LNCrawler

บทที่ 130 พวกนรกส่งมาเกิด ทารุณกรรมเด็กชัดๆ!

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 130 พวกนรกส่งมาเกิด ทารุณกรรมเด็กชัดๆ!

        จ้าวเยว่เอ๋อไม่สนคำดิ้นรนขัดขืนของเด็กน้อย เธอใช้กำลังฝืนอุ้มเขาออกไปเสียดื้อๆ

       เด็กอายุเพียงสามสี่ขวบ ต่อให้ทุ่มเทแรงกายทั้งหมดที่มีก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการพันธนาการของผู้ใหญ่คนหนึ่งได้เลย

       แววตาของชีชีสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ

       ต้องยอมรับเลยว่าจ้าวเยว่เอ๋อคนนี้เป็นพวกอารมณ์ร้อนขนานแท้

       พอลับตาคนตรงหัวมุมตรอก เมื่อเห็นว่าข้างหน้าและข้างหลังไม่มีใคร เธอก็จับเด็กคนนั้นเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง แล้วตามด้วยการระดมทั้งหมัดและเท้าเข้าใส่ไม่ยั้ง

       “กล้าหนีดีนักนะ คิดจะหนีงั้นเหรอ ต้องโดนตีให้ตายถึงจะเข็ด! ตอบมาซิว่ายังจะหนีอีกไหม ว่าไงล่ะ? ถามอยู่นี่ ทำไมไม่ตอบ!”

       เด็กน้อยอยู่ในสภาพร่อแร่ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ จะเอาปัญญาที่ไหนมาตอบอีกฝ่ายได้

       เมื่อจ้าวเยว่เอ๋อเห็นว่าหากลงมือต่ออีกนิดคงได้เกิดเหตุฆาตกรรมแน่ มือขวาของหญิงสาวก็พลันขยับร่ายมนตร์เพียงชั่วพริบตา ปลายนิ้วปรากฏแสงสีเขียวพุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้วของเด็กชาย

       บาดแผลฟกช้ำดำเขียวจากการถูกทำร้ายเมื่อครู่ เลือนหายไปจนหายสนิทต่อหน้าต่อตา

       ทันใดนั้น ใบหน้าของจ้าวเยว่เอ๋อก็ปรากฏรอยยิ้มบ้าคลั่ง “เจ้าหนู นายไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมมือฉันไปได้หรอก เชื่อฟังฉันเสียดีๆ แค่โดนตีไม่กี่ทีเอง กัดฟันทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว ฉันไม่ฆ่านายจริงๆ หรอกน่า”

       ชีชีเหลืออดจนดูต่อไปไม่ไหว “ระบบ จัดการยึดพลังพิเศษของยัยนั่นมาซะ”

       “ติ๊ง! ช่วงชิงพลังพิเศษสายเยียวยาสำเร็จแล้ว โฮสต์โปรดตรวจสอบด้วยค่ะ”

       ชีชีสัมผัสได้ทันทีว่าภายในพื้นที่มิติมีกลุ่มก้อนพลังงานเพิ่มขึ้นมาหนึ่งก้อน เหมือนกับตอนที่หญิงสาวมอบพลังพิเศษสายพละกำลังให้ลู่เหย่ไม่มีผิด

       ฝ่ายจ้าวเยว่เอ๋อที่ยังไม่รู้ตัวว่าพลังสายเยียวยาของตนหายไปแล้ว ยังคงลงมือทุบตีเด็กน้อยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

       ชีชีรีบวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม แล้วคว้าตัวคนเดินผ่านไปมาแถวนั้นคนหนึ่งพลางตะโกนก้อง “ไปแจ้งตำรวจเร็ว! ตรงนี้มีการทารุณกรรมเด็ก!”

       ฝูงชนที่เพิ่งสลายตัวไปถูกเสียงตะโกนของชีชีดึงดูดให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

       “อยู่ที่ไหน? ใครทำร้ายเด็ก?”

       “จ้าวเยว่เอ๋อคนนั้นไง ครูที่สถานสงเคราะห์น่ะ เธอกำลังทำร้ายเด็กอยู่ในตรอกโน้น!”

       “จริงหรือเปล่า? เมื่อกี้ยังเห็นอยู่เลยว่าบนตัวเด็กไม่มีแผลสักนิด”

       “ไปดูก็รู้เองนั่นแหละ!”

       “ใช่ ไปดูกัน!”

       กลุ่มคนนับสิบต่างพากันวิ่งกรูกันเข้าไปในซอยเล็กๆ แห่งนั้น

       ในยุคที่ความบันเทิงหาได้ยากยิ่งเช่นนี้ การได้มุงดูเรื่องราวฉาวโฉ่ถือเป็นสิ่งที่ผู้คนโปรดปราน

       หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกอนาคต ต่อให้ชีชีตะโกนจนคอแตกก็อาจจะไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ

       เนื่องจากสถานีตำรวจตั้งอยู่ติดกับสหกรณ์รัฐ เจ้าหน้าที่จึงรุดหน้ามาถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ

       ในวินาทีที่จ้าวเยว่เอ๋อถูกรวบตัวคาหนังคาเขา เธอถึงกับตกอยู่ในอาการมึนงงทำอะไรไม่ถูก

       สาเหตุหลักก็คือ ไม่ว่าหญิงสาวจะพยายามขยับนิ้วร่ายมนตร์จนนิ้วแทบหักอย่างไร พลังพิเศษก็ไม่ยอมปรากฏออกมาเลย

       “แหม ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย หน้าตาก็ดูเป็นคนดี แต่ใจคอเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”

       “ใจดำอำมหิตนัก เด็กตัวนิดเดียวก็ยังทำลงคอได้ จิตใจไม่ปกติแล้วแบบนี้”

       “ต้องรับโทษหนักๆ อย่าปล่อยให้ลอยนวลเด็ดขาด!”

       ท่ามกลางเสียงก่นด่าและประณามด้วยความโกรธแค้นของชาวบ้าน จ้าวเยว่เอ๋อถูกตำรวจใส่กุญแจมือคุมตัวออกไปทันที ส่วนเด็กน้อยก็ถูกเร่งส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที

       ชีชีไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์หลังจากนั้น หญิงสาวเลือกที่จะเดินกลับบ้านโดยตรง

       ทว่าความรู้สึกในใจกลับไม่สงบลงง่ายๆ พลังพิเศษสายเยียวยาเดิมทีควรจะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้คน ช่วยเหลือมวลมนุษย์

       แต่อีกฝ่ายกลับใช้มันมาเป็นฉากหน้าเพื่อปกปิดการทารุณกรรมเด็ก ช่างเป็นการกระทำที่บิดเบี้ยวจนเกินรับไหว

       เดิมทีชีชีคิดว่า คนที่ได้รับ ‘นิ้วทองคำ’ หรือพรสวรรค์พิเศษมาครองล้วนต้องมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา และถูกลิขิตมาเพื่อให้ทำสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้

       แต่ตอนนี้ชีชีก็ประจักษ์แล้วว่า ระบบโกงหรือพลังพิเศษเหล่านั้นไม่ได้แยกแยะผิดชอบชั่วดี คนที่ถือครองมันต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความดีและความชั่ว

       ชีชีเชื่อว่าในมุมที่ตนมองไม่เห็น คงยังมีคนอย่างหลินเสี่ยวหรูหรือจ้าวเยว่เอ๋ออีกมากมายนัก

       ความรู้สึกเร่งด่วนพลันจู่โจมเข้ามาในใจ ไม่ต้องถึงขนาดกำจัดพวกโฉดชั่วเชิดชูคุณธรรมหรอก แต่ถ้าเจอคนแบบนี้อีกเมื่อไร เธอต้องยึดพลังพวกนั้นมาให้หมด จะปล่อยให้พวกเขาสร้างความเดือดร้อนให้โลกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

       คืนนั้นลู่เหย่ไม่ได้กลับบ้าน หลี่ต้าเฉียงจึงวิ่งมาแจ้งข่าวกับชีชี “พี่สะใภ้ครับ มีสหายร่วมรบของเราบาดเจ็บ ผู้พันเลยต้องอยู่ที่โรงพยาบาลคอยดูแลน่ะครับ คาดว่าคืนนี้คงกลับไม่ได้”

       “บาดเจ็บสาหัสไหมคะ?” เมื่อได้ยินว่ามีคนเจ็บ หัวใจของชีชีก็รัดตัวแน่นด้วยความกังวล

       “ถูกยิงเข้าหนึ่งนัดครับ ไม่ถึงแก่ชีวิต ตอนนี้ผ่าเอาลูกกระสุนออกเรียบร้อยแล้ว”

       “แล้วลู่เหย่ล่ะคะ? เขา... ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม?”

       “ไม่ครับ ผู้พันสบายดี พี่สะใภ้อย่าเป็นกังวลไปเลย”

       แม้จะรู้ว่าหลี่ต้าเฉียงไม่ใช่คนขี้โกหก แต่ในใจของชีชีก็ยังคงว้าวุ่น เธอรีบหยิบกระบอกน้ำออกมาหลายใบ พร้อมกับซาลาเปาไส้เนื้ออีกสิบกว่าลูก “ฝากเอาของพวกนี้ไปให้ลู่เหย่ทีนะคะ”

       “รับทราบครับพี่สะใภ้ รับรองว่าถึงมือผู้พันแน่นอน”

       คืนนั้นทั้งคืน ชีชีนอนกระสับกระส่ายด้วยความไม่สบายใจ หัวใจของหญิงสาวเหมือนลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ

       เธอตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

       งานของลู่เหย่คือการใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบ สิ่งที่เรียกว่าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ แท้จริงแล้วก็คือการออกไปทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หรือที่ผู้คนชอบพูดกันว่าเป็น ‘ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้’

       ในหน่วยงานแบบนี้ จะโชคดีไม่เจ็บตัวสักครั้งสองครั้งน่ะพอไหว แต่ใครจะรับประกันได้ว่าความโชคดีจะอยู่กับเราไปตลอด?

       ชีชีเคยได้ยินมาว่า ทุกครั้งที่พวกเขาออกปฏิบัติภารกิจจะต้องเขียนจดหมายลาตายไว้ นั่นหมายความว่าพวกเขาก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยศรัทธาที่จะยอมสละชีพได้ทุกเมื่อ

       แม้ตอนนี้ลู่เหย่จะมีพลังพิเศษ ทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น

       แต่ร่างกายที่แข็งแกร่งแค่ไหน จะไปทานทนลูกกระสุนปืนได้ตลอดรอดฝั่งเชียวหรือ?

       ยิ่งคิด ชีชีก็ยิ่งฟุ้งซ่าน

       หญิงสาวพลันนึกถึงก้อนพลังงานสายเยียวยาในมิติขึ้นมาได้ “ระบบ ฉันมอบพลังนี้ให้ลู่เหย่ได้ไหม?”

       “เขามีพลังพิเศษอยู่แล้วหนึ่งอย่าง ไม่สามารถใช้ซ้ำได้ค่ะ”

       ชีชีถึงกับคอตกด้วยความหดหู่ “รู้อย่างนี้ น่าจะรอก่อนแท้ๆ”

       “โฮสต์คะ ในอนาคตคุณจะได้พบกับพลังพิเศษที่ดีกว่านี้แน่นอน”

       “เงียบไปเลย ทำไมเธอชอบพูดแทงใจดำคนอื่นนักล่ะ?”

       ระบบ “...”

       คราวนี้ระบบยอมเงียบปากตามสั่งจริงๆ ชีชีบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่ตั้งนานก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่น้อย

       กว่าจะได้เจอหน้าลู่เหย่อีกครั้งก็เป็นเย็นของวันถัดมา ชายหนุ่มอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด เคราเขียวเริ่มขึ้นครึ้มบนแนวสันกราม

       ชีชีมองเขาด้วยความสงสารจับใจ “งานของคุณนี่มันหนักหนาจริงๆ เลยนะ”

       ลู่เหย่อาบน้ำอาบท่าจนสะอาดสะอ้านก่อนถึงจะกล้าเข้ามากอดชีชี “หลูเหว่ยไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลดเลย ดีที่ได้น้ำที่คุณฝากไปนั่นแหละ ช่วยชีวิตเขาไว้ได้จริงๆ”

       “ไม่มีใครรู้ใช่ไหมคะว่าน้ำนั่นมันพิเศษ?”

       “ไม่มีใครรู้แน่นอนครับ ทุกคนคิดว่าเขาดวงแข็ง กัดฟันทนจนรอดมาได้เอง” ลู่เหย่กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “เสียดายที่น้ำนั่นพกไปเยอะๆ ไม่สะดวก ไม่อย่างนั้นถ้าได้ใช้ในช่วงเวลาวิกฤตคงช่วยคนได้อีกมาก”

       “ในหน่วยของพวกคุณไม่มีหมอทหารบ้างเลยเหรอคะ?”

       “หลูเหว่ยนี่แหละคือหมอทหาร แต่น่าเสียดาย... เขาบาดเจ็บที่มือขวา เกรงว่าจะต้องออกจากหน่วยไป”

       “ถ้าอย่างนั้น คุณก็ต้องหาหมอทหารคนใหม่มาแทนสินะ?”

       “มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับ หมอน่ะหาไม่ยาก แต่คนที่เก่งกาจรอบด้านพอจะอยู่หน่วยนี้ได้น่ะ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร”

       “นั่นสินะคะ”

       ในหัวของชีชีพลันปรากฏใบหน้าของเฉินเยี่ยนขึ้นมา เขาน่ะดูเหมาะสมที่สุดแล้ว แต่เสียดายที่ฐานะทางบ้านของเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เขามาเสี่ยงอันตรายในหน่วยงานแบบนี้แน่ๆ

       ประกาศรับสมัครหมอทหารของหน่วยอสนีบาตถูกแพร่กระจายไปทั่วกองทัพ มีคนมาสมัครเพียบ แต่คนที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจริงๆ กลับมีเพียงหยิบมือ

       เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชีชีจะเข้าไปก้าวก่ายได้ หญิงสาวจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก

       ไม่กี่วันต่อมา ผู้พันจางก็เดินยิ้มหน้าบานมาหาชีชี “สหายชี มีข่าวดีครับ!”

       “ข่าวดีอะไรคะ ถึงได้ทำให้คุณดีใจขนาดนี้?”

       หลังจากร่วมงานกันมานาน ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันพอสมควร ชีชีจึงพูดคุยกับเขาได้อย่างเป็นกันเอง ไม่เกร็งเหมือนช่วงแรกๆ

       “สิ้นปีนี้จะมีการจัดงานประกาศเกียรติยศครับ หลักๆ ก็เรื่องโรงเรือนเพาะปลูกของเรานี่แหละ แล้วทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรยังจะส่งกลุ่มนักวิจัยมาขอเรียนรู้งานกับคุณด้วยนะ”

       งานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติอีกตามเคย ชีชีไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับพิธีการจอมปลอมพวกนี้เลยสักนิด ถ้าเปลี่ยนจากงานพิธีเป็นเงินรางวัลคงจะเข้าท่ากว่าเยอะ

       ทว่าหญิงสาวก็ยังคงตอบรับไปตามมารยาท “นั่นเป็นเรื่องดีมากเลยค่ะ”

       “แน่นอนอยู่แล้วครับ คราวนี้เขตทหารของเราได้ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเลยละ”

       ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีคนสองคนเดินตรงมาหา หนึ่งในนั้นคือลู่เหย่ และอีกคน... กลับกลายเป็นเฉินเยี่ยน

       ชีชีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “พวกคุณสองคนมาอยู่ด้วยกันได้ยังไงคะเนี่ย?”

       เฉินเยี่ยนเองก็ชะงักไปเช่นกัน “สหายชี? ดีใจจริงๆ ที่ได้พบคุณอีกครั้งครับ”

       ลู่เหย่รู้สึกได้ทันทีว่าแววตาของเฉินเยี่ยนนั้นดูร้อนแรงเกินไปหน่อย จ้องมองภรรยาคนอื่นแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน?

       “ชีชี นี่รู้จักกันด้วยเหรอ? สหายเฉินเยี่ยนคือหมอทหารคนใหม่ของหน่วยเราเองครับ”

       สมองของเฉินเยี่ยนเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ขึ้นมาทันที คนรักของชีชีคือผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างนั้นหรือ? นี่มัน...


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd