บทที่ 135 ยังไงก็ต้องกินหม้อไฟ
บทที่ 135 ยังไงก็ต้องกินหม้อไฟ
ไม่ใช่แค่ฉีเล่ยที่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างอ้าปากค้าง เนิ่นนานกว่าจะหุบลงได้
แม้แต่ชีชีที่เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึงงันไปด้วย
โชคยังดีที่บ้านของชีชีตั้งอยู่หลังริมสุด เพื่อนบ้านถัดไปไม่มีคนอาศัยอยู่
หาไม่แล้ว เห็นทีคงจะได้วุ่นวายกันยกใหญ่
ถึงอย่างนั้น ความเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่เพียงนี้ก็ยังชักนำให้ผู้คนไม่น้อยแห่กันมาดู
ชีชีอาศัยความรวดเร็วสวมแว่นนิรภัยให้ฉีเล่ย ก่อนจะหันไปส่งรอยยิ้มละไมให้บรรดาภรรยาทหารที่กรูกันเข้ามา
“ตายจริง สหายเสี่ยวชี เกิดอะไรขึ้นกับบ้านของเธองั้นหรือ?”
“อยู่ดีๆ ทำไมกำแพงบ้านถึงถล่มลงมาล่ะ? มีใครได้รับบาดเจ็บไหม?”
“แหะๆ” ชีชียิ้มออกมาอย่างฝืนๆ เล็กน้อย “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ กำลังยืนคุยกันอยู่ดีๆ มันก็ถล่มครืนลงมาเองเฉยเลย คนไม่เป็นอะไรค่ะ เพราะยืนอยู่ห่างกันพอสมควร”
“คนไม่บาดเจ็บก็ถือว่าดีแล้ว”
“นั่นสิ กำแพงถล่มแล้วก็รีบซ่อมเสียล่ะ นี่มันฤดูหนาวนะ เกิดมีสัตว์ป่าหลุดเข้ามาในบ้านจะลำบากเอา”
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ เดี๋ยวฉันจะให้ลู่เหย่รีบซ่อมโดยด่วนเลยค่ะ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้น่าสนุกต่อ ทุกคนก็พากันพูดจาไม่กี่ประโยคแล้วแยกย้ายกันไป
ชีชีและคนอื่นๆ ต่างหันไปมองฉีเล่ยเป็นตาเดียวโดยไม่ได้นัดหมาย
โดยเฉพาะเฉินเยี่ยนที่แสดงท่าทางราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย “เล่ยจื่อ รีบบอกมาเร็ว ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง?”
“ก็... ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษนะครับ”
ฉีเล่ยยังคงตกตะลึงจนสติหลุดลอย เขารู้สึกว่าเรื่องเมื่อครู่ไม่ใช่ฝีมือของตัวเอง
“หัวใจเต้นรัวมากใช่ไหม? ปลายนิ้วชาไปหมดเลยหรือเปล่า? หนังศีรษะชาด้วยไหม? ตอนเริ่มแรกฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปทั้งคืนเลย”
เฉินเยี่ยนในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน กดไหล่ฉีเล่ยให้นั่งลงบนม้านั่งหิน พยายามหว่านล้อมให้เขาคายความรู้สึกออกมาให้มากกว่านี้
“หือ?”
เห็นได้ชัดว่าฉีเล่ยไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่าเฉินเยี่ยน ผ่านไปพักใหญ่แล้วเขาก็ยังเรียกสติกลับมาไม่ได้เลย
“ลู่เหย่ ช่วงนี้คงหาซื้ออิฐแดงไม่ได้หรอก คุณลองขึ้นไปดูบนเขาว่าพอจะมีหินบ้างไหม ขนกลับมาขึงกำแพงบ้านขึ้นใหม่เถอะค่ะ”
คำพูดของชีชีช่วยเบนความสนใจของทุกคนกลับมาที่กำแพงซึ่งพังทลายลงมาเสียที
“ได้สิ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“หัวหน้า ผมไปด้วยครับ”
“ผมด้วย”
สามบุรุษร่างใหญ่ช่วยกันเข็นรถเข็นพื้นราบ พร้อมกับหยิบอุปกรณ์เตรียมตัวออกจากบ้าน
สาเหตุที่ชีชีให้พวกเขาขึ้นไปบนเขานั้นยังมีอีกหนึ่งเจตนา นั่นคือเพื่อให้ฉีเล่ยได้ปรับตัวให้เข้ากับเนตรอสนีบาต
ในฤดูกาลนี้บนเขาแทบจะไม่มีผู้คน อีกทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวาง เพียงพอให้ชายหนุ่มได้แสดงอานุภาพได้อย่างเต็มที่
ก่อนจากไป ลู่เหย่ส่งสายตาที่สื่อถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งให้ชีชี ประหนึ่งอยากจะตะโกนออกมาดังๆ ว่า ‘ชีชี ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน!’
ชีชีกลั้นขำขณะส่งพวกเขาออกไปนอกประตู เมื่อเหลียวมองซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีใครแล้ว หญิงสาวจึงใช้พื้นที่มิติเก็บกวาดเศษซากความวุ่นวายบนพื้นทั้งหมดเข้าไป
เมื่อครู่นี้เป็นเพราะเหล่าภรรยาทหารไม่ได้สังเกตให้ดีและไม่ได้คิดอะไรมาก
ความจริงแล้ว หากใส่ใจเพียงนิดย่อมจะได้กลิ่นไหม้ที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ
รอยไหม้จากสายฟ้าที่ฟาดลงมานั้นเด่นชัดจนสังเกตได้ง่าย
สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องหายไป มิฉะนั้นหากมีการตรวจสอบขึ้นมาคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความสงสัยได้
หลังจากจัดการลานบ้านเสร็จ ชีชีก็เข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็น การก่อกำแพงนั้นเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนัก แม้ไม่มีค่าจ้าง แต่เรื่องอาหารการกินย่อมต้องจัดเต็ม
เมื่อคำนึงถึงว่าคนกลุ่มนี้ล้วนเป็นนักกินจุ ชีชีจึงคิดว่าอาหารผัดทั่วไปคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของพวกเขาแน่ สู้จัด ‘หม้อไฟ’ ไปเลยจะดีกว่า
หากจะกินหม้อไฟให้ได้รสชาติถึงใจ ก็ต้องใช้หม้อทองแดงใบใหญ่เท่านั้น
ส่วนน้ำแกง หญิงสาวเลือกเป็นรสหม่าล่าเผ็ดร้อนที่ทุกคนชื่นชอบ
จากนั้นชีชีก็เข้าไปจัดการในพื้นที่มิติ คัดเอาวัตถุดิบทุกอย่างที่พอจะนำมาลวกกินได้ออกมาจนหมด
มีทั้งซี่โครงแกะจากทุ่งหญ้า เนื้อลูกแกะจากเขตซีเหมิง เนื้อส่วนหางแกะเพิ่มความหอม เนื้อวัวติดมันคัดพิเศษ เนื้อส่วนอกวัวหั่นสด เนื้อวัวกระป๋อง ผ้าขี้ริ้ว หลอดอาหารวัว เนื้อกุ้งบด และบรรดาลูกชิ้นรวมมิตรจานใหญ่
ผักสดมีไม่มากนัก ล้วนเป็นผักที่มีอยู่ในโรงเรือนตอนนี้ เช่น ผักกาดขาว ผักโขม มันฝรั่งฝาน ฟองเต้าหู้ทอด วุ้นเส้น และเห็ดนานาชนิด
ส่วนอาหารหลักก็เป็นเส้นบะหมี่ธัญพืชรวม ทั้งประหยัดและอิ่มท้อง
ที่สำคัญที่สุดคือขั้นตอนสุดท้าย เธอจัดเตรียมงาบด ถั่วลิสงป่น น้ำจิ้มดอกกุยช่าย เต้าหู้ยี้ ยี่หร่า และเกลือ ใส่ลงในชามเตรียมไว้
จากนั้นตั้งกระทะ เจียวน้ำมันงาให้ร้อน ใส่เห็ดหอมสับและกุ้งบดลงไปผัดจนหอมฟุ้ง แล้วราดลงในชาม ตามด้วยการโรยงาขาวและถั่วลิสงป่น
สัมผัสแรกที่ปลายลิ้นช่างหอมรัญจวน เนื้อสัมผัสเนียนละเอียดละเมียดละไม รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม เพียงเท่านี้ 'น้ำจิ้มสูตรเด็ดสะท้านวิญญาณ' ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ในขณะเดียวกัน ฉีเล่ยก็ได้ค้นพบทักษะใหม่ของเนตรอสนีบาต
เขาสามารถใช้มันตัดหินให้มีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเคลื่อนย้ายง่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้กำแพงที่ก่อขึ้นมานั้นมีความสวยงามอีกด้วย
ทั้งสามคนประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงไม่นาน กำแพงหินแนวใหม่ก็ถูกก่อขึ้นจนเสร็จ
ขณะเดียวกัน กลิ่นหอมอันเย้ายวนใจก็ลอยออกมาจากในห้องครัว
เฉินเยี่ยนรีบวิ่งถลาเข้าไปหา “พี่สะใภ้ ทำอะไรกินครับเนี่ย? ทำไมมันถึงหอมขนาดนี้?”
“เดี๋ยวจะกินหม้อไฟกันค่ะ พวกคุณไปล้างมือก่อนเถอะ”
“รับทราบครับ!”
ลู่เหย่นั้นรู้ความยิ่งนัก หลังจากล้างมือเสร็จก็รีบมาช่วยชีชียกกับข้าว
เริ่มจากจุดไฟใต้หม้อ ชีชีเตรียมถ่านเงินเส้นอย่างดีเอาไว้ ซึ่งให้ความร้อนสูงและไร้ควัน เหมาะสำหรับการกินหม้อไฟเป็นที่สุด
เฉินเยี่ยนและฉีเล่ยเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ช่วยกันยกบรรดาจานผักและเนื้อที่เตรียมไว้มาวางบนโต๊ะ
เมื่อทุกอย่างพร้อมเพรียง ก็เหลือเพียงรอให้ชีชีประกาศเริ่มลงมือ
วันนี้ชีชีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ หญิงสาวจงใจหยิบเหล้าเหมาไถออกมาสามขวด แบ่งให้พวกเขาสามคนคนละขวด ส่วนตัวเธอเองดื่มน้ำซวนเหมยทัง (น้ำบ๊วยแช่อิ่ม) คั้นสด
“ฮ่า! มีเหล้าด้วยหรือครับ? พี่สะใภ้ มื้อนี้ช่างอลังการจริงๆ”
พูดตามตรง ตอนที่อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ชีชีไม่ยักษ์รู้เลยว่าเฉินเยี่ยนจะเป็นคนพูดมากขนาดนี้
สงสัยเป็นเพราะเริ่มสนิทกันแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา
ชีชียื่นถ้วยน้ำจิ้มที่ปรุงเสร็จสรรพให้ฉีเล่ย “คุณเพิ่งมาทานข้าวที่บ้านเป็นครั้งแรก อย่าเกรงใจไปเลยนะคะ ทานให้อิ่มเต็มที่เลย”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้”
ฉีเล่ยยังคงมีท่าทีประหม่าเล็กน้อย แม้แต่ตะเกียบในมือก็ยังถือได้ไม่ค่อยมั่นคงนัก
ลู่เหย่รินเหล้าให้ทุกคน “เอาล่ะ มาชนแก้วกันสักหนึ่งจอกก่อน คำไหนๆ ก็ไม่สู้เหล้าจอกนี้หรอก”
มิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายนั้นเรียบง่ายแค่นี้ เหล้าเพียงมื้อเดียวก็เกินพอ
หากมื้อเดียวไม่จบ ก็จัดมื้อที่สอง
หลังจากผ่านไปสามจอก ฉีเล่ยก็เริ่มผ่อนคลายลง เขาชูแก้วขึ้นด้วยสองมือ มองชีชีด้วยแววตาที่จริงจังอย่างยิ่ง “พี่สะใภ้ ขอบคุณมากนะครับ! ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ละก็ ตอนนี้ผมคงถูกบังคับให้ปลดประจำการไปแล้ว พี่ไม่เพียงช่วยให้ผมได้อยู่ในหน่วยอสนีบาตต่อ แต่ยังมอบพลังพิเศษที่แข็งแกร่งขนาดนี้ให้ผมอีก พี่สะใภ้ พี่มีพระคุณต่อผมประดุจผู้ให้กำเนิดใหม่ ต่อไปหากพี่มีเรื่องอะไรให้รับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกน้ำลุยไฟ ฉีเล่ยคนนี้จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว”
ชีชีชูแก้วขึ้นชนกับเขาเบาๆ “เรื่องไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ ถือว่าเป็นวาสนาที่ประจวบเหมาะกันพอดี อย่าเก็บไปใส่ใจมากเลย”
ฉีเล่ยไม่ได้แย้งคำพูดของชีชี เขาดื่มเหล้าในจอกรวดเดียวจนหมด
เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่แววตานั้นมั่นคงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ชีชีเชื่อมั่นได้เลยว่า ทุกคำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมานั้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ และเขาจะทำตามนั้นให้ได้จริงๆ
ถือเป็นเรื่องดีทีเดียว นับว่าเป็นการช่วยลู่เหย่รวบรวมใจคนได้อีกทางหนึ่ง
เฉินเยี่ยนไม่ได้เอ่ยคำมั่นว่าจะสละชีวิตเพื่อตอบแทนชีชี ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักบุญคุณ แต่เป็นเพราะชีวิตของเขานั้นไม่ได้เป็นของตัวเองเพียงคนเดียว การเอ่ยในสิ่งที่ทำไม่ได้ย่อมเท่ากับความไม่รับผิดชอบ
เขาจะเลือกขอบคุณชีชีในแบบของเขาเอง เช่น การที่เขาได้เขียนจดหมายกลับไปที่บ้าน บอกเล่าเรื่องราวของชีชีอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการเพาะปลูกในโรงเรือน และการอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องในเขตภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
เขาเชื่อมั่นว่า คนในครอบครัวของเขาจะใช้วิจารณญาณที่ถูกต้อง และต้องให้ความสำคัญกับผู้มีความสามารถที่หาได้ยากยิ่งอย่างชีชีแน่นอน
ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตจะผันผวนเพียงใด ทันทีที่ชีชีตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจะใช้ขุมกำลังของตระกูลเพื่อปกป้องความปลอดภัยของเธออย่างแน่นอน
ซึ่งเรื่องนี้ย่อมมีประโยชน์และเป็นรูปธรรมมากกว่าการที่เขาจะมาประกาศป่าวร้องว่าจะยอมสละเลือดเนื้อเพื่อเธอเสียอีก
ชีชีไม่ได้คิดลึกซึ้งไปถึงเพียงนั้น ความตั้งใจแรกเริ่มของเธอคือการรับประกันความปลอดภัยของลู่เหย่เท่านั้น
ยิ่งเพื่อนร่วมรบที่อยู่รอบกายเขาเก่งกาจเพียงใด โอกาสในการรอดชีวิตของเขาก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เท่านั้นเอง
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd