บทที่ 123 ความงามที่เกินพอดีก็นับเป็นภาระอย่างหนึ่ง
บทที่ 123 ความงามที่เกินพอดีก็นับเป็นภาระอย่างหนึ่ง
หูเยว่นึกไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องปฏิเสธ แต่ไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
“สหายชี ฉันรู้ดีค่ะว่าเรื่องนี้คุณได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและหยาดเหงื่อไปมหาศาล แต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนที่ควรจะได้ จนทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ”
“หัวหน้าคณะหูคะ ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับความอยุติธรรมอะไรหรอกค่ะ เดิมทีที่ฉันรับทำเรื่องนี้ก็เพียงเพราะว่างจนไม่มีอะไรทำ เลยอยากหาอะไรสนุกๆ ทำแก้เบื่อเท่านั้น ไม่เคยคิดหวังจะเอาผลตอบแทนอะไรอยู่แล้ว ส่วนเรื่องความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่างนั้น มันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลยค่ะ”
คำพูดของชีชีช่างกระจ่างแจ้งและเปิดเผย จนหูเยว่ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะยกเหตุผลใดมาเกลี้ยกล่อมต่อดี
“สหายชีคะ การแสดงชุดที่คุณจัดทำไว้ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้ใหญ่ในกองทัพให้ความสำคัญมาก ฉันรู้ดีค่ะว่าตอนนี้จะเชิญคุณกลับไปคุณคงไม่เต็มใจ แต่ฉันก็ยังหวังว่าคุณจะเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ หากการแสดงนี้ออกมาดี มันย่อมเป็นเกียรติยศของกองทัพเราทั้งหมด
แน่นอนว่าหากคุณมีเงื่อนไขอะไรก็สามารถเสนอมาได้เลย ขอเพียงเป็นเรื่องที่ฉันสามารถจัดการให้ได้ ฉันจะพยายามตอบสนองความต้องการของคุณอย่างเต็มที่ค่ะ”
ชีชีเกลียดการฟังพวกเจ้าคนนายคนพูดจาแบบนี้ที่สุด อะไรคือการเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ? พูดให้ถูกก็คืออยากจะใช้งานเธอฟรีๆ แล้วหาเหตุผลที่ดูดีมีสง่าราศีมาอ้างก็เท่านั้น
ส่วนที่บอกว่าเงื่อนไขอะไรก็เสนอมาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเรื่องที่เธอทำได้ แล้วใครจะไปรู้ว่าอะไรที่เธอทำได้หรือไม่ได้? สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับฝีปากของเธอเพียงคนเดียวไม่ใช่หรือ?
แถมยังบอกอีกว่า ‘จะพยายามตอบสนองให้เต็มที่’
คำพูดที่กำกวมเอาแน่เอานอนไม่ได้พวกนี้ ฟังแล้วชวนให้หงุดหงิดใจเสียจริง
“หัวหน้าคณะหูคะ ฉันได้เสนอแผนการที่นำไปใช้ได้จริงไปหมดแล้ว ทั้งดนตรีประกอบ ท่าเต้น แม้แต่อุปกรณ์ประกอบฉากฉันก็เตรียมไว้ให้ครบถ้วน อีกทั้งฉันยังไม่เรียกร้องผลตอบแทนหรือมีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ยังไม่เรียกว่าฉันเห็นแก่ส่วนรวมอีกหรือคะ?”
หูเยว่ไม่เคยพบเคยเจอใครที่รับมือยากขนาดนี้มาก่อน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหัวหน้าคณะคนก่อนถึงได้พ่ายแพ้จนหมดรูปให้แก่เธอ
ทว่าตอนนี้ หากเชิญชีชีไปไม่ได้ การแสดงชุดนี้ก็คงต้องถูกเปลี่ยน
ใช่ว่าเธอจะไม่เคยคิดถึงทางเลือกนี้ เธอถึงขั้นเรียกประชุมเพื่อหารือเรื่องนี้กันทั้งวันด้วยซ้ำ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนการที่บรรดาลูกน้องเสนอขึ้นมานั้นดูธรรมดาจนเกินไป เรียกได้ว่าไม่มีจุดเด่นอะไรให้น่าสนใจเลย
หากไม่มีการแสดงของชีชีวางบรรทัดฐานไว้สูงลิบก่อนหน้านี้ แผนการพวกนั้นก็พอจะดูแก้ขัดไปได้บ้าง
แต่พอมีการเปรียบเทียบ แถมผู้ใหญ่ระดับสูงก็ได้เห็นการแสดงชุดนี้ไปแล้ว
นอกจากเธอจะสามารถหาชุดการแสดงที่ยอดเยี่ยมกว่ามาแทนได้ มิเช่นนั้นก็มีแต่ต้องเชิญชีชีมาทำให้จบงานเท่านั้น
แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือ หัวหน้าคณะคนก่อนได้ทำลายความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อคณะศิลปกรรมทหารจนป่นปี้ไปหมดแล้ว ชีชีหมดสิ้นความเชื่อมั่นในตัวพวกเขา และไม่อยากจะแตะต้องเผือกร้อนชิ้นนี้อีกเลย
อันที่จริงหูเยว่เข้าใจความรู้สึกของชีชีดี หากเป็นเธอเองก็คงจะหลบไปให้ไกลที่สุด ใครเล่าจะอยากหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่จำเป็น?
“สหายชีคะ คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลย ที่ฉันมาในวันนี้ ฉันมาด้วยความจริงใจเพื่อเชิญคุณไปเป็นที่ปรึกษาด้านศิลปะให้กับการแสดงของเรา และเราจะพิจารณามอบค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่คุณ หวังว่าคุณจะเห็นแก่... หวังว่าคุณจะตอบรับคำขอของฉันนะคะ”
หูเยว่รีบกลืนคำว่า ‘เห็นแก่ส่วนรวม’ ลงคอไปแทบไม่ทัน
ด้วยความที่พูดจนติดปากในเวลาประชุม พอจะพูดออกมาคราวนี้จึงต้องฝืนหักดิบเปลี่ยนคำพูดจนเกือบจะกัดลิ้นตัวเอง
ชีชีหลุดหัวเราะออกมา “หัวหน้าคณะหูคะ จริงๆ แล้วพวกคุณกำลังหลงประเด็นกันอยู่นะคะ”
“เอ๋?”
คำพูดนี้หูเยว่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน และไม่เข้าใจความหมายของมันเลย
“ความจริงแล้ว คนในคณะศิลปกรรมทหารของพวกคุณมีประสบการณ์บนเวทีมากกว่าฉันเสียอีก การแสดงที่พวกคุณจัดทำขึ้นมาย่อมต้องดีกว่าของฉันแน่นอนค่ะ”
“สหายชี คุณถ่อมตัวเกินไปแล้ว...”
“ฟังฉันพูดให้จบก่อนค่ะ” ชีชีตัดบทเธอทันที
“เหตุผลที่พวกคุณรู้สึกว่าการแสดงชุดนี้มันดี เป็นเพราะบทเพลงนั้นเป็นของใหม่ ดนตรีประกอบและจังหวะก็แปลกใหม่ ไม่เพียงแต่เด็กๆ เท่านั้น แม้แต่นักแสดงของพวกคุณเองก็เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก บรรดาผู้ใหญ่ที่มาชมการแสดงจึงรู้สึกหูตาสว่างและตื่นตาตื่นใจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความประทับใจแรกเห็น การแสดงนี้สร้างแรงปะทะที่รุนแรงต่อความรู้สึก ทำให้ผู้คนจดจำมันได้ง่าย จนยากที่จะหาอะไรมาแทนที่ได้ในทันที
ประกอบกับพวกคุณอยากจะตอบสนองความต้องการของผู้ใหญ่ เพื่อให้การแสดงนี้ได้รับรางวัลในการแสดงต่อหน้าสาธารณชนในปีหน้า เพราะปัจจัยภายนอกเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการแสดงนี้ต้องเป็นฉันเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่ในความเป็นจริง ทั้งบทเพลงและท่าเต้นก็มีอยู่พร้อมแล้ว หัวหน้าคณะหูเอาไปฝึกซ้อมเอง ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ด้อยไปกว่าที่ฉันทำหรอกค่ะ บางทีอาจจะออกมาดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะยังไงเสีย คุณต่างหากที่เป็นมืออาชีพตัวจริง”
ดวงตาของหูเยว่พลันเป็นประกาย “สหายชี ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ คำพูดของคุณเพียงไม่กี่คำทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาทันที”
“หัวหน้าคณะหูเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ”
กว่าจะส่งหัวหน้าคณะหูให้กลับไปได้ ชีชีก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่าเธอไม่รู้เลยว่า อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารคนนั้นได้ผูกใจเจ็บแค้นเธอเข้าเสียแล้ว
เขาไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าคณะไป แต่ยังถูกตรวจสอบพบความผิดย้อนหลังอีกหลายเรื่อง
หากไม่มีเบื้องหลังคอยคุ้มหัวอยู่บ้าง ดีไม่ดีเขาอาจจะต้องเข้าไปนอนในคุกไปแล้วก็ได้
เขากบดานอยู่แต่ในบ้าน นั่งดื่มเหล้าย้อมใจเพียงลำพังพลางครุ่นคิดหาวิธีจะเอาคืนเพื่อระบายความแค้นนี้ให้ได้
ประจวบเหมาะกับที่มีพวกนักเลงหัวไม้ที่รู้จักกัน เดินทางมาหาเขาเพื่อขอยืมเงินพอดี
อดีตหัวหน้าคณะพลันนึกถึงใบหน้าของชีชีขึ้นมาทันที ผิวพรรณที่ขาวผ่องราวกับเครื่องกระเบื้องเคลือบ ทรวดทรงองค์เอวที่โค้งเว้าได้รูป ดวงตาสดใสที่ฉายแววหยาดเยิ้มราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วง... ทุกส่วนในตัวเธอมันช่างกระตุ้นประสาทสัมผัสของเขาเหลือเกิน
อันที่จริง ตั้งแต่แรกที่เขาพยายามดึงตัวชีชีเข้าคณะศิลปกรรมทหาร เขาก็มีความคิดอกุศลแฝงอยู่แล้ว
ของล้ำค่าที่งดงามปานนี้ กลับต้องตกเป็นของเจ้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างลู่เหย่ ในเมื่อเขาไม่มีวาสนาได้แต่งเธอเข้าบ้าน การได้ลิ้มลองรสชาติสักหน่อยคงจะไม่เกินไปนักใช่ไหม?
เขาเคยคิดว่าขอเพียงเธอเข้ามาอยู่ในคณะศิลปกรรมทหาร เขาก็จะบีบคั้นหรือจัดการเธออย่างไรก็ได้ตามใจปรารถนา
แต่เขากลับต้องกินแห้ว เพราะไม่ว่าเขาจะใช้เล่ห์กลใด ยัยผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เคยติดกับเลยสักครั้ง
และตอนนี้เขายังต้องมาเสียอนาคตไปเพราะเธออีก
แล้วเขาจะข่มกลั้นความแค้นนี้ลงได้อย่างไร?
“เรื่องเงินน่ะมันเรื่องเล็ก แต่พี่ชายคนนี้ดันมีเรื่องลำบากใจอยู่นิดหน่อย...”
“โธ่ พี่ครับ แค่พี่สั่งมาคำเดียว ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟพวกผมก็ไม่ถอย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก พี่ก็แค่มีรสนิยมแบบที่พวกนายก็รู้ๆ กันอยู่”
“เหอะๆ พี่ครับ นี่พี่ไปเล็งภรรยาบ้านไหนเข้าอีกล่ะ?”
อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารจิบเหล้าพลางทำท่าลิ้มรส “เป็นสาวงามล่มเมืองเลยทีเดียวล่ะ ทำเอาพี่นอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปหมด”
“ปัดโธ่ เรื่องแค่นี้เองหรือครับ? เพียงเอากระสอบคลุมหัว แล้วจะจัดหนักจัดเต็มยังไงก็ได้ตามใจพี่เลย พอตกเป็นของพี่แล้ว มีคนไหนบ้างที่จะไม่เชื่องเหมือนแมวน้อย?”
อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารทำหน้าขรึม “แต่อย่าให้บาดเจ็บเชียวนะ ผิวพรรณเธอน่ะบอบบางออกปานนั้น แค่ถลอกนิดเดียวพี่ก็ปวดใจจะแย่แล้ว”
“พี่สบายใจได้เลยครับ พวกผมรับรองว่าผมของเธอจะไม่ร่วงแม้แต่เส้นเดียว”
นับตั้งแต่เกิดเรื่องที่เอาน้ำทิพย์วิญญาณออกมาจนล่อหมูป่าให้บุกมาที่บ้าน ชีชีก็ไม่กล้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์อีกเลย
ในเมื่อที่บ้านต้องกินเนื้อกันทุกวัน เธอจึงต้องคอยเทียวไปเทียวมาที่สหกรณ์รัฐอยู่บ่อยครั้ง
แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่า คนที่อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารส่งมานั้นกำลังเฝ้ารอโอกาสอยู่ และทันทีที่เดินออกจากบ้าน เธอก็ติดกับดักที่พวกมันวางไว้เข้าอย่างจัง
ทุ่งหญ้าที่คุ้นเคย ฉากเดิมๆ ที่คุ้นตา ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่คนยืนตระหง่านขวางหน้าดูน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย
ชีชีกะพริบตาปริบๆ แสร้งทำท่าทีตกใจกลัว “พวกคุณ... พวกคุณเป็นใครกันคะ? ฉันไม่เคยไปล่วงเกินพวกคุณเลยนะ”
“เหอะๆ ลูกพี่พูดไม่ผิดจริงๆ งามหยดย้อยปานนางฟ้ามาจุติเสียจริง”
“ไม่รู้ว่าถ้าลูกพี่เล่นจนเบื่อแล้ว จะแบ่งมาให้พวกเราลิ้มรสดูบ้างได้หรือเปล่านะ”
“แหม สวยขนาดนี้ ต่อให้ทั้งชีวิตข้าก็ไม่มีวันเบื่อหรอก”
พวกมันพากันพูดจาแทะโลมด้วยถ้อยคำลามกพลางค่อยๆ เดินโอบล้อมเข้าหาชีชี
สาวงามที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมเช่นนี้ พวกมันไม่กล้าลงมือรุนแรงจริงๆ เพราะหากเกิดรอยตำหนิขึ้นมา คงยากที่จะไปอธิบายกับลูกพี่ได้
“แม่คนสวย เชื่อฟังกันหน่อยนะจ๊ะ ตามพวกเราไปดีๆ แล้วลูกพี่ของพวกเราจะเอ็นดูเจ้าอย่างถึงที่สุดเลยล่ะ”
“ลูกพี่ของพวกคุณคือใครกันคะ?”
“เดี๋ยวไปเห็นหน้าก็รู้เองนั่นแหละจ้ะ เชื่อฟังกันหน่อยนะ”
เมื่อเห็นพวกชายฉกรรจ์หน้าเถื่อนพยายามดัดเสียงหวานเอาใจ ชีชีก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะอาเจียนใส่หน้าพวกมันเสียให้ได้
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd