บทที่ 125 เรื่องแบบนี้ก็ต้องแข่งกันด้วยหรือ?
บทที่ 125 เรื่องแบบนี้ก็ต้องแข่งกันด้วยหรือ?
เถี่ยจู้พอได้ยินว่ามีโอกาสจะได้ออกไปก็ดีใจจนเนื้อเต้น “ตกลงสิพี่ชาย ขอแค่ได้ออกไป ผมจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าพี่เอง”
อดีตหัวหน้าคณะแอบกลอกตาในใจ พลางคิดว่าถ้าออกไปได้จริงๆ นายมีคุณสมบัติอะไรมานั่งดื่มเหล้ากับฉัน? ฝันไปเถอะ
ทว่าบนใบหน้ากลับไม่กล้าแสดงออกมา เพราะในบรรดาสามคนนี้ เถี่ยจู้คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด
แม่หลินซึ่งคร่ำหวอดในวงราชการมานานย่อมมองเล่ห์เหลี่ยมการถ่วงเวลาของอดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารออก
เพียงแต่เธอปรารถนาที่จะไปจากที่นี่เหลือเกิน ในใจจึงแอบมีความหวังลึกๆ อยู่ส่วนหนึ่ง
อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารกลายเป็นคนโปรดของกลุ่มขึ้นมาทันที ข้าวปลาที่มีพอกินแค่สองคน เขากลับฟาดไปเสียครึ่งหนึ่ง
ชีชีแอบเฝ้าดูการปฏิสัมพันธ์ของทั้งสามคนอย่างเงียบๆ เพื่อรอดูจุดจบของละครฉากใหญ่เรื่องนี้
ทว่าเธอก็ยังประเมินภูมิหลังครอบครัวของอดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารต่ำไป เพราะวันต่อมาตำรวจก็มาหาเธอถึงที่
“สหายชีครับ ไม่ทราบว่าเมื่อวานคุณได้พบกับสหายหยางเชาเยว่ อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารบ้างไหมครับ?”
หลังจากติดต่อกันมาตั้งนาน ในที่สุดชีชีก็ได้รู้ว่าอดีตหัวหน้าคณะคนนี้มีชื่อที่โด่งดังและกังวานขนาดนี้
“ฉันก็อยากเจอเขาอยู่เหมือนกันค่ะ แต่น่าเสียดายที่ไม่เจอ”
“คุณมีปัญหาอะไรกับเขาหรือครับ?”
“เขาหาคนมาดักทางฉัน ฉันเลยกะว่าจะไปอัดเขาสักหน่อยค่ะ”
ตำรวจมองประเมินเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นแขนขาเรียวเล็กของเธอแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “คุณจะไปสู้เขาไหวหรือครับ?”
ชีชีมองย้อนกลับไปยังตำรวจทั้งสองคนด้วยสายตาแบบเดียวกัน “อยากลองดูไหมล่ะคะ?”
ตำรวจทั้งสองคนหน้าเสียไปทันที พวกเขารู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นจนน่าอับอาย
พอดีกับที่ลู่เหย่กลับมาพอดี เห็นตำรวจสองคนยืนอยู่ที่หน้าบ้านก็ตกใจ “ชีชี เกิดอะไรขึ้น?”
กลิ่นอายกดดันจากตัวลู่เหย่พุ่งเข้าใส่ตำรวจทั้งสอง จนพวกเขาต้องก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ
“พวกเรามาหาสหายชีเพื่อสอบถามข้อมูลน่ะครับ”
“สอบถามเสร็จหรือยัง?”
ลู่เหย่ปัดสายตาเย็นชาไปทางพวกเขา ตำรวจทั้งสองคนเผลอตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“เสร็จ... เสร็จแล้วครับ”
“รบกวนสหายชีช่วยลงชื่อสักนิด แล้วพวกเราจะกลับกันครับ”
ชีชีไม่ได้ปฏิเสธ เธอจรดปากกาเขียนชื่อตัวเองลงไปอย่างแช่มช้อย
ตำรวจสองคนพอได้บันทึกถ้อยคำก็รีบหันหลังกลับทันที ด้วยเกรงว่าหากชักช้าแม้แต่วินาทีเดียวอาจถูกลู่เหย่จัดการเอาได้
คำพูดของชีชีตรงกับคำให้การของชายฉกรรจ์สี่คนนั้น พวกเขาถือว่าปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปยั่วโทสะเทพเจ้าแห่งความตายคนนั้น
เมื่อตำรวจไปไกลแล้ว ลู่เหย่จึงหันมามองชีชีด้วยสายตาสงสัย “เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”
ชีชีเอื้อมมือไปเกาจมูกด้วยความประหม่า ก่อนจะเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้เขาฟัง
แน่นอนว่าเรื่องที่หยางเชาเยว่ถูกจับขังไว้ในพื้นที่มิติ เธอไม่ได้ปริปากบอกแม้แต่คำเดียว
“เล่นพิเรนทร์จริงๆ รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน?”
ลู่เหย่น้อยครั้งนักจะตะคอกใส่เธอ ชีชีทำหน้าเศร้าอย่างเสียขวัญ “ก็ฉันมั่นใจว่าเอาอยู่นี่คะ...”
“เอาความมั่นใจมาจากไหน? หนึ่งต่อห้า แถมยังเป็นผู้ชายตัวโตๆ ทั้งนั้น เธอเข้าไปก็เท่ากับไปให้เขาเชือดชัดๆ”
ชีชีเองก็เริ่มฉุนเหมือนกัน หญิงสาวตบกระบองไฟฟ้าแรงสูงลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ “นี่ไงคะ ความมั่นใจของฉัน”
“นี่มันอะไรน่ะ?”
“กระบองไฟฟ้าแรงสูงค่ะ ไม่ถึงกับตาย แต่ถ้าเปิดระดับสูงสุดก็ทำให้สลบได้เลย”
‘เปรี๊ยะๆ ...’
ลู่เหย่หยิบไปลองกดดูในมือ รู้สึกได้ว่าอานุภาพของมันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ “แล้วไฟข้างในมาจากไหนล่ะ? ถ้าใช้หมดจะทำยังไง?”
“เพิ่มด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ค่ะ ถ้าไฟไม่พอก็แค่เอาออกไปตากแดด”
ดวงตาของลู่เหย่เป็นประกายขึ้นมาทันที “ชีชี ของแบบนี้คุณมีอีกเยอะไหม?”
ชีชีจ้องหน้าเขาเขม็งโดยไม่พูดอะไร
แม้จะรู้ว่าเขาหวังดี แต่ชีชีก็รับไม่ได้ที่เขามาตะคอกใส่กัน มีอะไรทำไมไม่ค่อยๆ พูด?
โดยเฉพาะคืนเข้าหอนั่น ที่เขาเคยตะคอกใส่ชีชีเพียงเพราะเรื่องเชือกถักสีแดงเส้นเดียวนั่น เธอยังจำฝังใจไม่ลืม
ลู่เหย่รีบเข้ามากอดปลอบอย่างเอาใจทันที “ชีชี ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรดุคุณเลย”
ชีชียังคงปรายตามองเขาอย่างจับผิด “ที่ขอโทษนี่เพราะอยากได้กระบองไฟฟ้าใช่ไหมคะ?”
“ไม่ใช่แน่นอน ผมเป็นห่วงคุณจริงๆ ถึงวิธีของผมจะผิดไปบ้าง แต่เจตนารมณ์ของผมคืออยากให้คุณปลอดภัย ผมกลัวว่าคุณจะเป็นอันตรายเลยใจร้อนไปหน่อย”
“สรุปคือคุณไม่ได้คิดว่าตัวเองผิดเลยสินะ?”
เมื่อเห็นสีหน้าชีชีเริ่มไม่ดี ลู่เหย่จึงเอาใจต่อ “ผมผิดไปแล้ว ต่อให้ใจร้อนแค่ไหนผมก็ไม่ควรตะคอกใส่คุณ เอาอย่างนี้ไหม คุณตีผมสักสองทีให้หายแค้นก็ได้ ต่อไปผมไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว”
แม้ชีชีจะยังรู้สึกเคืองอยู่บ้าง แต่ในเมื่อผู้ชายยอมลดตัวมาอ้อนวอนขนาดนี้ หญิงสาวก็ไม่ควรจะถือสาหาความจนเกินงาม
“ก็ได้ค่ะ ครั้งหน้าถ้ากล้าตะคอกใส่ฉันอีก ฉันจะ...”
“ไม่กล้าแล้วครับ ไม่กล้าแน่นอน” ลู่เหย่รีบเอามืออุดปากชีชีไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะลั่นวาจาเด็ดขาดอะไรออกมา
ชีชีปัดมือเขาออกอย่างไม่สบอารมณ์ “กระบองไฟฟ้าน่ะมีเพียบเลย แต่คุณจะเอาออกมาใช้อะไรยังไงล่ะ? ถ้าไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้น คุณจะถูกสอบสวนเอาได้นะ”
“พวกเราเพิ่งยึดอาวุธมาได้ชุดหนึ่ง ก็เนียนเอาไปซุกไว้ในนั้น แล้วเดี๋ยวผมจะไปทำเรื่องขออนุมัติเบิกมาใช้ในหน่วยปฏิบัติการของผมเอง”
“แล้วถ้าข้างบนไม่อนุมัติล่ะคะ?”
ลู่เหย่ “...”
ถ้าเบื้องบนไม่อนุมัติ เขาก็จนปัญญาจริงๆ
คงไม่ดีแน่ถ้าเหนื่อยแทบตายแต่กลับกลายเป็นตัดชุดให้คนอื่นใส่
“ฉันมีพิมพ์เขียวอยู่ค่ะ คุณลองเอาไปศึกษาแล้วหัดทำดูสิ”
ลู่เหย่เกาหัว “ผมจะทำได้เหรอ?”
“ทำได้หรือไม่ได้มันอยู่ที่ตัวคุณค่ะ”
ชีชีหยิบกระบองไฟฟ้ารุ่นล่าสุดออกมา นอกจากจะมีฟังก์ชันช็อตไฟฟ้าแรงสูงแล้ว ยังมีไฟฉายแสงจ้าและระบบแจ้งเตือนภัยในตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ตำรวจในยุคหลังต้องมีติดตัวไว้
ลู่เหย่ชอบมันมากจนวางไม่ลง เขาอาศัยพิมพ์เขียวที่ชีชีให้มา ค่อยๆ แยกชิ้นส่วนกระบองไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง แล้วจึงประกอบกลับเข้าไปใหม่
ทำซ้ำอยู่ไม่กี่ครั้ง เขาก็เข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง
ดังนั้น โดยไม่สนใจว่าเป็นเวลาดึกสงัดเพียงใด เขาก็รีบออกจากบ้านไปอย่างกระตือรือร้น
ชีชีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนไปก่อน
ผลปรากฏว่าเพียงครู่เดียวลู่เหย่ก็กลับมา
หญิงสาวมองชายหนุ่มที่มุดเข้าใต้ผ้าห่มโดยไม่สนฟ้าสนฝน แล้วอยากจะถีบเขาลงไปจริงๆ
“กลับมาทำไมคะ?”
“แหะๆ ผมดีใจจนเบลอน่ะครับ ลืมดูไปว่ามันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปก็ได้”
ลู่เหย่ซุกไซ้ซอกคอของชีชีราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่ออดอ้อนเจ้าของ ขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ อย่างเอาอกเอาใจ กลิ่นอายฮอร์โมนชายอันเย้ายวนจากร่างกายเขาโชยมาปะทะจมูก
ชีชีพบว่าตัวเองช่างไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดีที่ถูกเขาล่อหลอกจนหวั่นไหว แถมยังแอบดื่มด่ำกับสัมผัสนั้นอีกต่างหาก
ผู้ชายของตัวเอง มีให้ใช้ก็ต้องใช้ ไม่เห็นจำเป็นต้องประหยัด
ว่าแล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง
ความรุกเร้าของชีชีมอบแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้แก่ลู่เหย่ เขาควบขับอาชาโจนทะยานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไร้ซึ่งวี่แววของความอ่อนล้า
จนกระทั่งชีชีรับไม่ไหวจริงๆ และส่งเสียงสะอื้นฮักออกมาเบาๆ เขาถึงได้ยอมหยุดมือ
แต่เขาก็ยังคงกอดเธอไว้ และพรมจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักพอ
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านข้างๆ ซึ่งต้องนอนเดียวดาย ชีหมิงเยว่กลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวจนแทบจะระเบิด
“ไอ้เรื่องพรรค์นั้นมันมีดีตรงไหนกัน? บรรเลงกันได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่กลัวหัวใจวายตายคาอกบ้างหรือไง”
ลู่เหย่ที่นอนกอดภรรยาหลับฝันดีไม่เห็นจะต้องกังวลสักนิด
ตอนนี้เขาเป็นผู้มีพลังพิเศษ ต่อให้ผู้ชายทั้งโลกหัวใจวายตาย เขาก็ไม่มีวันเป็นแบบนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะสงสารชีชีละก็ ให้รบกันสามวันสามคืนเขาก็ยังไหว
ชีหมิงเยว่นอนพลิกไปพลิกมาข่มตาไม่หลับ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนกระทั่งประตูบ้านถูกผลักเปิดออก หม่าหลงกลับมาแล้ว
หญิงสาวพุ่งเข้าใส่เขาโดยไม่คิดชีวิต โถมทั้งตัวเข้าหาหม่าหลง
เมื่อสัมผัสได้ถึงร่างกายที่ร้อนผ่าวของเธอ หม่าหลงขมวดคิ้วอย่างรังเกียจแล้วสะบัดเธอออก “คุณเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก?”
ชีหมิงเยว่ไม่สนความเจ็บปวดที่ถูกเหวี่ยงจนระบม เธอเข้าไปพัวพันเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันคิดถึงคุณนี่นา คุณไม่กลับบ้านมาตั้งหลายวันแล้ว”
ขึ้นชื่อว่าผู้ชายย่อมยากจะต้านทานผู้หญิงที่พุ่งเข้าใส่ หม่าหลงฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธออย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนจะกดเธอลงบนเตียงเพื่อระบายอารมณ์
หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงร้องไห้เสียใจแทบขาดใจไปแล้ว แต่ชีหมิงเยว่กลับหลงรักความป่าเถื่อนของหม่าหลงแบบนี้เหลือเกิน ความดิบเถื่อนและรุนแรงที่ไม่อาจต้านทานได้นั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวแทบลุกเป็นไฟ
ชีหมิงเยว่ไม่ได้ปิดบังความสุขสมของเธอเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวตั้งใจส่งเสียงร้องให้ดังไปถึงบ้านข้างๆ
ในใจแอบสะใจลึกๆ ‘ชีชี อย่าคิดว่ามีแต่แกที่มีผู้ชายดุดันเก่งกาจ ฉันเองก็มีเหมือนกัน!’
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd