LNCrawler

บทที่ 124 เพิ่มแรงงาน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 124 เพิ่มแรงงาน

        ชีชีครุ่นคิดพลางขมวดคิ้ว ช่วงนี้เธอก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวดี ไม่ได้ไปล่วงเกินใครที่ไหน

       แต่เมื่อฟังจากคำพูดของคนพวกนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เห็นชัดว่าไม่ใช่การตัดสินใจทำเพียงชั่ววูบ

       ดูจากสถานการณ์แล้ว หากไม่ลงมือให้หนักคงไม่มีทางเค้นถามออกมาได้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่

       มุมปากของชีชีหยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบจนชวนขนลุก ทำเอาชายฉกรรจ์เหล่านั้นรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

       พวกมันนึกไม่ออกเลยว่า ตามปกติแล้วหากสหายหญิงคนไหนเจอเรื่องแบบนี้เข้า ไม่ควรจะตกใจจนตัวสั่นหรือตะโกนร้องให้คนช่วยหรอกหรือ?

       แต่ยัยผู้หญิงคนนี้กลับดูนิ่งเฉยเกินไปหน่อยไหม?

       พวกมันหันไปสบตากัน แต่กลับไม่มีใครหาคำตอบให้แก่กันได้เลย

       “อย่ามัวแต่พูดมากเลย รีบพาตัวกลับไปส่งให้พี่ใหญ่ พวกเราจะได้ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจเสียที”

       “ได้เลย”

       สิ้นคำตอบรับ พวกมันก็พุ่งตัวเข้ามาหมายจะตะครุบตัวชีชีพร้อมกัน

       “อ๊ากกกกกก!”

       เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังระงมไปทั่วชั้นบรรยากาศ ทะยานผ่านหมู่เมฆและก้องกังวานอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุดหย่อน

       ชีชีขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นอุดหู “เสียงร้องพวกนายนี่มันฟังดูแย่จริงๆ คราวหลังอย่าร้องอีกนะ”

       รอจนกระทั่งเสียงโหยหวนเริ่มเบาลง ชีชีจึงถามด้วยรอยยิ้มละไมว่า “ว่ามาสิ พี่ใหญ่ของพวกนายคือใคร?”

       “ฉันจะบอกให้นะ พี่ใหญ่ของฉันเป็นถึงผู้กว้างขวางที่เธอไม่มีปัญญาไปยั่วโมโหได้หรอก ถ้าไม่อยากเจ็บตัวละก็... อ๊ากกกกก!”

       รสชาติของกระบองไฟฟ้าแรงสูงนั้นเผ็ดร้อนและซาบซ่านเพียงใด มีเพียงผู้ที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะซึ้งแก่ใจ

       แม้คนพวกนี้จะดูไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะนัก แต่ชีชีก็ไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงเอ่ยถามต่อด้วยท่าทีอารมณ์ดีว่า “ตอบไม่เข้าท่าเลย พูดใหม่สิ”

       ชายหนุ่มคนที่เพิ่งถูกไฟฟ้าช็อตถึงกับสะดุ้งสุดตัว “พี่ใหญ่ของฉันคือหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหาร คนในครอบครัวเขาเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งนั้น เธอแตะต้องเขาไม่ได้จริงๆ นะ ฉันขอเตือนเธอ... อ๊ากกกกก!”

       ชีชีไม่ได้คาดคิดเลยจริงๆ ว่าอดีตหัวหน้าคณะคนนั้นจะใจแคบถึงเพียงนี้ ถึงขั้นคิดจะล้างแค้นเธอด้วยวิธีการที่ต่ำช้าสามานย์เช่นนี้

       เห็นว่าเขามีเบื้องหลังที่ค่อนข้างดี ต่อให้แจ้งความไปก็อาจจะทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก

       คนประเภทนี้ก็เหมือนหนูในท่อระบายน้ำ ไม่รู้ว่าจะโผล่หัวออกมาสร้างความรำคาญใจให้ตอนไหน

       ชีชีหรี่ตาลงพลางคิดหาวิธีจัดการให้จบสิ้นไปในคราวเดียว

       “เขาให้พวกนายพาฉันไปที่ไหน?”

       “หา?”

       เหล่าชายฉกรรจ์ถึงกับอึ้งทึ่งจนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ

       “ฉันถามว่า เขาจะให้พาฉันไปที่ไหน”

       “ก็... ตรอกหลังสหกรณ์รัฐน่ะครับ เขามีบ้านอยู่ที่นั่นหลังหนึ่ง ปกติเขาก็จะ...”

       มันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลุดปากพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไป จึงรีบเบรกตัวเองไว้แทบไม่ทัน

       “ไปกันเถอะ”

       “หา? นี่เธอจะไปจริงๆ หรือ?”

       พวกมันมองชีชีด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

       “ทำไม? ฉันไปไม่ได้หรือไง?”

       “ไปได้ ไปได้สิครับ ไปได้แน่นอน”

       ชายฉกรรจ์สี่คนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นเดินนำทางไปอย่างรวดเร็ว

       “นี่นายคิดว่ายัยนี่จะไปอัดพี่ใหญ่ หรือจะไปถวายตัวกันแน่หว่า?”

       “ช่างเถอะน่า แค่พาตัวไปให้ถึงก็พอแล้ว”

       “ก็นั่นสินะ ไม่แน่พี่ใหญ่อาจจะชอบรสชาติแบบนี้ก็ได้”

       “หรือว่ายัยผู้หญิงคนนั้นจะแอบเล็งพี่ใหญ่อยู่แล้ว ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้สามีที่มีเงินมีอำนาจ?”

       “เรื่องนี้มันพูดลำบากจริงๆ”

       แม้พวกมันจะพยายามกดเสียงต่ำซุบซิบกัน แต่ทุกคำพูดกลับเข้าหูชีชีอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

       หญิงสาวแอบหัวเราะในใจ... ปล่อยให้พวกนายเริงร่าไปก่อนก็แล้วกัน

       ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบ้านของอดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหาร ประตูรั้วแง้มไว้เล็กน้อย เป็นหลักฐานว่ามีคนอยู่ข้างใน

       “เอ่อ... เธอเข้าไปเองเถอะนะ พวกเราขอตัวก่อน”

       พวกมันไม่อยากถูกทรมานอีกรอบ พอส่งถึงที่ก็คิดจะชิ่งหนีทันที

       “รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวพวกนายต้องไปส่งฉันกลับบ้านด้วย”

       “หา?”

       “มีปัญหาหรือไง?”

       “มะ... ไม่มีครับ”

       พวกมันพากันทรุดตัวลงนั่งยองๆ อยู่ตรงหัวมุมกำแพงด้วยท่าทางหดหู่ ในใจพลางนึกก่นด่าชะตากรรมเป็นหมื่นเป็นพันคำ

       ทำไมถึงได้มาซวยเจอตัวร้ายแบบนี้เข้าได้นะ? ยัยนี่ใจดำยิ่งกว่าลูกพี่เสียอีก

       ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่คิดจะหนี แต่พวกเขาไม่กล้า

       สาเหตุหลักคือชีชีสวยเกินไป หากหญิงสาวเข้าไปเป่าหูพี่ใหญ่เข้าละก็ โดยไม่ต้องให้เธอลงมือ พี่ใหญ่ก็คงไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่

       สู้ยอมรออยู่ที่นี่ดีกว่า อย่างมากก็แค่เสียเวลาไปส่งเธอกลับบ้าน

       แต่ถึงอย่างนั้น ในใจของแต่ละคนก็ยังรู้สึกอัดอั้นตันใจเหลือเกิน

       “ทำไมพวกเราต้องมารับงานแบบนี้ด้วยวะ?”

       “รอไปเถอะ ไม่แน่เดี๋ยวพี่ใหญ่อาจจะแบ่งเศษเนื้อมาให้พวกเรากินบ้างก็ได้”

       “ฝันไปเถอะแก ฉันกลัวว่าพี่ใหญ่จะถูกยัยนั่นจัดการจนพิการมากกว่าน่ะสิ”

       ทุกคนต่างพากันสะดุ้งเฮือกพลางหนีบขาเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ

       ‘เอี๊ยด...’

       ในขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น ประตูก็ถูกผลักเปิดออก เหล่าชายฉกรรจ์ตกใจจนเหงื่อท่วมหัว “เธอ... ทำไมเธอถึงออกมาเร็วนักล่ะ?”

       “ข้างในไม่มีคนนี่นา”

       ชีชีตั้งใจหลบทางตรงประตูเพื่อให้พวกมันเข้าไปดูข้างใน

       “เป็นไปไม่ได้หรอก พี่ใหญ่บอกว่าจะรออยู่ที่นี่ ให้พวกเราส่งตัวเธอมาให้ทันทีที่ทำสำเร็จ”

       พวกมันพากันกรูเข้าไปข้างใน ก็พบว่าเหล้ายาปลาปิ้งบนโต๊ะยังวางอยู่ครบถ้วน ข้าวของในห้องก็ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนย้าย แต่กลับไร้วี่แววของคน

       เหล่าชายฉกรรจ์เดินกลับออกมา “พี่ใหญ่อาจมีธุระด่วนออกไปข้างนอก หรือว่า... เธอจะลองรออีกสักหน่อยไหม?”

       ชีชีปรายตามองค้อนพวกมันอย่างแรง “ฉันไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอกนะ”

       พูดจบหญิงสาวก็เดินจ้ำอ้าวออกไปทันที

       นี่ทำให้ทุกคนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งตามไป “ให้พวกเราไปส่งเถอะนะ”

       “ไม่ต้อง”

       ชีชีเร่งฝีเท้าจนเดินพ้นตรอกนั้นมายังถนนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

       คนพวกนั้นรู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษ ต่างพากันใส่เกียร์หมาวิ่งหนีกลับบ้านไปทันที โดยไม่มีใครสนใจเลยว่าพี่ใหญ่ของพวกมันหายหัวไปไหน

       ชีชีหาที่ลับตาคนแล้วนำจักรยานออกมา พร้อมกับหยิบธัญพืชและเนื้อสัตว์ออกมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะขี่จักรยานกลับบ้านอย่างสบายอารมณ์

       ส่วนอดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารคนนั้นน่ะหรือ? เขาถูกเธอจับโยนเข้าไปไว้ในมิติเรียบร้อยแล้ว

       แม้แม่หลินกับเถี่ยจู้จะขยันขันแข็งมากเพียงใด แต่เนื่องจากมีกันอยู่แค่สองคน ประสิทธิภาพการทำงานจึงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่เธอตั้งเป้าไว้

       ในเมื่อหมอนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวนัก ก็ส่งเข้าไปออกแรงงานดัดสันดานเสียเลยเป็นไง

       ที่เธอยอมให้พวกนั้นรออยู่หน้าประตู ก็เพื่อให้มีพยานรู้เห็นเท่านั้นเอง

       อยู่ๆ คนเป็นๆ หายตัวไป คนที่บ้านย่อมต้องตามหา

       แต่ด้วยคำยืนยันจากชายฉกรรจ์พวกนั้น ชีชีก็สามารถกันตัวเองออกมาจากเรื่องนี้ได้อย่างสะอาดหมดจด

       การที่มีคนเพิ่มเข้ามาในมิติอย่างกะทันหัน ทำให้สมดุลเดิมถูกทำลายลงทันที

       เถี่ยจู้ยังคงเกรงกลัวฐานะของแม่หลิน เพราะกลัวว่าหากได้ออกไปแล้วจะถูกเธอตามล้างแค้น จึงไม่กล้าทำอะไรเธอนัก

       ส่วนแม่หลินเองก็มีพละกำลังไม่สู้เถี่ยจู้ หากอยากจะกินอิ่มก็ต้องอาศัยให้เขาช่วยทำงาน

       แน่นอนว่าเมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพัง แม้แม่หลินจะมีอายุแล้วแต่ก็ยังเป็นผู้หญิง การยอมให้เขาแทะโลมหรือถูกเนื้อต้องตัวบ้างเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เขาทำงานงกๆ ให้เธอได้

       ชีวิตของทั้งสองคนดำเนินไปอย่างค่อนข้างจะสงบสุข

       ทว่าเมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามา สัญชาตญาณการกีดกันคนนอกก็ปรากฏให้เห็นทันที

       ทั้งสองคนจึงปรึกษาและตกลงกันว่าจะต้องตั้งกฎระเบียบให้อดีตหัวหน้าคณะปฏิบัติตาม

       แต่อดีตหัวหน้าคณะเองก็ใช่ว่าจะยอมใครเขาง่ายๆ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าตัวเองมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร แต่เขาก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ เช่นกัน

       ทว่าน่าเสียดาย... หากจะใช้กำลัง เขาก็สู้เถี่ยจู้ไม่ได้

       หากจะใช้สมอง เขาก็สู้เล่ห์เหลี่ยมของแม่หลินไม่ได้

       สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงกลายเป็นเบี้ยล่างของทั้งสองคน นอกจากจะต้องทำงานหนักในไร่นาแล้ว ยังต้องคอยรับใช้ดูแลคนทั้งคู่อีกด้วย

       อดีตหัวหน้าคณะมักจะคิดอยู่เสมอว่าเขาคงจะเมาค้างจนเก็บไปฝันแน่ๆ

       เดี๋ยวพอตื่นขึ้นมาเขาก็คงได้กลับบ้าน ได้กินของดีๆ และได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในวงล้อมของสาวงามเหมือนเดิม

       แต่จะนอนไปกี่ตื่น ตื่นมาเมื่อไร สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ยังคงเป็นคนหน้าโหดสองคนที่จ้องจะกดขี่ใช้งานเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

       “โฮๆๆ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรคิดร้ายกับสหายชีเลย ผมมันสมควรตายจริงๆ”

       ตอนนี้เขาเสียใจจนแทบกระอักเลือด ลำไส้คงเปลี่ยนเป็นสีเขียวด้วยความเสียดายไปหมดแล้ว

       แม่หลินพลันตาเป็นประกาย “คุณก็ถูกชี... อ่า... ถูกจับเข้ามาเหมือนกันหรือ?”

       อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารถึงกับลืมร้องไห้ “อะไรนะ? พวกคุณก็ไปล่วงเกินยัยนั่นมาเหมือนกันหรือ?”

       คนทั้งสามพลันเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันขึ้นมาทันที ต่างพากันมานั่งล้อมวงปรับทุกข์ถึงเรื่องราวที่ตนเองต้องเผชิญ

       เรียกได้ว่าพรรณนาไปพลางน้ำมูกไหลไปพลาง น้ำตาไหลนองหน้าอย่างสุดแสนจะรันทด

       ในที่สุดแม่หลินก็ได้ระบายความอัดอั้นตันใจและความไม่เป็นธรรมที่สะสมอยู่ลึกๆ ออกมาจนหมดสิ้น ทำให้เธอรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว

       “หัวหน้าคณะ คุณมีวิธีออกไปจากที่นี่ไหม?”

       อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารแอบกลอกตาในใจ พวกคุณอยู่ที่นี่มาตั้งนานยังหาทางออกไม่เจอ แล้วฉันที่เพิ่งมาจะไปหาทางออกเจอได้ยังไงกันเล่า

       แต่เพราะเขาไม่อยากถูกกดขี่ใช้งานอีกต่อไป จึงพูดออกมาด้วยความมั่นใจว่า “ฉันยังไม่ได้ล่วงเกินเธอถึงขั้นแตกหัก ไม่แน่อาจจะยังพอเจรจากันได้”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd