LNCrawler

บทที่ 129 ต่อไปนี้คุณไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 129 ต่อไปนี้คุณไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว

        ภายใต้ความทุ่มเทของชีชีและผู้พันจาง โรงเรือนเพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายก็ได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จสิ้นภายในคืนเดียว

       ต้นกล้าที่ถูกถอนทิ้งส่วนใหญ่ถูกยื้อชีวิตกลับมาได้ ส่วนที่เกินจะเยียวยาก็มีการเพาะเมล็ดลงไปใหม่แทนที่

       พวกเหล่าภรรยาทหารที่เดิมทีคิดว่า ฤดูหนาวนี้คงไม่มีผักสดกินแล้ว ต่างก็พากันดีอกดีใจจนยิ้มไม่หุบ

       อันที่จริงฤดูหนาวในปีที่ผ่านๆ มาตอนไม่มีผักกินทุกคนก็อยู่กันได้

       แต่หลังจากได้ลิ้มรสผักสดพวกนี้เข้าไปแล้ว ใครจะไปอยากกลับไปกินผักดองประทังชีวิตไปวันๆ อีกเล่า?

       นี่แหละที่เขาว่า ‘จากประหยัดไปฟุ่มเฟือยนั้นง่าย แต่จากฟุ่มเฟือยกลับไปประหยัดนั้นยาก’

       “สหายชีนี่เก่งจริงๆ มีเธออยู่พวกเราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีผักกินแล้ว”

       “เมื่อวานสหายชีเหนื่อยมาทั้งวัน ฉันจะเอาฟืนไปส่งให้เธอหน่อย”

       “ผักกาดดองที่บ้านฉันได้ที่พอดี เดี๋ยวไปคัดหัวสวยๆ ให้เธอสักสองต้น”

       “ฉันจะเอาปลาเค็มตัวเล็กไปให้แล้วกัน หวังว่าเธอจะไม่รังเกียจนะ”

       เหล่าภรรยาทหารต่างหิ้วตะกร้าวิ่งไปที่บ้านของชีชี ด้วยความที่กลัวจะรบกวนเวลานอนของเธอจึงไม่มีใครกล้าเคาะประตู ต่างคนต่างแอบวางของเอาไว้ในลานบ้านอย่างเงียบเชียบ

       ปกติแล้ววางไว้แค่หน้าประตูก็พอ แต่ใครใช้ให้บ้านข้างๆ เป็นบ้านของชีหมิงเยว่กันล่ะ? แบบนี้ใครจะไปวางใจได้

       ขืนวางทิ้งไว้ สุภาษิต ‘ทำคุณบูชาโทษ’ จะกลายเป็นเอาของดีไปให้สุนัขกิน แล้วสุนัขตัวนั้นยังจะเชิดหน้าชูคอพูดว่า ‘ใครเขาจะไปอยากได้ของพรรค์นี้? ฉันชอบกินขี้มากกว่า’ เสียอีก

       เมื่อชีชีตื่นขึ้นมา ก็เห็นข้าวของกองอยู่เต็มลานบ้าน

       แม้จะไม่ใช่ของมีค่าราคาแพง แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงน้ำใจของเหล่าภรรยาทหาร

       ชีชีไม่ได้ปฏิเสธ เธอรับน้ำใจเหล่านั้นไว้ทั้งหมดด้วยความเต็มใจ

       ความสัมพันธ์นั้นสร้างได้ด้วยการไปมาหาสู่ มีการให้และการรับถึงจะมีโอกาสได้คบหากันต่อไป

       ส่วนเรื่องของขวัญตอบแทนนั้น หญิงสาวไม่ต้องเสียเวลาคิดให้ปวดหัว เธอแจกลูกอมมงคลตรากระต่ายขาวให้บ้านละหนึ่งกำมือ นอกจากจะแทนคำขอบคุณได้แล้ว ยังดูดีมีหน้ามีตาอีกด้วย

       บ้านไหนบ้างไม่มีเด็ก? นี่คือของโปรดระดับแถวหน้าที่ครอบครัวธรรมดาๆ ไม่กล้าควักเงินซื้อกินกันบ่อยๆ แน่นอน

       ชีชีเดินวนรอบเขตบ้านพักทหารจนครบทุกหลัง ในที่สุดก็ตอบแทนน้ำใจทุกคนจนทั่วถึง

       เจ้าหน้าที่ยามวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา “สหายชี มีจดหมายถึงคุณครับ”

       “ขอบคุณค่ะ” ชีชียิ้มละไมขณะรับจดหมายมา พร้อมกับส่งลูกอมกระต่ายขาวให้ยามหนึ่งกำมือ “รับไปทานเล่นนะคะ”

       “ขอบคุณมากครับสหายชี”

       ยามหนุ่มไม่เกรงใจ แกะเปลือกส่งลูกอมเข้าปากทันที กลิ่นหอมหวานของนมหอมอบอวลไปทั่วทั้งปากในพริบตา เขาหรี่ตาลงน้อยๆ อย่างมีความสุข

       ชีชีเดินไปพลางแกะจดหมายอ่านไปพลาง ฉบับแรกเป็นของจ้าวเหมยที่เขียนบรรยายความในใจมายาวเหยียดกว่าครึ่งค่อนหน้ากระดาษ มีแต่คำว่าคิดถึง คิดถึง และคิดถึงเธอ

       ช่วงท้ายจดหมายคาดว่าจะเป็นคำพูดของเฉินเยี่ยนที่ฝากเขียนมา ใจความว่าปีนี้พวกเขาต้องฉลองปีใหม่ที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ จึงหวังว่าชีชีจะช่วยจัดหาธัญพืชขัดสีให้หน่อย ถ้ามีเนื้อสัตว์ด้วยจะดีมาก

       เรื่องธัญพืชนั้นไม่ใช่ปัญหา ชีชีจัดเตรียมข้าวสารให้พวกเขาหนึ่งร้อยชั่ง แป้งสาลีขาวอีกหนึ่งร้อยชั่ง น้ำมันถั่วลิสงห้าสิบชั่ง พร้อมน้ำมัน เกลือ ซอส ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงอื่นๆ อีกครบชุด

       ติดตรงที่เนื้อสัตว์นี่แหละที่จัดการยาก ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่มี แต่ความเร็วในการส่งไปรษณีย์สมัยนี้มันน่ากังวลเหลือเกิน ต่อให้ส่งเนื้อแช่แข็งไปก็คงเน่าเสียก่อนถึงมือ

       ชีชีจึงเปลี่ยนมาเตรียมอาหารกระป๋องให้แทน มีทั้งเนื้อบดกระป๋อง หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง และปลารสเผ็ด

       อาหารกระป๋องมีอายุการเก็บรักษาได้นาน ขนส่งสะดวก เหมาะกับสถานการณ์ของพวกเขาที่สุด

       เมื่อเตรียมของเสร็จและห่อพัสดุเรียบร้อย ชีชีก็เขียนจดหมายตอบกลับไปฉบับหนึ่ง

       ชีชีกว่าจะมีเพื่อนที่จริงใจได้ไม่กี่คน จึงทะนุถนอมมิตรภาพนี้มาก

       หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ชีชีก็เปิดจดหมายอีกฉบับซึ่งส่งมาจากชีเจี้ยนกั๋ว

       หญิงสาวอ่านแบบกวาดสายตาเพียงครู่เดียว ใจความสำคัญคือการสำนึกผิด บอกว่าหลายปีมานี้ทำผิดต่อเธอ และจะหาทางชดเชยให้แน่นอน

       นอกจากจดหมาย ยังมีพัสดุที่ส่งมาพร้อมกัน ข้างในเป็นของฝากขึ้นชื่อจากเมืองจิงและเงินอีกห้าสิบหยวน

       ชีชีรับไว้ด้วยความสบายใจ เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเขาติดค้างเจ้าของร่างเดิมอยู่ เธอจึงรับมาโดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย

       ส่วนเรื่องจะให้เขียนจดหมายตอบกลับไปนั้น อย่าหวังเลย ชีชีไม่รู้จะคุยอะไรกับสามีภรรยาคู่นี้ดี จึงเลือกที่จะไม่เขียนเลยดีกว่า

       ขณะเดียวกันภายในพื้นที่มิติ หยางเชาเยว่ อดีตหัวหน้าคณะศิลปกรรมทหารที่เคยได้รับการปรนนิบัติเป็นลูกรักอยู่ไม่กี่วัน บัดนี้ได้ร่วงหล่นจากแท่นบูชา และถูกเถี่ยจู้เหยียบเข้าที่ใต้ฝ่าเท้าอย่างจัง

       สาเหตุไม่มีอะไรมาก แค่เพราะตอนชีชีเข้ามาจัดเตรียมเสบียงในมิติ หญิงสาวไม่ได้ปรายตาไปมองเขาแม้แต่นิดเดียว

       แม่หลินกับเถี่ยจู้พยายามยุยงให้เขาเข้าไปคุยกับชีชี หยางเชาเยว่ไม่มีทางเลือกจึงต้องกัดฟันเดินเข้าไปหา

       ทว่าชีชีกลับไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เธอเมินเขาไปอย่างสิ้นเชิง

       แม่หลินและเถี่ยจู้รู้สึกเหมือนถูกเขาปั่นหัวจนอับอาย การแก้แค้นอย่างหนักหน่วงจึงตามมาทันที

       หยางเชาเยว่จึงต้องเผชิญกับ ‘ศึกรุมกินโต๊ะ’ นับครั้งไม่ถ้วน จนแทบจะสำลักเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา

       คราวนี้เขาหวาดกลัวจนตัวสั่น หมอบคลานอยู่บนพื้นราวกับสุนัขเพื่อขอชีวิต

       แต่น่าเสียดายที่ไม่มีความสงสารส่งมาถึงเขาแม้แต่น้อย

       แม่หลินกับเถี่ยจู้ถูกขังมานานจนจิตใจบิดเบี้ยวไปแล้ว กว่าจะมี ‘กระสอบทราย’ มาให้ระบายอารมณ์ได้สักคน มีหรือที่พวกเขาจะไม่ขยี้ให้จมดิน?

       ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงมีแต่เสียงร้องโหยหวนราวกับภูตผีปีศาจของหยางเชาเยว่ดังระงม

       ชีชีฟังจนรำคาญ จึงสั่งตัดการรับรู้เสียงจากในมิติไปเสีย โลกภายนอกจึงกลับมาสงบสุขในทันใด

       วันตรุษจีนใกล้เข้ามาทุกที ชีชีจึงเดินทางไปที่ตัวเมืองบ่อยขึ้น

       สาเหตุหลักคือ หญิงสาวมีตั๋วสินค้าเหลืออยู่ในมือเยอะมากและใกล้จะหมดอายุ หากไม่รีบใช้ก็คงเสียของเปล่า

       ไหนๆ ก็ต้องเตรียมของกินของใช้ช่วงปีใหม่แล้ว อะไรที่ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อชีชีก็กวาดมาเสียเกือบหมด

       ส่วนรายงานที่หญิงสาวส่งให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรก่อนหน้านี้ก็ได้รับจดหมายตอบกลับมาแล้ว การปลูกพืชในโรงเรือนที่ฮั่นเฉิง เมืองจิง และฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือประสบความสำเร็จอย่างสูง ทางเบื้องบนจึงพิจารณาประกาศใช้เป็นแผนพัฒนาทั่วประเทศ

       เพื่อยกระดับโอกาสความสำเร็จให้สูงขึ้น ศาสตราจารย์จ้าวจึงเจาะจงเขียนจดหมายส่งถึงมือชีชีฉบับหนึ่ง เนื้อความโดยสรุปคืออยากให้เธอเปิดหลักสูตรฝึกอบรมขึ้น เพื่อเร่งสร้างบุคลากรแนวหน้าชุดหนึ่งขึ้นมาภายในระยะเวลาอันสั้น

       ชีชีตอบรับด้วยความยินดี แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้ไม่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศด้วยตัวเอง

       หญิงสาวไม่ได้กลัวความลำบาก แต่การไปแต่ละที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน เธอไม่อยากต้องแยกจากลู่เหย่นานขนาดนั้น

       เดิมทีลู่เหย่ขลุกอยู่แต่ในค่ายทหาร เจอแต่พวกผู้ชายหยาบกระด้าง หญิงสาวเลยไม่ทันสังเกตว่าสามีของตนมีเสน่ห์ล้นเหลือขนาดไหน

       ไม่กี่วันมานี้ที่ไปซื้อของปีใหม่ในเมือง ลู่เหย่อาสาไปช่วยหิ้วของให้

       ผลปรากฏว่า พ่อคนดีคนนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ดึงดูดสายตาผู้หญิงได้ทุกรุ่น ตั้งแต่สาวน้อยยันแม่ม่าย

       มีลู่เหย่อยู่ด้วย เวลาไปแย่งซื้อของที่สหกรณ์รัฐไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใครเลย เพราะจะมีคนใจดีหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ

       แต่ชีชีกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก ใครล่ะจะชอบให้ผู้หญิงทั้งโลกมาคอยจดจ้องสามีตัวเองเล่า?

       ลู่เหย่เองก็จนปัญญา ทุกครั้งที่ออกจากบ้านเขาจะมองแต่ปลายเท้าและทางข้างหน้า นอกจากภรรยาตัวเองแล้วเขาก็ไม่กล้ามองอะไรมั่วซั่วเลย

       แต่ถึงจะทำขนาดนี้ ทุกครั้งที่กลับมา ชีชีมักจะเจอเศษกระดาษแอบยัดมาในถุงข้าวของเสมอ ข้อความในนั้นเขียนแสดงความรักอย่างตรงไปตรงมา บางคนถึงขั้นบอกว่าไม่ต้องมีตำแหน่งมีหัวโขนอะไรให้ก็ได้

       ลู่เหย่ถึงกับหน้าถอดสี “ชีชี นี่ไม่ใช่ความผิดผมนะ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ”

       ชีชีเข่นเขี้ยวพลางถีบเขาไปทีหนึ่ง “ต่อไปนี้คุณไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว!”

       “ก็ได้ครับ...” ลู่เหย่รู้สึกน้อยใจไม่น้อย แต่ไม่กล้าเถียงภรรยาตัวน้อย

       นับตั้งแต่นั้นมา ชีชีก็ไม่ยอมพาลู่เหย่ออกไปข้างนอกด้วยอีกเลย เธอไปไหนมาไหนคนเดียว ซึ่งก็ทำให้แอบเอาของออกจากมิติได้สะดวกกว่าเดิมด้วย

       เดิมทีวันนี้หญิงสาวตั้งใจจะใช้ตั๋วยาสูบและตั๋วสุราที่เหลืออยู่นิดหน่อยให้หมด แล้วจะเก็บตัวอยู่บ้านรอฉลองปีใหม่

       ทว่าพอเดินออกมาจากสหกรณ์รัฐได้ไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้จ้าอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

       มีผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตาดูใจดีคนหนึ่งอุ้มเด็กคนนั้นไว้พลางปลอบโยนอย่างอดทน แต่เด็กน้อยกลับดิ้นรนสุดชีวิต ในขณะที่ปากก็ร่ำร้องเสียงอู้อี้ฟังไม่ออกว่า “ไม่กลับ! อย่าตีผม... แงๆๆ”

       ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มรุมล้อมหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันชี้นิ้วไปที่ผู้หญิงคนนั้น

       “เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงกล้าลงมือทำร้ายได้ลงคอ?”

       “นั่นสิ ไม่ควรเลยจริงๆ แถมยังเป็นเด็กผู้ชายด้วยนะ”

       ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที “พวกคุณอย่าไปฟังแกพูดเหลวไหลสิคะ ฉันชื่อจ้าวเยว่เอ๋อ เป็นครูอยู่ที่สถานสงเคราะห์ จะไปตีเด็กได้ยังไงกัน? เด็กคนนี้สมองไม่ค่อยดีค่ะ”

       แต่แววตาหวาดกลัวของเด็กน้อยดูสมจริงมาก จนคนรอบข้างเริ่มไม่ปักใจเชื่อคำพูดของเธอ

       “ถ้าไม่เชื่อพวกคุณดูสิ บนตัวแกไม่มีรอยแผลเลยสักนิดนะ”

       จ้าวเยว่เอ๋อเปิดเสื้อของเด็กน้อยให้ทุกคนดู เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาอย่างดี แม้จะไม่ถึงกับอ้วนท้วนแต่ก็ดูมีเนื้อมีหนัง แสดงว่าได้รับอาหารอิ่มหนำ

       และก็เป็นจริงอย่างที่เธอบอก บนตัวเด็กไม่มีรอยแผลหรือรอยเขียวช้ำแม้แต่นิดเดียว

       คนที่เคยสงสัยจึงเริ่มเปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่... พวกครูนี่ก็น่าเห็นใจนะ เลี้ยงลูกคนอื่นแท้ๆ ยังต้องมาถูกเข้าใจผิดอีก”

       “นั่นสิ งานแบบนี้มันทำยากจริงๆ”

       “ติ๊ง! ตรวจพบว่า จ้าวเยว่เอ๋อ มีพลังพิเศษสายเยียวยา ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       เดิมทีชีชีไม่ได้คิดจะเข้าไปร่วมมุงดูเหตุการณ์ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเสียงสังเคราะห์ของระบบดังขึ้น เธอถึงกับยืนอึ้งไปในทันที


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd