LNCrawler

บทที่ 128 คุณค่า

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 128 คุณค่า

        ฝ่ามือนี้ได้ระเบิดโทสะที่อัดอั้นอยู่ลึกในใจของชีหมิงเยว่ออกมาจนหมดสิ้น

       ปกติเวลาถูกตบตีอยู่ที่บ้านหญิงสาวยังพอทนได้ เพราะถือว่าไม่มีใครเห็น

       แต่ในตอนนี้ บรรดาภรรยาทหารในเขตบ้านพักแทบทุกคนต่างยืนมุงอยู่ตรงนี้ แล้ววันหน้าชีหมิงเยว่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะกล้าโผล่ศีรษะออกจากบ้านได้อย่างไร?

       ราวกับมีสปริงติดอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้า ชีหมิงเยว่กระโจนพรวดขึ้นมาหมายจะตะกุยใบหน้าของหม่าหลงให้เสียโฉม

       “เห็นภรรยาตัวเองโดนรังแก แต่กลับมุดหัวเงียบไม่กล้าหืออือสักนิด คุณยังเป็นผู้ชายอยู่ไหม! วันนี้ฉันหรือคุณต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!”

       เมื่ออยู่ต่อหน้าหม่าหลง ชีหมิงเยว่ก็เป็นเพียงลูกไก่ตัวเล็กๆ เท่านั้น ต่อให้เธอจะขู่ฟ่ออาละวาดแค่ไหน ก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย

       หม่าหลงสะบัดแขนอย่างรำคาญเพียงครั้งเดียว ร่างของหญิงสาวก็ลอยละลิ่วไปไกล

       ไม่เพียงเท่านั้น หม่าหลงยังจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย “ชีวิตคู่ถ้ามันจะอยู่กันได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็หย่าๆ ไปซะ อย่ามาหาเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้”

       เสียงกรีดร้องของชีหมิงเยว่พลันติดค้างอยู่ในลำคอ ทำได้เพียงเปล่งเสียง ‘อั่กๆ’ อย่างน่าประหลาดฟังไม่ได้ศัพท์

       ชีหมิงเยว่หย่าไม่ได้เด็ดขาด หากต้องหย่าขาดจากกันตอนนี้ สิ่งที่หญิงสาวทุ่มเทเสียสละมาทั้งหมดจะมีความหมายอะไร?

       ชีหมิงเยว่ยังไม่ได้เป็นภรรยาผู้บัญชาการกองพลเลย ต่อให้ต้องขมขื่นหรืออัปยศอดสูเพียงใด เธอก็ต้องกัดฟันอดทน

       ดังนั้นเธอจึงไม่รอให้หม่าหลงมาเอาใจ รีบลุกขึ้นยืนปัดเนื้อปัดตัว แล้วเดินตามหลังเขาเข้านอนบ้านไปแต่โดยดี

       บรรดาภรรยาทหารที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างพากันงุนงงเป็นไก่ตาแตก

       “นี่คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่าน้ำดีเกลือกำราบเต้าหู้อย่างนั้นหรือ? หรือนี่คือการพ่ายแพ้ทางกันอย่างสิ้นเชิง?”

       “จะว่าไป ใครได้ภรรยาแบบนี้ก็ถือว่ามีบุญนะ จะตบจะตีจะด่ายังไงก็หมอบราบคาบแก้ว ไม่เห็นมีปากมีเสียงสักคำ”

       “ดูท่าแม่นั่นคงจะขวัญเสียกระมัง ฉวยโอกาสตอนผู้ชายไม่อยู่บ้านออกไปทำเรื่องบัดสี ถ้ายังคิดจะแผลงฤทธิ์อีกละก็ คงได้หย่าขาดกันไปตั้งนานแล้วล่ะ”

       “ก็นั่นสิ ถ้าไม่ผิดจริงคงไม่ยอมก้มหัวให้ถึงขนาดนี้หรอก”

       “จะไปสนใจเรื่องของชาวบ้านเขาทำไมกัน? โรงเรือนพังไปแบบนี้ ผักฤดูหนาวของพวกเราก็คงไม่มีหวังแล้วล่ะ”

       “ใช่เลย นางคนใจคออำมหิต ทำเรื่องทำลายความสุขคนอื่นแบบนี้ สมควรแช่งให้ไม่ตายดีนัก”

       เหล่าภรรยาทหารต่างพากันถ่มน้ำลายใส่หน้าประตูบ้านของชีหมิงเยว่ด้วยความรังเกียจ ก่อนจะยอมสลายตัวจากไปอย่างไม่สบอารมณ์

       ชีชีไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้ หลังจากที่ตำรวจเก็บหลักฐานเสร็จสิ้น หญิงสาวก็ปรึกษาเรื่องการซ่อมแซมโรงเรือนกับผู้พันจางทันที

       ต้นกล้าเหล่านั้นที่ถูกถอนทิ้ง หากเธอนำมาบำรุงด้วยน้ำพุวิญญาณก็น่าจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ใหม่ ปลูกใหม่ไม่นานก็น่าจะเก็บกินได้แล้ว

       ผู้พันจางมองดูชีชีที่กำลังง่วนอยู่เพียงลำพังด้วยความรู้สึกผิด “สหายชี มีอะไรให้ผมช่วยไหม? บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

       “คุณรีบจัดหาคนไปซื้อพลาสติกคลุมโรงเรือนมาให้เร็วที่สุดเถอะค่ะ ซ่อมให้เสร็จภายในวันนี้จะได้ไม่เสียการเสียงาน”

       “ได้เลย ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้ละ!”

       เมื่อไม่มีใครคอยจ้องมองอยู่ในที่เกิดเหตุ ชีชีก็เร่งความเร็วในการทำงานขึ้นอย่างมาก

       หญิงสาวมั่นใจเกินร้อยว่าเรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของชีหมิงเยว่ เพียงแต่เธอยังไม่มีหลักฐานจะมัดตัวได้แน่นหนาพอ

       แต่สิ่งที่ชีชีไม่เข้าใจคือ เธอไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชีหมิงเยว่มาพักใหญ่แล้ว ยัยนั่นจะเกิดอาการคุ้มดีคุ้มร้ายอะไรขึ้นมาอีก?

       ข่าวเรื่องโรงเรือนถูกทำลายแพร่สะพัดไปทั่ว ลู่เหย่ก้าวเท้าเข้าบ้านมาปุ๊บก็รีบตรงเข้ามาปลอบใจภรรยาทันที “ชีชี เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องเสียใจไปนะ”

       ชีชีหลุดขำออกมา “ฉันจะมีอะไรต้องเสียใจล่ะคะ? คนที่ไม่ได้กินผักน่ะคือคนทั้งเขตบ้านพักทหารต่างหาก ส่วนฉันน่ะมีผักกินไม่เคยขาดอยู่แล้ว”

       “คุณพูดแบบนี้ผมก็เบาใจ ผมกลัวคุณจะคิดมากจนเก็บมานั่งอมทุกข์คนเดียวน่ะสิ”

       “ฉันแค่ไม่เข้าใจน่ะค่ะ ว่าฉันไปล่วงเกินอะไรชีหมิงเยว่นักหนา ทำไมเธอถึงจ้องล้างจ้องผลาญฉันไม่เลิกแบบนี้?”

       “ผู้หญิงคนนั้นมันสมองเพี้ยนไปแล้ว จะเอาตรรกะคนปกติไปวิเคราะห์ไม่ได้หรอก”

       “แล้วคุณคิดว่า การที่เธอทำแบบนี้ เธอจะได้ประโยชน์อะไร?”

       “ประโยชน์น่ะไม่มีหรอก แต่แค่เห็นคุณต้องลำบากใจ เธอก็คงแอบไปนั่งหัวเราะดีใจอยู่คนเดียวแล้วมั้ง”

       “เหอะ ฉันไม่เสียความรู้สึกด้วยหรอกค่ะ” ชีชียิ้มกริ่มราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ “คุณไม่รู้หรอก วันนี้หม่าหลงตบหน้าหมิงเยว่ต่อหน้าประชาชีเลยล่ะ จะว่าไปก็ดูแล้วสะใจดีไม่น้อย”

       พอได้ยินชีชีเอ่ยถึงชื่อหม่าหลง ลู่เหย่ก็เริ่มมีอาการหึงหวงขึ้นมานิดๆ “ผู้หญิงคนนั้นโดนซ้อมทุกวันอยู่แล้ว มีอะไรน่าแปลก? ผมว่าเธอคงโดนจนหนังด้านไปหมดแล้วล่ะ”

       “ก็น่าจะจริงนะคะ โดนตบไปฉาดใหญ่ขนาดนั้น กลับถึงบ้านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”

       “ผู้หญิงประเภทนี้มันพวกหนังเหนียวชอบความรุนแรง ถ้าไม่โดนตบโดนตีเสียบ้างคงอยู่ไม่เป็นสุข”

       “แต่ต้องยอมรับเลยว่าชีหมิงเยว่เธออึดจริงๆ นะคะ ตั้งแต่เล็กจนโต ชีเจี้ยนกั๋วกับภรรยาไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้ว พอมาเจอชีวิตแบบนี้แต่ยังทนอยู่ได้ ก็น่าเลื่อมใสในความอดทนจริงๆ ค่ะ”

       “น่าเลื่อมใสตรงไหน? เธอไม่เหลือทางไปแล้วต่างหาก บ้านเดิมก็กลับไม่ได้แล้ว ถ้าหม่าหลงขอหย่าขึ้นมาละก็ ชีวิตเธอจะลำบากกว่าที่เป็นอยู่ร้อยเท่าพันเท่า”

       “ก็จริงของคุณนะคะ” ชีชีพลันขยับเข้าไปใกล้ลู่เหย่ “ฉันถามหน่อยสิ พวกคุณที่เป็นทหารเนี่ย ชอบตบตีภรรยากันทุกคนเลยเหรอ?”

       “ผมไม่เคยแตะต้องคุณเลยนะ”

       “คุณก็ลองดูสิ!”

       “แฮะๆ ใครจะกล้าล่ะครับ” ลู่เหย่ทำหน้าทะเล้นพลางขยับเข้าไปเบียดกระแซะชีชี “ภรรยาของผมแสนดีขนาดนี้ ผมทั้งรักทั้งถนอมจะตาย ใครจะไปกล้าลงไม้ลงมือ”

       “เชอะ คุณออกไปไกลๆ เลย น่ารำคาญจะแย่ รู้ตัวบ้างไหมเนี่ย?”

       “ไม่รู้เลยครับ”

       ทั้งสองคนหยอกล้อหัวเราะร่วนจนล้มตัวลงไปนัวเนียกันบนเตียง โชคดีที่เตียงหลังนี้ชีชีสั่งทำเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นมันคงรับศึกหนักจากการขับเคี่ยวกันทุกวันแบบนี้ไม่ไหวเป็นแน่

       ส่วนทางด้านชีหมิงเยว่ที่เดินตามหม่าหลงกลับบ้านมาด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ หญิงสาวรู้ดีว่าตัวเองก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว จึงไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้หม่าหลง รีบวิ่งแจ้นเข้าห้องครัวไปทำกับข้าวทันที

       หม่าหลงยังคงนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งทานข้าวเสร็จจึงยอมเปิดปากพูด “ผมรู้นะว่าเรื่องโรงเรือนเป็นฝีมือคุณ เรื่องโง่ๆ แบบนี้คุณยังกล้าทำ ไม่มีสมองบ้างเลยหรือไง?”

       ชีหมิงเยว่สะดุ้งสุดตัว “ฉัน... ฉัน...”

       “ถ้าอิจฉาชีชีมากนัก ก็หัดทำตัวให้มันดูดีมีค่าขึ้นมาหน่อยสิ ไปทำเรื่องต่ำๆ ลับหลังแบบนั้นมันได้ประโยชน์ตรงไหน?”

       “ฉัน... ฉันคิดว่าถ้าเธอทำพลาด ผู้นำเบื้องบนเขาจะ...”

       “คิด? สมองคุณมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง? การปลูกผักในโรงเรือนคือผลงานที่ใหญ่ที่สุดของเขตทหารในปีนี้ ผู้ใหญ่กี่ท่านที่รอรับความดีความชอบจากเรื่องนี้อยู่”

       “คุณนี่มันบ้าจริงๆ กล้าพุ่งชนในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ คิดว่าลำพังตัวคุณจะไปงัดข้อกับกองทัพทั้งเขตได้หรือไง?”

       แม้แต่หม่าหลงก็ด่าว่าอีกฝ่ายสมองมีแต่ขี้เลื่อย เหมือนที่ชีชีเคยด่าไม่มีผิด

       ฉีหมิงเยว่โกรธจัดจนตาแทบจะกลับด้าน แต่ก็ยังไม่กล้าแสดงอาการขัดขืนออกมา

       “ฉัน... ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดี ฉันแค่หลงผิดไปชั่ววูบ”

       “หึ! รีบจัดการเรื่องข่าวลือข้างนอกให้สงบซะ ถ้าชื่อเสียงของคุณเน่าเฟะจนกู่ไม่กลับละก็ เตรียมลงชื่อบนใบหย่าได้เลย”

       พอได้ยินคำว่าหย่า ชีหมิงเยว่ก็ร้อนรนขึ้นมาจริงๆ “หม่าหลง คุณยังมีหัวใจอยู่ไหม? ฉันทำให้คุณมาตั้งมากมาย คุณจะพูดคำว่าหย่าออกมาง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง?”

       หม่าหลงแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน “คุณทำเพื่อผมงั้นหรือ? คุณทำเพื่อจะได้เป็นคุณนายผู้บัญชาการกองพลต่างหาก”

       “อีกอย่าง เรื่องที่คนข้างนอกเขาพูดกันน่ะ มันใช่ข่าวลือที่ไหน? เรื่องที่คุณทำไว้จริงๆ น่ะ คิดว่าผมไม่รู้หรือไง?”

       “แต่ก็นะ คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าคุณจะเสน่ห์แรงขนาดนี้ งานเงินเดือนแปดร้อยหยวนนั่น นอนคืนเดียวก็ได้มาครองแล้ว”

       หัวใจของชีหมิงเยว่ราวกับร่วงหล่นลงในบ่อน้ำแข็ง เขารู้... ทำไมเขาถึงรู้ไปเสียทุกเรื่อง?

       แต่แล้วหญิงสาวก็กลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง เธอจำคำพูดของเหมียวกุ้ยหลานได้ที่ว่า ‘ชีวิตสามีภรรยาถ้าไม่มีความรัก ก็คือการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอแค่ลูกยังมีคุณค่าสำหรับเขา เขาก็ไม่มีวันทิ้งลูกไปไหน ลูกคิดว่าตาหลินไม่รู้หรือว่าแม่มีผู้ชายคนอื่นอยู่ข้างนอก? รู้แล้วยังไงล่ะ? ในเมื่อเขาอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เขาก็ต้องพึ่งพาแม่อยู่ดี’

       ชีหมิงเยว่รู้สึกว่าสถานการณ์ของตนกับเหมียวกุ้ยหลานนั้นไม่ต่างกัน หม่าหลงอยากเลื่อนตำแหน่ง และเขาต้องการเงิน

       ส่วนหญิงสาวสามารถหาเงินมาให้เขาได้ แม้วิธีการจะไม่ขาวสะอาดนัก แต่มันสำคัญที่ตรงไหนกัน? ในเมื่อเขาก็เป็นฝ่ายรับเงินเหล่านั้นไปทุกครั้งไม่ใช่หรือ?

       เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น ชีหมิงเยว่ก็พลันสงบใจลงได้ หญิงสาวจัดการปลดกระดุมเสื้อนวมออกแล้วโผเข้าหาเขาทันที

       แววตาของหม่าหลงฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ผลักไส กลับกดร่างของเธอลงบนโต๊ะอาหารที่ยังคงเต็มไปด้วยถ้วยชามระเกะระกะนั่นแทน

       โต๊ะตัวนั้นแต่เดิมก็ดูท่าทางจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก พอโดนแรงปะทะเข้าหน่อยก็พังครืนลงมาเป็นชิ้นๆ ถ้วยโถโอชามตกลงไปแตกกระจายเกลื่อนพื้น

       เศษกระเบื้องบาดลึกเข้าไปในหัวเข่าของชีหมิงเยว่จนหญิงสาวต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังอุตส่าห์เหลียวหน้ากลับมายิ้มหวานหยาดเยิ้มให้หม่าหลง

       รอยยิ้มที่เจ้าตัวมั่นใจนักหนาว่าหยาดเยิ้มหยดย้อย แต่สำหรับหม่าหลงแล้ว มันกลับชวนให้ไส้พุงปั่นป่วนจนอยากจะขย้อน เขาจึงรีบกระหน่ำจังหวะเข้าใส่ดั่งเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเผด็จศึกโดยเร็ว…


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd