LNCrawler

บทที่ 133 พลิกแผ่นดินหาไม่เจอ บทจะเจอก็ได้มาง่ายดาย

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 133 พลิกแผ่นดินหาไม่เจอ บทจะเจอก็ได้มาง่ายดาย

        ลู่เหย่ใช้เวลาครุ่นคิดอย่างหนักมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะไปคุยกับเฉินเยี่ยนให้รู้เรื่อง

       นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องส่วนตัวระหว่างเขาสองคน แต่มันคือชนวนเหตุสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาของหน่วยอสนีบาต

       ในฐานะหัวหน้าหน่วย เขาต้องยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หากมีปัญหาเกิดขึ้นต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที

       ถ้าการพูดคุยครั้งนี้ตกลงกันไม่ได้ เฉินเยี่ยนก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ในหน่วยอสนีบาตต่อไป

       แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่เขาก็จำเป็นต้องทำ

       มันยังดีเสียกว่าปล่อยให้ถึงวันที่ทั้งคู่ต้องหันคมดาบเข้าหากันเอง

       พอคิดถึงพลังพิเศษที่ภรรยามอบออกไป ลู่เหย่ก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที

       “เฮ้อ รู้อย่างนี้บอกให้เธอรออีกสักสองสามวันค่อยมอบให้ก็ดี”

       เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เหย่เดินทางไปที่หอพักของสมาชิกหน่วยอสนีบาตก่อนเวลา ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับการล้างหน้าแปรงฟันและยังไม่ได้ทานมื้อเช้า

       ลู่เหย่ยัดซาลาเปาไส้เนื้อที่นำมาจากบ้านใส่มือเฉินเยี่ยน “ออกมาข้างนอกหน่อย ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

       “ครับ!”

       เฉินเยี่ยนรับซาลาเปามาด้วยความดีใจแล้วรีบก้าวยาวๆ ตามออกไป

       พวกเขาทั้งสองก้าวเข้ามายังสนามฝึก ภายในสถานที่อันกว้างขวางนั้นช่างเงียบสงบและปลอดโปร่ง จึงไม่ต้องพะวงว่าจะมีใครแอบดักฟัง

       “นายกินก่อนเถอะ กินเสร็จค่อยคุยกัน”

       ลู่เหย่เตรียมประโยคที่จะพูดมาทั้งคืน แต่พอต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ กลับรู้สึกน้ำท่วมปากพูดไม่ออกขึ้นมาเสียดื้อๆ

       เฉินเยี่ยนไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขากัดซาลาเปาคำหนึ่ง ดื่มน้ำพุวิญญาณตามคำหนึ่ง ทานอย่างเอร็ดอร่อยจนน่าอิจฉา

       เพียงครู่เดียวซาลาเปาไส้เนื้อหกลูกกับน้ำพุวิญญาณหนึ่งกระบอกก็อันตรธานหายไปในพริบตา

       “อึก! รายงานหัวหน้า ผมทานเสร็จแล้วครับ เชิญสั่งการได้เลยครับ”

       ลู่เหย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินเยี่ยน แล้วเอ่ยถาม “นายชอบภรรยาของผมใช่ไหม?”

       ‘แค่กๆๆ!’

       เฉินเยี่ยนสำลักจนแทบสิ้นใจ ถ้าปอดไม่หลุดออกมาข้างนอกก็ถือว่าอวัยวะภายในแข็งแรงกำยำเกินคนแล้ว

       ลู่เหย่รีบช่วยลูบหลังให้ด้วยความรู้สึกผิด พร้อมกับส่งกระบอกน้ำพุวิญญาณให้อีกครั้ง

       ‘อึกๆๆๆ’

       เฉินเยี่ยนกระดกน้ำดื่มไปเกือบครึ่งกระบอกจึงหยุดอาการไอได้

       “หัวหน้า... คำถามนี้จะให้ผมตอบยังไงดีครับ?”

       เฉินเยี่ยนถึงกับหน้าเหวอไปในทันที เรื่องพรรค์นี้เขานำมาพูดกันโต้งๆ แบบนี้ได้ด้วยหรือ มันช่างน่ากระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน

       “พูดความจริงมา” ลู่เหย่มีสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม “เฉินเยี่ยน ต่อไปพวกเราต้องเป็นสหายร่วมรบที่ฝากแผ่นหลังไว้ให้กันและกัน ระหว่างเราจะมีความบาดหมางไม่ได้ แม้เพียงนิดเดียวก็ไม่ได้”

       “ไม่อย่างนั้น ตอนปฏิบัติภารกิจมันจะเกิดปัญหาใหญ่”

       “นายก็น่าจะรู้ว่างานที่หน่วยอสนีบาตรับมาคืออะไร พลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็หมายถึงชีวิต”

       “เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวังที่สุด”

       เฉินเยี่ยนเข้าใจเจตนาได้ในทันที “รายงานหัวหน้าครับ ผมมีความรู้สึกดีๆ ให้กับสหายชีจริง ตอนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือผมเคยคิดจะจีบเธอ”

       “แต่เธอแสดงออกชัดเจนว่ามีคนรักแล้ว ผมจึงไม่กล้าคิดเกินเลยอีก”

       “ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคนรักของเธอคือหัวหน้า ผมยิ่งไม่มีทางคิดอะไรที่ไม่ควรคิด”

       “ผมยินดีสาบานต่อหน้าธงประจำกองทัพ ว่าทุกถ้อยคำที่พูดออกมาคือเรื่องจริงไม่บิดเบือน”

       ลู่เหย่ตบไหล่เขาแรงๆ “ขอบใจมากสหายเฉินเยี่ยน! และยินดีต้อนรับเข้าสู่หน่วยอสนีบาตอย่างเป็นทางการ!”

       เฉินเยี่ยนถึงกับแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด “หัวหน้าครับ หัวหน้าไม่รู้เหรอว่าตัวเองแรงเยอะขนาดไหน? ผมแทบจะร่างหลุดเป็นชิ้นๆ อยู่แล้วเนี่ย”

       “ฮ่าๆๆ ขอโทษที คราวหน้าผมจะระวัง”

       เฉินเยี่ยนขยับเข้าไปใกล้พลางทำหน้าเจ้าเล่ห์ “หัวหน้าครับ หัวหน้าเองก็มีพลังพิเศษเหมือนกันใช่ไหม?”

       ลู่เหย่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ “นายรู้ได้ยังไง?”

       “เดาเอาน่ะสิครับ หัวหน้ากับพี่สะใภ้รักกันปานนั้น เธอมีของดีมีหรือจะไม่นึกถึงหัวหน้า? ขนาดผมยังได้เลย หัวหน้าก็ต้องได้ก่อนผมอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?”

       ลู่เหย่หัวเราะออกมา ทายาทรุ่นที่สองของคณะปฏิวัติคนนี้... ก็นิสัยไม่เลวเหมือนกัน

       “ใช่แล้ว พลังของผมคือสายพละกำลัง”

       “ผมว่าแล้วเชียว! ปกติผมก็สู้เก่งนะ แต่ทำไมถึงสู้หัวหน้าไม่ได้เลย ที่แท้หัวหน้าก็ใช้ตัวช่วยพิเศษนี่เอง”

       “ทำไม? ไม่ยอมเหรอ?” ลู่เหย่แสร้งชูกำปั้นขึ้นมา

       เฉินเยี่ยนรีบกระโดดตัวลอยออกไปไกลทันที “ยอมครับ ผมยอมแล้ว ใครจะกล้าสู้กับหัวหน้าล่ะ”

       เมื่อจัดการเรื่องของเฉินเยี่ยนเสร็จ ลู่เหย่ก็รู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว

       แต่ทางด้านชีชีกลับยังคงยุ่งวุ่นวาย การสอนนักศึกษาสี่สิบคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

       หากวัดกันที่ประสบการณ์ ทุกคนล้วนเก๋าเกมกว่าเธอ หากวัดที่อายุ ทุกคนก็แก่กว่าเธอทั้งสิ้น

       ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสเช่นนี้ ตามหลักแล้วชีชีควรจะเป็นได้แค่คนคอยยกน้ำส่งข้าวหรือทำงานเบ็ดเตล็ดเท่านั้น

       ทว่าตอนนี้พวกเขากลับต้องมานั่งเรียนตามชีชีราวกับเด็กประถม ความรู้สึกต่อต้านในใจย่อมมีเป็นธรรมดา

       ดังนั้นคำถามยากๆ หรือการลองดีจึงมีมาไม่ขาดสาย

       ยังดีที่ชีชีมีประสบการณ์จากชาติที่แล้ว และมีคลังความรู้ที่ล้ำหน้าคนเหล่านี้ไปหลายยุคสมัย

       ไม่อย่างนั้นหญิงสาวคงยากที่จะรับมือได้

       เนื่องจากชีชียังคงกังวลเรื่องการหาพลังพิเศษให้กับหน่วยอสนีบาต เธอจึงไม่ได้จัดตารางสอนเต็มวันเหมือนช่วงแรก

       ตอนนี้หญิงสาวจะสอนที่โรงเรือนเพาะปลูกในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายจะออกไปเดินสำรวจรอบๆ

       ชีชีไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หากไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบ เธอก็ไม่มีทางรู้เลยว่าใครมี ‘นิ้วทองคำ’ ซ่อนอยู่

       พฤติกรรมเสี่ยงดวงแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของเธอเลย หลังจากพยายามอยู่หลายวันแต่ไร้วี่แวว เธอจึงตั้งใจจะถอดใจ

       ในระหว่างทางกลับบ้านซึ่งต้องผ่านโรงพยาบาลประจำตำบล เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กชายวัยประมาณหกเจ็ดขวบพลางร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา

       เดิมทีชีชีจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่เสียงแจ้งเตือนของระบบกลับทำให้เธอต้องชะงักฝีเท้าลง

       “ติ๊ง! ตรวจพบเนตรอสนีบาตในตัว เหลียงโก่วเซิ่ง ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       เนตรอสนีบาตงั้นเหรอ? นี่มันพลังสายโจมตีชัดๆ!

       ช่างเป็นสถานการณ์ ‘พลิกแผ่นดินหาไม่เจอ บทจะเจอก็ได้มาง่ายดาย’ เสียจริง

       ชีชีหัวเราะร่าอยู่ในใจสามครา ก่อนจะเดินเข้าไปหาแม่ลูกคู่นั้น

       “พี่สาวคะ มีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้ช่วยไหมคะ?”

       ผู้หญิงคนนั้นคงจะเก็บกดมานานเกินไป และเมื่อเห็นว่าชีชีเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยงาม ยิ้มแย้มอ่อนหวาน ดูไม่มีพิษมีภัย

       เธอจึงดึงมือชีชีไว้แล้วพรั่งพรูเรื่องราวในบ้านออกมาทั้งหมด

       ที่แท้ โก่วเซิ่งพิการทางสายตามาตั้งแต่เกิด เดิมทีฐานะทางบ้านก็พอมีพอใช้ จึงพากันไปตระเวนหาหมอทั่วทุกสารทิศ

       แต่น่าเสียดายที่หมอทุกคนต่างวินิจฉัยว่าเป็นการตาบอดแต่กำเนิด ไม่สามารถรักษาให้หายได้

       ในที่สุดครอบครัวจึงจำใจต้องล้มเลิกความตั้งใจไป

       ทว่าเมื่อครึ่งปีก่อน ในคืนที่ฟ้าร้องคำรามอย่างหนัก โก่วเซิ่งก็กุมตาตัวเองแล้วกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

       เหลียงกั๋วต้ง สามีของเธอต้องการดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก จึงเข้าไปดึงมือเขาออก

       แต่ใครจะคาดคิดว่าจะมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา ทำให้สองพ่อลูกสลบเหมือดไปในทันที

       พอทั้งคู่ฟื้นขึ้นมา ดวงตาของโก่วเซิ่งก็ไม่สามารถลืมขึ้นได้อีก เพราะถ้าลืมขึ้นมาเมื่อไร พลังนั้นจะทำร้ายคนรอบข้างทันที

       ไม่มีทางเลือกอื่น ปกติจึงต้องใช้ผ้าดำพันตาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปทำร้ายใคร

       ส่วนเหลียงกั๋วต้งนั้นอาการหนักกว่า ขาทั้งสองข้างของเขาสูญเสียความรู้สึกและกลายเป็นอัมพาตอยู่บนเตียงมาจนถึงทุกวันนี้

       เขาต้องตกงาน ความเป็นอยู่ทางบ้านตกต่ำลงทุกวัน จนตอนนี้แทบจะไม่มีข้าวกรอกหม้อแล้ว

       “ฉันคิดว่า... อย่าอยู่ให้เป็นภาระของที่บ้านเลย ฉันจะพาลูกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน...”

       หญิงสาวคนนั้นเพิ่งไปซื้อยาฆ่าหญ้ามาจากสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรฝั่งตรงข้าม เธอตั้งใจจะให้ดื่มคนละอึกเพื่อจบปัญหาทุกอย่าง

       แต่เมื่อมองดูลูกชายวัยหกขวบที่ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาก็ยังไม่เคยเห็นโลกใบนี้แม้แต่แวบเดียว เธอก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไม่อยู่และร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

       ชีชีตบหน้าอกตัวเองเบาๆ นึกในใจว่าโชคดีที่ตนมาทันเวลา

       ไม่อย่างนั้น คงต้องสังเวยถึงสองชีวิต

       “พี่คะ ฉันรักษาดวงตาของลูกชายพี่ได้ค่ะ ส่วนขาของสามีพี่ ฉันพอจะแนะนำหมอให้ได้ แต่จะรักษาหายไหมต้องให้หมอดูอาการก่อนนะคะ”

       ชีชียังไม่แน่ใจในขอบเขตพลังเยียวยาของเฉินเยี่ยนนัก ไม่รู้ว่าครอบคลุมถึงอาการบาดเจ็บเรื้อรังทั้งหมดหรือไม่ จึงไม่ได้พูดรับปากจนเต็มร้อย

       หญิงสาวผู้นั้นยืนอึ้งเป็นหินไปชั่วขณะ กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอผ่านไปนานครู่ใหญ่ “น้องสาว... น้องไม่ได้หลอกพี่ใช่ไหม? รักษาหายจริงๆ เหรอ?”

       “ฉันจะหลอกพี่ไปทำไมล่ะคะ?”

       หญิงสาวคนนั้นทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที ‘ปึก!’ เธอโขกศีรษะให้ชีชีอย่างแรง “น้องสาว เธอคือผู้มีพระคุณของพี่จริงๆ!”

       ชีชีรีบมองซ้ายมองขวา โชคดีที่แถวนั้นไม่มีคน ไม่อย่างนั้นเธอคงเขินจนอยากจะเอาหัวมุดดินสร้างคฤหาสน์หนีไปเสียเดี๋ยวนี้

       “พี่คะ รีบลุกขึ้นเถอะค่ะ พวกเราไปรักษาให้หายก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd