บทที่ 127 ขายหน้าประชาชี
บทที่ 127 ขายหน้าประชาชี
ความโกลาหลเกิดขึ้นที่หน้าประตูค่าย เมื่อพลทหารยามต้องวุ่นวายรีบตามตัวป้าๆ ผู้มีน้ำใจสองคนมาช่วยกันพยุงชีหมิงเยว่ส่งไปยังสถานพยาบาล
ในขณะเดียวกันก็มีการโทรศัพท์แจ้งไปยังกองทัพเพื่อให้หม่าหลงกลับมาดูอาการ
ถึงอย่างไรคนที่หมดสติไปก็คือภรรยาของเขา คนอื่นช่วยมาส่งถึงมือหมอได้ก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว จะให้มานั่งเฝ้าดูแลพยาบาลต่อเห็นทีคงจะไม่เหมาะ
ทว่าหม่าหลงกลับไม่แม้แต่จะรับสาย เขาเพียงฝากข้อความกลับมาว่ามีภารกิจด่วน ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้
หลังจากชีหมิงเยว่ได้รับน้ำเกลือจนไข้เริ่มลดลง หญิงสาวก็ต้องกัดฟันประคองสังขารอันซูบซีดเดินโซซัดโซเซกลับบ้านเพียงลำพัง
ด้วยความที่เป็นไข้ใจประกอบกับไข้หวัด เธอจึงไม่มีอารมณ์จะลุกขึ้นมาทำอาหาร และเมื่อหม่าหลงไม่อยู่บ้าน เธอจึงได้แต่ขดตัวสั่นเทาอยู่บนเตียงอย่างน่าเวทนา ราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง
ในยามนั้นเอง ชีชีและลู่เหย่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในห้องครัว
เมนูวันนี้คือผัดหมูสามชั้น กลิ่นพริกที่คั่วจนหอมฉุยในกระทะ ผสานกับเนื้อหมูสามชั้นหมักรสเลิศที่ถูกเร่งไฟแรงจนน้ำมันซึมเยิ้ม กลิ่นหอมกรุ่นนั้นช่างรุนแรงถึงใจจนแทบจะทะลุเพดานบิน
ชีหมิงเยว่เอามือกุมท้องที่ประท้วงด้วยความหิวโหยและความเจ็บปวด น้ำตาหยดใสๆ เริ่มไหลร่วงพรูลงมา
“ชีชี เธอตั้งใจแกล้งฉันใช่ไหม? คนใจคออำมหิตอย่างเธอ ต้องตายไม่ดีแน่!”
ชีหมิงเยว่ได้แต่สาปแช่งอยู่ในใจ แม้ในห้วงความคิดเธออยากจะพุ่งไปที่บ้านข้างๆ แล้วตบหน้าชีชีให้หายแค้นสักฉาดสองฉาด
แต่เธอก็รู้ซึ้งดีว่านั่นเป็นเพียงความเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
อย่าว่าแต่ตอนที่มีลู่เหย่อยู่บ้านเลย ต่อให้มีเพียงชีชีอยู่ลำพัง หญิงสาวก็ไม่มีปัญญาจะไปสู้รบตบมือด้วยได้
การบุกไปหาเรื่องมีแต่จะทำให้ตัวเองต้องอับอายขายหน้ายิ่งกว่าเดิม
ทว่าความแค้นนี้มันจุกอกเกินจะกล้ำกลืน ชีหมิงเยว่สาบานว่าจะต้องรอดูวันที่ชีชีล่มจมลงให้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อลู่เหย่ออกไปฝึกทหารตามปกติ ชีชีก็ยังคงนอนเอกเขนกขี้เกียจอยู่บนเตียงตามความเคยชิน
แต่แล้ว เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังรัวสนั่นหวั่นไหว ‘ปัง ปัง ปัง!’
“สหายชี เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
“สหายชี รีบออกมาเร็วเข้า!”
เสียงเอะอะโวยวายภายนอกทำให้ชีชีไม่อาจแสร้งทำเป็นหูทวนลมได้อีกต่อไป หญิงสาวจึงต้องจำใจลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปดู
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?”
“โรงเรือนเพาะปลูกน่ะสิ สหายชี รีบไปดูเร็วเข้า มันพังพินาศหมดแล้ว!”
เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของคนเหล่านั้น ชีชีก็คาดเดาได้ทันทีว่าโรงเรือนต้องถูกลอบทำลายอย่างแน่นอน
ครั้นเมื่อวิ่งไปถึงที่เกิดเหตุ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ พลาสติกคลุมโรงเรือนถูกกรีดจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ต้นกล้าที่กำลังเติบโตอย่างงดงามถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาโยนทิ้งระเกะระกะอย่างไม่ไยดี
ดูปราดเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของพวกหัวขโมยหวังเด็ดผัก แต่มันคือการจงใจทำลายทรัพย์สิน
“แจ้งตำรวจเถอะค่ะ การทำลายผลผลิตทางการเกษตรถือเป็นความผิดร้ายแรง” ชีชีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในใจเธอรู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร เพียงแต่ยังขาดหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจนเท่านั้น
“แจ้งตำรวจไปแล้วล่ะ แต่ที่ตามเธอมาก็เพื่อจะให้ดูว่าพอจะมีทางแก้ไขหรือกอบกู้เอาคืนมาได้บ้างไหม”
ผู้พันจางโกรธจนใบหน้ากลายเป็นสีแดงก่ำไม่ต่างจากตับหมู เพราะนี่คือผลงานชิ้นโบแดงที่สุดของเขาในปีนี้ อีกทั้งยังใกล้จะถึงสิ้นปีแล้ว เขาตั้งตารอที่จะได้รับเหรียญความชอบชั้นสามจากผลงานนี้อย่างใจจดใจจ่อ
“ไม่รู้ว่าไอ้คนใจคอโหดเหี้ยมที่ไหนมาทำลายกันได้ขนาดนี้ ถ้าจับตัวได้นะ ต้องลงโทษให้หนัก!”
“โรงเรือนนี้ชีชีเป็นคนดูแลมาตลอดไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้น เธอก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดสิ”
ชีหมิงเยว่ที่อุตส่าห์ลาพักงานเพื่อมารอดูผลงานของตัวเอง
จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมากลางปล้อง ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เพราะนึกไม่ถึงว่าเธอจะกล้ากล่าวโทษออกมาในยามนี้
ชีชีถึงกับหลุดขำออกมา เธอยังไม่ทันจะไปหาเรื่องเจ้าตัวเสียหน่อย แต่อีกฝ่ายกลับเสนอหน้าออกมาเอง
ด้วยวุฒิภาวะทางอารมณ์เพียงเท่านี้ ยังริอ่านจะมาเล่นเกมชิงดีชิงเด่นในบ้านอีกหรือ? ช่างเป็นตัวประกอบที่รอวันพินาศโดยแท้
“ชีหมิงเยว่ เรื่องความรับผิดชอบน่ะเบื้องบนเขามีการตัดสินตามระเบียบอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ฉันอยากรู้ก็คือ เมื่อคืนนี้เวลา 23.30 น. เธอสวมรองเท้าไซส์ใหญ่กว่าเท้าตัวเองตั้งหลายเบอร์ออกไปข้างนอกทำไมไม่ทราบ?”
“เธอ... เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันออกไปข้างนอก?”
ชีหมิงเยว่ตกใจจนหน้าถอดสี หญิงสาวจำได้ว่าตัวเองย่องออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุดแล้วแท้ๆ
“เธอนอนอยู่บ้านติดกับฉันนะ เสียงเปิดประตูน่ะฉันได้ยินชัดเจนเต็มสองหูเลยล่ะ”
“ฉัน... ฉันก็แค่ออกไปรับลมข้างนอกบ้างไม่ได้หรือไง?”
“แล้วทำไมพอเธอออกไปรับลมปุ๊บ โรงเรือนก็ถูกทำลายปั๊บเลยล่ะ?”
“ฉันจะไปรู้เหรอ? ฉันไม่ได้ไปที่โรงเรือนสักหน่อย!”
ชีหมิงเยว่คิดในใจว่า ตราบใดที่ไม่มีใครเห็นเธอกับตา และยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งแบบนี้ ใครก็ทำอะไรเธอไม่ได้
“ไปหรือไม่ไป เดี๋ยวตรวจสอบดูหน่อยก็รู้ค่ะ”
“ก็ตรวจไปสิ ยังไงซะทองแท้ก็ไม่แพ้ไฟอยู่แล้ว” ชีหมิงเยว่เชิดหน้าเถียงคำไม่ตกฟาก แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความประหม่าที่ปิดไม่มิด
“กลับไปเธอก็รีบซักรองเท้าทันทีเลยนะ แค่ออกไปรับลมต้องซักรองเท้าด้วยเหรอ? นอกเสียจากว่าเธอจะไปในที่ที่ไม่ควรไป แล้วพยายามจะทำลายหลักฐาน”
“ฉันไปแถวริมแม่น้ำมา แล้วรองเท้ามันเปียกน้ำเปียกโคลน กลับมาซักมันแปลกตรงไหน?”
มุมปากของชีชียกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “เดี๋ยวพอตำรวจมา แล้วเอาเจ้าฟองน้ำในรองเท้าคู่นั้นไปตรวจวิเคราะห์ดู ก็จะรู้เองว่าเธอไปเดินเล่นริมน้ำ หรือไปพังโรงเรือนมากันแน่”
ใบหน้าของชีหมิงเยว่พลันขาวซีดราวกับกระดาษ หญิงสาวเริ่มนึกเสียใจที่ไม่ได้โยนรองเท้าคู่นั้นทิ้งไปเสีย
นั่นเป็นรองเท้าคู่ใหม่ที่หม่าหลงเพิ่งได้รับแจกมา และเขายังไม่เคยตัดใจสวมมันเลยสักครั้ง
เมื่อคืนเธอก็ไม่ใช่ว่าจะไม่คิดทำลายหลักฐาน แต่สุดท้ายก็ทำใจทิ้งไม่ลง
ไอ้การ ‘ตรวจวิเคราะห์’ ที่ชีชีพูดถึงนั้นเธอไม่เข้าใจเลยสักนิด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะตรวจหาความจริงออกมาได้จริงหรือไม่
ยามนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะเถียงกับชีชีอีกต่อไป จึงรีบหันหลังกลับหมายจะวิ่งหนีกลับบ้าน
ชาวบ้านและเหล่าภรรยาทหารเริ่มไหวตัวทัน พากันกรูเข้าไปห้อมล้อมเธอเอาไว้ทันที
“ชีหมิงเยว่ คุณจะรีบไปไหน?”
“ฉันจะกลับบ้านไม่ได้หรือไง!” แม้ชีหมิงเยว่จะตะคอกกลับด้วยท่าทางอวดดี แต่แววตานั้นลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“กลับบ้านเหรอ? จะกลับไปทำลายหลักฐานล่ะสิไม่ว่า!”
“นั่นสิ! อย่าปล่อยให้ยัยนี่หนีไปได้ คนจิตใจคับแคบไร้ศีลธรรม นี่มันคือผักของพวกเราทั้งเขตบ้านพักทหารที่จะไว้กินตลอดฤดูหนาวเลยนะ!”
“ทีตอนทำงานล่ะหายหัว แต่พอจะทำลายนี่เก่งกว่าใครเพื่อน ทำไมคนเราถึงได้เลวร้ายขนาดนี้?”
ชีหมิงเยว่โกรธจนแทบจะคลั่ง เธอหันไปถลึงตาใส่ชีชีอย่างอาฆาต “เธอมีสิทธิ์อะไรมาหาว่าฉันเป็นคนทำ?”
ชีชีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะว่าเธอเป็นคนทำ ฉันก็แค่บอกว่าได้ยินเธอออกไปข้างนอกเมื่อคืนเฉยๆ ส่วนคนอื่นจะลองย้อนนึกดูก็ได้นะคะ ว่ามีใครออกไปพร้อมกับเธอเมื่อคืนบ้างหรือเปล่า”
“นี่มีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยเหรอ? ต้องลากคอออกมาให้ได้นะ กล้าดียังไงมาขวางทางไม่ให้พวกเราได้กินผักสดๆ!”
“กลางค่ำกลางคืนขนาดนั้น ไม่นอนอยู่บ้าน ใครจะรู้ออกไปทำอะไรกันแน่?”
“หรือไม่ใช่ว่าผู้ช่วยผู้บังคับกองพันหม่าไม่ค่อยอยู่บ้าน ยัยเด็กนี่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก็ชักจะอยู่ไม่สุขเสียแล้ว?”
“ก็น่าคิดนะ ไม่อย่างนั้นคนดีๆ ที่ไหนจะแอบย่องออกไปรับลมกลางดึก? แถมกลับมายังต้องรีบซักรีบเช็ดเป็นพัลวันขนาดนั้น?”
“พวกคุณพูดจาเหลวไหลอะไรกันน่ะ! ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำ!”
ชีหมิงเยว่ร้อนรนจนขอบตาเริ่มแดงก่ำ หากคำครหาเหล่านี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของเธอคงย่อยยับอับปางลงอย่างแน่นอน
ไม่ได้เด็ดขาด ชีหมิงเยว่ตั้งเป้าจะเป็นภรรยาของผู้บัญชาการกองพลนะ จะยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้!
“พวกเธอถ้ายังกล้าพูดจามั่วซั่วอีก ฉันจะฟ้องฐานหมิ่นประมาทให้หมดเลย!”
“เหอะ จะฟ้องพวกเราเหรอ? ไปเช็ดก้นตัวเองให้สะอาดก่อนเถอะยัยตัวดี”
“นั่นสิ แต่งตัวดูดีมีสกุล แต่ข้างในกลับสกปรกโสมม ช่างน่ารังเกียจจริงๆ...”
ต่อให้ชีหมิงเยว่จะมีปากเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจสู้รบตบมือกับฝูงชนจำนวนมากขนาดนี้ได้
น้ำตาเริ่มร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง เธอจ้องมองชีชีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและเกลียดชัง
“ทำไม? ทำไมแค่เธอพูดคำเดียว ทุกคนก็พากันเข้าข้างเธอหมด? ฉันมีอะไรสู้เธอไม่ได้ตรงไหนกัน!”
ชีชีหัวเราะเบาๆ “ดวงตาของมวลชนน่ะกระจ่างใสเสมอนั่นแหละ คนที่เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองแบบเธอ ใครเขาจะอยากคบหาด้วย?”
ในขณะที่กำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ตำรวจก็เดินทางมาถึงพร้อมกำลังพลชุดใหญ่กว่าสิบนาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างระดมกันเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุรอบโรงเรือนอย่างถ้วนถี่
ทว่าเนื่องจากเมื่อเช้ามีผู้คนสัญจรเข้ามามากเกินไป รอยเท้าจึงปะปนกันมั่วซั่วไปหมด ข้อมูลที่มีคุณค่าจริงๆ จึงค่อนข้างน้อย
ชาวบ้านต่างพากันรุมชี้ตัวชีหมิงเยว่ ตำรวจจึงจำเป็นต้องขอเข้าไปตรวจสอบรองเท้าคู่ที่ว่านั้นที่บ้านของเธอ
ชีหมิงเยว่ไม่กล้าขัดขืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอจึงได้แต่เดินนำทางไปด้วยท่าทีอิดออด แล้วจำใจนำรองเท้าผ้าใบปลดแอก [1] ที่ยังแห้งไม่สนิทออกมาให้ดู
รองเท้าแบบนี้มีกันแทบทุกครัวเรือน เพราะเป็นของที่ทางกองทัพแจกจ่ายให้เหมือนกันหมด
หากจะนำมาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจริงๆ ก็ดูจะค่อนข้างอ่อนไปนิด
ตำรวจจึงทำได้เพียงระบุชื่อชีหมิงเยว่เป็นผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่อาจเอาผิดได้ทันที
ทว่าเหล่าภรรยาทหารในเขตบ้านพักต่างปักใจเชื่อไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นฝีมือของเธอ แต่ละคนต่างส่งสายตาจิกกัดราวกับจะเฉือนเนื้ออีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
ขณะที่ชีหมิงเยว่กำลังจะอ้าปากแก้ตัวอีกรอบ หม่าหลงก็กลับมาพอดี
เขาไม่สนใจเลยว่ารอบข้างจะมีผู้คนมุงดูอยู่มากเพียงใด เขาตรงรี่เข้าไปตบหน้าหญิงสาวฉาดใหญ่จนหน้าหัน “นางตัวดี ทำฉันขายหน้าจริงๆ! อยู่เฉยๆ ให้คนเขาไม่ด่าบ้างไม่ได้หรือไง!”
เชิงอรรถ
[1] รองเท้าผ้าใบปลดแอก คือ รองเท้าผ้าใบสีเขียวของทหารจีนยุคเก่า
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd