บทที่ 126 ความริษยาทำให้คนวิปลาส
บทที่ 126 ความริษยาทำให้คนวิปลาส
น่าเสียดายที่ในยามนี้ชีชีได้เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวานไปเสียแล้ว ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในบ้านข้างๆ หญิงสาวจึงไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
หลังจากหม่าหลงระบายอารมณ์จนหนำใจ เขาก็พบว่าในบ้านช่างเย็นชืดเตาไฟก็ว่างเปล่า แม้แต่น้ำร้อนสักหยดก็ไม่มีให้เห็น ดวงตาของเขาฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง
แต่ด้วยความที่เป็นคนรักความสะอาดอยู่บ้าง เขาจึงไม่อาจข่มตาหลับลงได้ทั้งอย่างนี้ ชายหนุ่มจึงเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าไปในห้องครัวเพื่อจุดไฟต้มน้ำด้วยความขุ่นเคือง
ชีหมิงเยว่ฝืนพยุงกายลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซตามเข้าไปพลางเอ่ยว่า “หม่าหลง เราย้ายบ้านกันเถอะค่ะ”
“จะย้ายไปไหน?”
อันที่จริงหม่าหลงเองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่เช่นกัน สองคนบ้านข้างๆ นั้นราวกับพวกไม่รู้จักอิ่ม จัดหนักจัดเต็มกันทุกวันจนน่ารำคาญใจยิ่งนัก
ทว่าบ้านพักทหารนี้กองทัพเป็นผู้จัดสรร หากไม่มีเหตุผลอันควรย่อมไม่มีทางขอสับเปลี่ยนได้เลย
ชีหมิงเยว่เห็นว่าวันนี้หม่าหลงอารมณ์ดูจะไม่เลวร้ายนัก จึงทำใจกล้าขยับเข้าไปใกล้ “หรือไม่เราก็ไปเช่าบ้านอยู่ในตัวตำบลกันดีไหมคะ?”
“เธอมีเงินหรือไง?”
ชีหมิงเยว่ถึงกับสะอึก หญิงสาวจะไปเอาเงินมาจากไหน? ลำพังเงินเดือนเดือนละสิบกว่าหยวนยังไม่พอให้ตนใช้จ่ายส่วนตัวด้วยซ้ำ
เงินที่เคยรีดไถมาจากเหมียวกุ้ยหลานก็นำไปใช้อัปเกรดระบบให้หม่าหลงจนหมดสิ้น ไม่เหลือติดตัวเลยแม้แต่หยวนเดียว
“เราก็ต้องหาทางหาเงินสิคะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงไม่ไหวแน่”
“เรื่องผิดกฎหมายผมไม่ทำหรอกนะ”
“แต่ลำพังแค่เงินเดือนตายตัวแค่นี้ ชาตินี้ทั้งชาติเราก็คงไม่มีเงินเก็บหรอกค่ะ”
“เหอะ” หม่าหลงปรายตามองเธอด้วยความดูแคลน “เสียชาติเกิดที่ได้อยู่มาสองชาติภพจริงๆ เรื่องที่เป็นประโยชน์กลับทำไม่ได้สักอย่าง”
ชีหมิงเยว่รู้สึกอัดอั้นตันใจเหลือเกิน “ชาติที่แล้วฉันมีพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณ ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินเลยสักนิด ฉันเลยไม่เคยสนใจข้อมูลด้านนี้เลยนี่คะ”
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
หม่าหลงหิ้วถังน้ำร้อนไปอาบน้ำ ทิ้งให้ชีหมิงเยว่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องครัวอันมืดมิด
เมื่อครู่ที่มีหม่าหลงอยู่เธอยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอต้องอยู่คนเดียว ความเย็นเยียบก็แล่นพล่านจนเธอต้องสั่นสะท้านและเหงื่อเย็นผุดซึม
“ไม่กลัว... ไม่ต้องกลัว นี่บ้านตัวเองจะกลัวอะไร?”
ชีหมิงเยว่ปลอบประโลมหัวใจที่เต้นรัวเร็วของตนเองพลางจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อต้มน้ำต่อ
ความจริงหญิงสาวไม่มีเรี่ยวแรงพอจะชำระล้างร่างกายแล้ว แต่หากขึ้นเตียงไปทั้งอย่างนี้คงถูกหม่าหลงถีบส่งลงมาแน่
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ หากไม่ได้นอนบนเตียงมีหวังต้องเป็นหวัดอย่างไม่ต้องสงสัย
บรรยากาศวาบหวามเมื่อครู่ถูกความหวาดกลัวขับไล่ไปจนสิ้น ชีหมิงเยว่กระชับเสื้อนวมบนกายแน่น พยายามใช้ความคิดทั้งหมดหาลู่ทางทำเงิน
ทว่าในความทรงจำจากชาติก่อนของเธอ มีเพียงการนำสิ่งของจากมิติไปขายในตลาดมืดเท่านั้น เรื่องอื่นนอกจากนี้เธอไม่รู้เลยแม้แต่นิดเดียว
“ไอ้คนสารเลว ไม่รู้ว่าใครมันมาแย่งพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณของฉันไป ถ้าฉันรู้นะ ฉันจะ...”
ชีหมิงเยว่ขู่ฟ่ออยู่นานแต่ก็คิดไม่ออก เพราะลำพังตัวเธอเอง ต่อให้เจอตัวการแล้วจะทำอะไรเขาได้
ชีหมิงเยว่รู้สึกคับแค้นใจจนน้ำตาหยดแหมะลงมาโดนหลังมือ ความเจ็บปวดเสียดแทงลึกถึงขั้วหัวใจ
ส่วนหม่าหลงนั้นอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นเตียงหลับไปนานแล้ว ราวกับหลงลืมไปเสียสนิทว่ายังมีภรรยาอย่างชีหมิงเยว่อยู่อีกคน
กว่าเธอจะจัดการชำระล้างร่างกายจนสะอาดและกลับมาที่ห้องนอนได้ ก็พบว่าหม่าหลงนอนแผ่หลาจนเกือบเต็มเตียง
ชีหมิงเยว่ไม่กล้าทำให้เขาตื่น ได้แต่ขดตัวซุกอยู่ตรงมุมเตียงด้วยความรันทด
หญิงสาวทนข่มตาจนกระทั่งรุ่งสาง จึงค่อยๆ คลานลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบเพื่อไปทำมื้อเช้า
หลังจากปรนนิบัติหม่าหลงจนอิ่มหนำ ชีหมิงเยว่ก็ลากสังขารอันเหนื่อยล้าไปทำงาน
แต่ประจวบเหมาะที่พอออกจากบ้านมา ก็เห็นชีชีส่งยิ้มทักทายเพื่อนบ้านอย่างร่าเริง ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูขาวผ่องราวกับกระเบื้องเคลือบและดูเปล่งประกาย
หญิงสาวผู้นั้นยืนท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ทั่วทั้งร่างดูเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและดูผุดผ่องจากภายในสู่ภายนอก
ครั้นหันกลับมามองตัวเอง ทั้งที่มีอายุเท่ากันแท้ๆ แต่กลับดูซูบซีดไร้ชีวิตชีวาราวกับคนใกล้ตาย
โดยเฉพาะสถานะในครอบครัว ชีชีนั้นเป็นดั่งนายหญิงผู้กุมบังเหียนบ้านอย่างเต็มตัว ส่วนตัวเธอกลับมีสภาพรันทดยิ่งกว่าสาวใช้ห้องข้างเสียอีก
เมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ความรู้สึกเหนือกว่าเพียงน้อยนิดที่อุตส่าห์หาเจอเมื่อคืนก็พังทลายลงในพริบตา หลงเหลือเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท
ชีชีเมินเฉยต่อสายตาเคียดแค้นของชีหมิงเยว่ที่มองราวกับว่าเธอไปขุดสุสานบรรพบุรุษของอีกฝ่ายทิ้ง แล้วเดินมุ่งหน้าไปจัดการงานในโรงเรือนเพาะปลูกด้วยความเบิกบานใจ
วิธีที่จะทำให้คนคนหนึ่งทุกข์ใจได้ดีที่สุด ก็คือการใช้ชีวิตให้ดีกว่าคนคนนั้น
ทุกวันนี้ชีชีเปรียบเสมือนดวงประทีป ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็เป็นที่รักและต้อนรับเสมอ
เธอไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยหรือกระทำการใดๆ แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชีหมิงเยว่อิจฉาจนแทบกระอักเลือดออกมาแล้ว
ดังนั้น ชีหมิงเยว่จึงไม่อยู่ในสายตาของเธอเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ชีชีไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องไร้สาระพวกนั้น เพราะหัวใจทั้งหมดทุ่มเทให้กับภารกิจการเพาะปลูก
หลังจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว พื้นดินทั้งหมดควรจะว่างเปล่า
ในปีก่อนๆ ช่วงเวลานี้จะไม่มีกิจกรรมใดๆ ได้แต่รอจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิเพื่อเริ่มเพาะปลูกใหม่
ทว่ายามนี้พื้นที่ครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยโรงเรือนเพาะปลูก ภายใต้การดูแลของชีชี ผักที่มีวงจรการเติบโตสั้นจึงถูกปลูกขึ้น
ผักชุดแรกที่ปลูกไว้ เริ่มมีให้เก็บเกี่ยวไปรับประทานบ้างแล้ว
ท่ามกลางฤดูหนาวอันเย็นเยียบ การได้ลิ้มรสผักสดสักคำนั้นสร้างความยินดีมากกว่าการได้กินเนื้อในวันปีใหม่เสียอีก
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะการขาดกากใยอาหารเป็นเวลานาน ทำให้คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาความยากลำบากในการขับถ่ายยามเช้า
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น แม้จะไม่ถึงกับไหลลื่นปรู๊ดปร๊าด แต่อย่างน้อยก็สบายตัวขึ้นมาก
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงมีความซื่อสัตย์และจริงใจ
ทุกคนต่างจดจำความปรารถนาดีของชีชี ใครที่มีของดีติดบ้านก็มักจะนำมามอบให้เธอ
ส่วนใครที่ไม่มีสิ่งของเลิศเลอ อย่างน้อยเมื่อพบหน้าก็ยังมีรอยยิ้มและคำทักทายที่อบอุ่นมอบให้
ชีชีเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่แผ่ความรุ่งโรจน์ไปทุกที่ที่เธอไป
ในทางกลับกัน ชีหมิงเยว่กลับไร้ตัวตนในเขตบ้านพักทหาร ทุกคนต่างจดจำวีรกรรมที่เธอแย่งชิงฐานะผู้อื่นและการรังแกลูกสาวตัวจริงจนเป็นภาพจำที่เลวร้าย
แม้ชีหมิงเยว่จะพยายามหาหนทางแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มภรรยาทหารเพียงใด ทว่าสุดท้ายก็ยังถูกผู้คนกีดกันให้อยู่วงนอกอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ขณะที่ชีชีกำลังวุ่นอยู่กับการทำงานในโรงเรือนอย่างแข็งขัน จู่ๆ กลุ่มนักข่าวจำนวนมากก็กุลีกุจอเข้ามาขอสัมภาษณ์เธอ
“สหายชีครับ คุณได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนผักสดในช่วงฤดูหนาวให้กับเขตทหารฮั่นเฉิง ถือเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ คุณมีอะไรอยากจะกล่าวไหมครับ?”
ชีชีเผชิญหน้ากับกล้องด้วยท่าทีที่สง่างามและผ่อนคลาย “ผลสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาจากฉันเพียงคนเดียวค่ะ แต่เป็นเพราะการนำทางที่ถูกต้องของเหล่าผู้นำเขตทหาร และความร่วมมือร่วมใจของเหล่าทหารหาญทุกคน ลำพังกำลังของฉันนั้นน้อยนิดเหลือเกิน พวกคุณไม่จำเป็นต้องลำบากมาสัมภาษณ์ฉันให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้หรอกค่ะ”
“แต่พวกเราได้ยินมาว่า วิธีการปลูกในโรงเรือนนั้นคุณเป็นคนนำเสนอ และเป็นผู้ลงมือทดลองจนประสบความสำเร็จไม่ใช่หรือครับ?”
“การเพาะปลูกในโรงเรือนเป็นหัวข้อวิจัยที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรทุ่มเทมานานหลายปีแล้วค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังอยู่ในขั้นตอนทดลองจึงไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ยามนี้ เมื่อเทคโนโลยีทุกด้านพร้อมสำหรับการใช้งานจริง จึงได้เลือกเขตทหารของเราเป็นจุดทดสอบ ความสำเร็จนี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว และเป็นผลลัพธ์จากความพยายามร่วมกันของคนหลายรุ่น ฉันมิกล้าที่จะผูกขาดเกียรติยศนี้ไว้เพียงผู้เดียวหรอกค่ะ”
คำพูดของชีชีนั้นไร้ที่ติ หญิงสาวเลือกที่จะยกย่องผู้นำเขตทหารและสถาบันวิจัยไว้ในระดับสูง ส่วนตัวเองนั้นขอเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะในขณะนี้ทั่วทุกหนแห่งกำลังเกิดกระแสลมปั่นป่วนทางการเมือง เธอไม่อยากทำตัวโดดเด่นจนเกินไป
ขอแค่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบสักกี่ปี รอจนกว่าแผ่นดินแม่จะกลับมาสงบราบรื่นอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นค่อยก้าวออกมาสร้างความเกรียงไกรก็ยังไม่สาย
การเป็นคนต้องรู้จักอ่านสถานการณ์ ผู้อื่นที่รู้ว่ามีเสืออยู่บนเขาแต่ยังฝืนเดินเข้าไป ไม่ได้เรียกว่ากล้าหาญ แต่เรียกว่าบุ่มบ่ามต่างหาก
อย่างน้อยชีชีก็คิดเช่นนั้น
คนเราต้องรู้จักรักษาตัวเองให้รอดก่อน จึงจะมีกำลังไปช่วยเหลือผู้อื่นได้
หากแม้แต่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด จะไปพูดเรื่องการสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อย่างไร? นั่นมันเรื่องเพ้อเจ้อชัดๆ
เมื่อคืนชีหมิงเยว่ถูกหม่าหลงเคี่ยวกรำอย่างหนัก ประกอบกับพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมยังต้องทนหนาวและหวาดกลัวอยู่ในห้องครัวเพียงลำพังจนเริ่มมีไข้ขึ้นสูง
ชีหมิงเยว่จึงขอลางานในช่วงบ่ายเพื่อกลับมาพักผ่อน
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูเขตบ้านพักทหาร เธอก็เหลือบไปเห็นกลุ่มนักข่าวจำนวนมากกำลังรุมล้อมสัมภาษณ์ชีชีอยู่
ทันใดนั้น ลำคอของชีหมิงเยว่ก็รู้สึกถึงรสคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมา ก่อนจะล้มตึงสลบเหมือดไปในทันที
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd