายชี เก็บเยอะขนาดนี้จะขนกลับไหวหรือ?”

       “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมัดทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวลู่เหย่จะมาแบกกลับไปเอง”

       เอาเถอะ... กะจะค่อนขอดเขาแต่ไม่สำเร็จ กลับถูกยัดเยียดความหวานใส่ปากจนจุกเสียอย่างนั้น

       บรรดาภรรยาทหารที่สู้ชีชีไม่ได้สักอย่างจึงค่อยๆ ปลีกตัวออกห่างไปโดยสัญชาตญาณ ไม่เห็นหน้าเสียได้ก็คงจะไม่ฟุ้งซ่าน

       ชีชีเองก็ปรารถนาจะให้พวกหล่อนไสหัวไปไกลๆ อยู่แล้ว เธอจะได้ใช้พื้นที่มิติตุนฟืนไว้ให้ได้มากๆ

       เพื่อให้ฟืนของเธอมีสัญลักษณ์ที่สังเกตง่าย ชีชีจึงนำแถบผ้าสีแดงมาผูกไว้ที่ฟืนแต่ละมัด มองเห็นได้แต่ไกลว่านั่นคือของเธอ

       แม้จะไม่ถึงขั้นมีคนมาขโมยฟืน แต่ใครจะรู้ว่าอาจมีคนมากลั่นแกล้งลับหลังหรือไม่?

       คนที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตนเองนั้นมีอยู่ไม่น้อย ดูอย่างคนที่มีท่าทีประชดประชันเมื่อครู่สิ ดูท่าทางไม่ใช่คนดีนักหรอก

       เมื่อเห็นว่าทุกคนเดินไปไกลแล้ว ชีชีจึงแอบนำน้ำพุวิญญาณออกมาหยดไว้เล็กน้อย

       ในฤดูหนาว สัตว์ป่าบนเขามักจะมีไม่มากนัก แต่เมื่อได้รับกลิ่นน้ำพุวิญญาณ ต่อให้เป็นสัตว์ที่ฉลาดแค่ไหนก็ต้านทานไม่อยู่ พวกมันจะพากันวิ่งเข้ามาหาแต่โดยดี

       ทันทีที่ชีชีหยดน้ำพุวิญญาณลงไป ในป่าก็พลันเกิดเสียงสวบสาบดังขึ้น พร้อมกับเสียงกิ่งไม้หักดังระงม

       ชีชีใจกระตุกวูบ หรือว่าครั้งนี้เธอจะเรียก ‘ตัวใหญ่’ มาเสียแล้ว?

       เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย หญิงสาวรีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ด้วยความรวดเร็ว และมองเห็นจากระยะไกลว่ามีหมูป่าสามตัวกำลังวิ่งร้องคำรามมุ่งตรงมาทางนี้

       แย่แล้ว... เล่นพิเรนทร์จนได้เรื่องเข้าแล้ว

       ข้างล่างยังมีคนอยู่อีกตั้งเยอะ ถ้ามีใครบาดเจ็บขึ้นมาเรื่องใหญ่แน่

       “หนีเร็ว! มีหมูป่า!”

       ชีชีจงใจแผดเสียงตะโกนจนเสียงหลง เพราะเกรงว่าคนข้างล่างจะไม่เชื่อ

       พอได้ยินว่ามีหมูป่า ทุกคนก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

       หน้าหนาวบนเขาไม่มีอาหารให้กิน หมูป่ามักจะลงเขามาหาอาหารเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกปี

       ทว่าตอนนี้อากาศยังไม่หนาวจัดถึงที่สุด ทำไมหมูป่าถึงลงมาเร็วนักล่ะ?

       พี่สะใภ้หลี่ใจคอไม่ดี มองตามเสียงไปก็เห็นชีชีกำลังรูดตัวลงจากต้นไม้ใหญ่

       “สหายชี ทำไมเธอถึงขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ล่ะ?”

       “ฉันได้ยินเสียงผิดปกติเลยขึ้นไปดู หมูป่าค่ะ มากันสามตัวเลย หนีเร็ว!”

       ชีชีไม่สนฟืนพวกนั้นแล้ว เธอโกยอ้าววิ่งลงเขาไปทันที

       ชีชีต้องรีบไปตามคนมาช่วย ลำพังหมูป่าตัวเดียวเธอยังพอรับมือไหว แต่นี่มาพร้อมกันถึงสามตัว นอกจากวิ่งให้เร็วที่สุดแล้วหญิงสาวก็คิดวิธีอื่นไม่ออกจริงๆ

       พี่สะใภ้หลี่มองมัดฟืนที่ยังผูกไม่เสร็จด้วยความเสียดาย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งตามชีชีไป

       ในยามตระหนกตกใจ มนุษย์มักจะทำตามๆ กัน เมื่อมีคนวิ่ง ทุกคนก็พากันวิ่งตามเป็นพรวน

       ทว่าดันมีพวกดื้อรั้นที่ไม่ยอมเชื่อน้ำคำใคร “หมูป่าที่ไหนกัน? พวกเธอเห็นแล้วเหรอ? ไม่ใช่ว่าโดนยัยคนขี้ขลาดนั่นหลอกเอาหรอกนะ”

       พี่สะใภ้หลี่มองไปยังหญิงบ้าดีเดือดคนนั้นด้วยความเวทนา “จะมีหรือไม่มีก็หนีไปก่อนเถอะ ถ้าบังเอิญเจอเข้าจริงๆ มีหวังได้เอาชีวิตไปทิ้งแน่ๆ”

       “ขู่ใครน่ะ? ถ้ามีหมูป่าจริงป่านนี้ก็ได้ยินเสียงแล้ว ไม่รู้พวกเธอนี่จะวิ่งหนีอะไรกันนักหนา”

       พอเธอพูดอย่างนั้น บางคนก็เริ่มชะงักฝีเท้า

       เพราะเสียแรงเก็บฟืนมาตั้งนานแต่ยังไม่ได้รวบกลับไป ทุกคนต่างคิดว่า หมูป่ายังอยู่ไกล พลิกตัวกลับไปเก็บฟืนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

       คนที่มีความคิดเช่นนี้มีอยู่ไม่น้อย แต่ละคนจึงพากันเดินย้อนกลับไป

       พี่สะใภ้หลี่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ “ไอ้ฟืนไม่กี่มัดนั่นมันมีค่ามากกว่าชีวิตพวกเธอหรือไงกัน?”

       แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจฟังเธอเลย

       ชีชีไม่มีเวลามาต่อความยาวสาวความยืดกับคนพวกนี้ เธอต้องไปตามคนมาช่วย นั่นคือทางเดียวที่จะช่วยทุกคนได้ในตอนนี้

       เคราะห์ดีที่ลู่เหย่เห็นข้อความบนกระดาษที่ชีชีทิ้งไว้ก่อนออกจากบ้าน ทราบว่าหญิงสาวขึ้นเขามาเก็บฟืนจึงรีบตามมาทันที

       ข้างกายเขายังมีหลี่ต้าเฉียง และพลทหารที่หน้าตาไม่คุ้นอีกคนหนึ่ง

       ชีชีวิ่งมาอย่างแรงจนชนเข้ากับอ้อมกอดของเขาเต็มรัก

       “ลู่เหย่ หมูป่าค่ะ... มีสามตัว!”

       ชีชีหอบหายใจอย่างหนักจนพูดแทบไม่เป็นคำ

       เมื่อได้ยินว่ามีหมูป่าปรากฏตัวพร้อมกันถึงสามตัว ทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

       “เฉียงจื่อ นายกลับไปตามคนมาเพิ่ม ฉันกับต้าจ้วงจะขึ้นไปดูสถานการณ์ก่อน”

       “หัวหน้า ระวังตัวด้วยนะครับ!”

       หลี่ต้าเฉียงใส่เกียร์หมาวิ่งออกไปทันที แต่ก็ไม่วายตะโกนกำชับด้วยความเป็นห่วง

       ชีชีรีบดื่มน้ำพุวิญญาณอึกใหญ่ ก่อนจะพาลู่เหย่และต้าจ้วงมุ่งหน้าย้อนกลับไป

       เวลานี้บนเขาโกลาหลไปหมดแล้ว คนที่ย้อนกลับไปเก็บฟืนถูกหมูป่าพุ่งเข้าใส่จนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง มีทั้งคนที่ถูกขวิดจนบาดเจ็บ และคนที่วิ่งจนข้อเท้าแพลง เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว

       นังผู้หญิงที่ป่าวประกาศคนแรกว่าไม่มีหมูป่า ถูกหมูป่าพุ่งชนเข้าจังหน้าจนไส้ทะลักออกมา

       ชีชีไม่อยากจะยุ่งกับคนประเภทนี้เลยจริงๆ แต่ในเมื่อเธอเป็นคนล่อหมูป่ามาเอง จึงฝืนใจรินน้ำพุวิญญาณใส่ปากอีกฝ่ายไปอึกหนึ่ง

       ส่วนจะรอดชีวิตหรือไม่นั้น ก็สุดแท้แต่โชควาสนาแล้ว

       ลู่เหย่เห็นว่าหมูป่าทำร้ายคนบาดเจ็บ จึงชักปืนออกมาทันที เขาลั่นไกสามนัดเข้าที่หัวหมูป่าอย่างแม่นยำ หมูป่าทั้งสามตัวถูกยิงล้มพับลงทีละตัว ร่างของพวกมันไถลไปตามแรงส่งจนหยุดนิ่งสนิท

       ต้าจ้วงรีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบ เมื่อแน่ใจว่าตายสนิทแล้วจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

       ลู่เหย่ให้ต้าจ้วงอยู่เฝ้าซากหมูป่า ส่วนตัวเองรีบจัดระเบียบให้ทุกคนช่วยกันพาสมาชิกที่บาดเจ็บลงจากเขาไปรับการรักษา

       ผู้พันจางเมื่อได้ยินข่าวว่ามีหมูป่าอาละวาดจึงรีบนำกำลังขึ้นมาสมทบพอดี จึงได้ช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บลงไป

       ชีชีทรุดตัวนั่งลงกับพื้น หัวใจยังคงเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว

       คราวหน้าคราวหลัง สาบานเลยว่าจะไม่เล่นพิเรนทร์แบบนี้อีก มันเสี่ยงเกินไปจริงๆ!