บทที่ 140 แน่ใจนะ? ว่าเธอเป็นระบบที่สุภาพเรียบร้อยน่ะ?
บทที่ 140 แน่ใจนะ? ว่าเธอเป็นระบบที่สุภาพเรียบร้อยน่ะ?
“ติ๊ง! โปรแกรมช่วงชิงระบบเรียกทรัพย์รับสมบัติเริ่มทำงาน ขอให้โฮสต์รีบกวาดล้างทรัพย์สินทั้งหมดของโฮสต์เดิมโดยเร็วที่สุด คำแนะนำจากเพื่อน : ต้อง ‘ทั้งหมด’ เลยนะคะ”
“ให้ตายสิ! อะไรของเธอเนี่ย? ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขามีทรัพย์สินเท่าไร? แล้ว ‘ทั้งหมด’ นี่หมายความว่ายังไง? กางเกงในด้วยเหรอ? คำขอที่ชวนอุจาดตาขนาดนี้ ระบบ... เธอกล้าเสนอออกมาได้ยังไงน่ะ? เธอแน่ใจนะ ว่าเธอเป็นระบบที่สุภาพเรียบร้อยน่ะ?”
หลังจากประกาศภารกิจเสร็จสิ้น ระบบก็เงียบกริบราวกับตายไปแล้ว
ชีชีจินตนาการไปเองว่ามันคงจะกำลังขัดเขินจนไม่กล้าเสนอหน้าออกมา เธอจึงค่อยๆ ลอบเข้าไปในลานบ้านอย่างเงียบเชียบ
ในเมื่อต้องเอาทรัพย์สินทั้งหมด งั้นเห็นอะไรก็เก็บให้หมดเลยแล้วกัน?
ไม่ถึงหนึ่งนาที ลานบ้านก็ถูกกวาดจนเกลี้ยงเกลา ยิ่งกว่าการทำความสะอาดครั้งใหญ่เสียอีก
จากนั้นหญิงสาวก็เข้าไปกวาดล้างตามห้องต่างๆ แม้แต่กระทะเหล็กใบใหญ่บนแท่นเตาไฟก็ไม่เว้น ถูกเธอถอดออกมาทั้งหมด
ทว่าหลังจากเดินวนไปรอบหนึ่ง กลับยังไม่พบของมีค่าอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ชีชีเชื่อว่าระบบที่เห็นโลกมามากมายคงไม่ตาต่ำขนาดนั้น หูหย่งคนนี้ต้องซุกซ่อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้แน่ๆ
เพียงแต่... ของดีพวกนั้นซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ?
ชีชีเหลือบมองไปยังห้องนอนที่กำลังมีเสียงอันไม่พึงประสงค์เล็ดลอดออกมา “เอาเถอะ เป็นไงเป็นกัน”
เธอค้นหาในพื้นที่มิติอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบกล่องใบเล็กที่แปะฉลากว่า ‘กำยานหลงเสน่ห์’
ต้องขอบคุณชีหมิงเยว่จริงๆ ในพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณนี้มีทุกอย่างครอบจักรวาลจริงๆ
ชีชีเปิดกล่องออก ภายในนั้นเป็นธูปเส้นยาวทั้งกล่อง ขนาดเพียงนิ้วหัวแม่มือและหนาเท่าเข็มเย็บผ้าเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้ เธอไม่รู้ว่าปริมาณเท่าไรถึงจะพอดี ชีชีจึงตัดสินใจจุดขึ้นมาห้าดอก ปักเรียงกันไว้บนขอบหน้าต่าง ส่วนตัวหญิงสาวก็หายวับเข้าไปในมิติ
ผลปรากฏว่าไม่ถึงนาที หูหย่งและชีหมิงเยว่ก็ราวกับถูกกดปุ่มเร่งความเร็ว ต่างพากันเคลื่อนไหวช่วงเอวอย่างบ้าคลั่ง เห็นชัดๆ ว่าชีหมิงเยว่ตาเหลือกไปแล้ว แต่หูหย่งก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย
ชีชีเดาะลิ้นเบาๆ “สงสัยยาจะแรงไปหน่อยแฮะ”
แต่เมื่อนึกถึงตอนที่ชีหมิงเยว่ใช้ของพรรค์นี้วางแผนทำร้ายเจ้าของร่างเดิมกับลู่เหย่ จนเป็นเหตุให้เจ้าของร่างเดิมต้องตาย ความสงสารที่ผุดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยในใจก็มลายหายไปทันที
กว่าจะรอจนทั้งสองคนสงบลงได้ ชีชีจึงสวมหน้ากากกันพิษแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน กวาดเก็บทุกอย่างที่ขวางหน้าเท่าที่จะเก็บได้
และเธอก็ได้พบห้องใต้ดินอยู่ใต้เตียง คาดว่าสมบัติที่ระบบต้องการคงจะซ่อนอยู่ในนั้น
ชีชีรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เธอถูมือเบาๆ ก่อนจะเดินลงไป
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ชีชีก็ยืนอึ้งอยู่กับที่
หญิงสาวคิดว่าตนเป็นคนที่มีประสบการณ์เห็นโลกมามากพอตัวแล้ว แต่ก็ยังต้องตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า
ธนบัตรสิบหยวนรุ่นเก่ากองมหึมาสูงตระหง่านจรดกำแพง ตั้งวางเรียงแถวเป็นปึกๆ อย่างเป็นระเบียบตรงจุดนั้น เป็นภาพที่ดูทรงพลังจนน่าอัศจรรย์ใจ
พื้นและผนังถูกทำมาเพื่อกันความชื้นอย่างดี ห้องใต้ดินนี้จึงแห้งสนิท ไม่มีกลิ่นอับชื้นแม้แต่นิดเดียว
นอกจากเงินสดแล้ว ยังมีตั๋วต่างๆ อีกเต็มกล่อง ทั้งหมดเป็นตั๋วที่ใช้ได้ทั่วประเทศและไม่จำกัดเวลา
นอกจากนี้ยังมีกล่องใส่หยก โบราณวัตถุ ภาพเขียนพู่กัน และแม้แต่ผ้าทอชั้นเลิศ
แต่สิ่งที่มากที่สุดในห้องใต้ดินคือทองแท่ง มีถึงยี่สิบกล่องเต็มๆ
“รวยแล้ว รวยมหาศาลเลย!”
ชีชีหัวเราะร่าอย่างมีความสุข เธอโบกมือนิดเดียวก็กวาดห้องใต้ดินจนสะอาดเอี่ยม แม้แต่ชั้นวางของก็เก็บเข้ามิติไปพร้อมกันหมด
ทว่าระบบกลับยังไม่มีการแจ้งเตือนว่าภารกิจเสร็จสิ้น
“หรือว่าหมอนี่จะมีรังลับอื่นอีก?”
ชีชีเริ่มมีน้ำโห หญิงสาวหยิบเครื่องตรวจจับโลหะออกมาจากมิติ แล้วเริ่มเดินสำรวจไปทั่วลานบ้าน
ให้ตายสิ ใต้ต้นพุทรา ใต้กองฟืน ตามมุมกำแพงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นซอกหลืบไหนล้วนถูกเขาซ่อนสมบัติไว้จนเต็มไปหมด
ชีชีตั้งหน้าตั้งตาขุด ขุด แล้วก็ขุด...
จนกระทั่งหลังแทบหักนั่นแหละ ถึงได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ
“ติ๊ง! ช่วงชิงระบบเรียกทรัพย์รับสมบัติสำเร็จ ขอให้โฮสต์ตรวจสอบ”
“ติ๊ง! ระบบ ‘เอามาให้ฉันซะดีๆ’ อัปเกรดเป็นเลเวลสามสำเร็จ มอบรางวัลความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมให้แก่โฮสต์”
ชีชีทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น การยึดระบบครั้งนี้ทำเอาเธอเหนื่อยแทบขาดใจ
ยังไม่ทันได้พักหายใจ ข้อมูลมหาศาลก็พุ่งพรวดเข้าสู่สมองของหญิงสาว
เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ทางชีวภาพ เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีการชลประทานแบบประหยัดน้ำ และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม ล้วนถูกถ่ายทอดให้เธอทั้งหมด
ชีชีรู้สึกหน้ามืดตาลายอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้
งานนี้หนักหนาจริงๆ เธออยากกลับบ้านแล้ว
ส่วนคนสองคนที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ในห้องนั้น ชีชีสลัดทิ้งออกจากหัวไปตั้งนานแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นลู่เหย่กำลังกางเตียงสนามในห้องหนังสือ ส่วนสวี่จวินนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ชีชี กลับมาแล้วเหรอ? พี่จวินจะมาพักที่บ้านเราสักสองสามวัน ผมก็เลยกางเตียงให้เขาน่ะ”
“อ๋อ”
สีหน้าของชีชีเปลี่ยนไปเล็กน้อย หญิงสาวหมุนตัวเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปทำกับข้าว
ลู่เหย่สัมผัสได้ชัดเจนว่าชีชีดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ เขาจึงรีบตามไป “ชีชี คุณไปไหนมา? เหนื่อยไหม?”
“ฉันไปซื้อผักที่ตัวตำบลมาน่ะค่ะ”
โชคดีที่ชีชีติดนิสัยสะพายตะกร้าแบบมีฝาปิดออกจากบ้าน ไม่อย่างนั้นคงหาข้ออ้างมารับมือได้ยาก
เพียงแต่ตะกร้านี้ไม่ใหญ่นัก ของที่ใส่ได้จึงมีจำกัด มื้อเย็นนี้จึงไม่สามารถทำตามใจอยากได้ทุกอย่าง
“ชีชี คุณไม่พอใจอะไรหรือเปล่า?”
ชีชีมองอีกฝ่ายด้วยความอ่อนใจ “ฉันไม่ได้คัดค้านที่คุณจะคบเพื่อนนะคะ แต่การพาคนมาค้างที่บ้านก็น่าจะบอกฉันสักคำก่อนไหม? อย่างน้อยก็ให้ฉันได้เตรียมตัวบ้าง”
ลู่เหย่เองก็รู้สึกว่าตัวเองวู่วามไปจริงๆ “ขอโทษครับภรรยา ผมคิดน้อยไปเอง ผมแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของพี่จวิน เลยอยากพาเขามาอยู่ด้วย”
“แล้วเรื่องของเขา คุณตั้งใจจะทำยังไงต่อ?”
“พี่จวินกำลังเขียนรายชื่ออยู่ ผมตั้งใจจะตรวจสอบคนรอบตัวเขาทุกคนเลย”
“จะตรวจยังไงคะ? คุณจะตัดสินได้ยังไงว่าใครมีระบบเทพแห่งความซวยนั่น?”
“ระบบเทพแห่งความซวย?” ลู่เหย่หันกลับไปมองสวี่จวินโดยสัญชาตญาณ ก่อนถามเสียงเบาว่า “ชีชี คุณกำลังจะบอกว่า มีคนใช้พลังพิเศษจัดการเขาเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” ชีชีพยักหน้าอย่างจริงจัง “เขาบาดเจ็บมาสองปีกว่าแล้วใช่ไหมคะ? ด้วยอำนาจของตระกูลสวี่ จะสืบหาเบาะแสไม่ได้เลยเชียวหรือ? ถ้าไม่ใช่เพราะระบบ มันต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้างสิ”
ลู่เหย่กำหมัดแน่น “ชีชี คุณหาตัวคนคนนั้นเจอใช่ไหม?”
“ฉันต้องเห็นตัวก่อนถึงจะรู้ค่ะ”
“งั้นเราก็กลับไปกับเขาเลย คุณก็แค่ดูคนรอบตัวเขาทุกคน เท่านี้ก็หาเจอแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“พูดน่ะมันง่ายค่ะ แต่ถึงฉันจะหาเจอ แล้วถ้าไม่มีหลักฐาน เขาจะเชื่อเราหรือคะ? คนที่วางแผนเล่นงานคนทั้งครอบครัวได้ขนาดนี้ ต้องเป็นคนที่รู้จักตระกูลสวี่เป็นอย่างดี หรืออาจจะเป็นญาติพี่น้อง หรือคนที่เขาไว้ใจมากๆ ก็ได้ ลู่เหย่ คุณเคยคิดไหม? เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะเลือกเชื่อพวกเรา หรือเชื่อคนในครอบครัวของเขาเอง?”
ลู่เหย่อึ้งไป ทันใดนั้นชายหนุ่มจึงตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เว้นแต่จะเปิดเผยความลับของชีชี แต่ต่อให้เขาพูดความจริง สวี่จวินจะเชื่อลงหรือ?
“ภรรยา... ผมทำผิดไปใช่ไหมครับ?”
ชีชีเอื้อมมือไปกุมฝ่ามืออีกฝ่ายเบาๆ เพื่อปลอบโยน “คุณทำเพื่อพี่น้องน่ะไม่ผิดหรอกค่ะ เพียงแต่คุณใจร้อนเกินไปหน่อย”
“อืม เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ ผมจะลองคุยกับเขาดูอีกที”
“ลู่เหย่ ตอนนี้เราถอยหลังไม่ได้แล้วล่ะ ไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ เราก็ต้องสืบต่อไป และต้องลากคอคนคนนั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้น ระหว่างพวกคุณพี่น้องจะเกิดช่องว่าง และในอนาคตอาจจะต้องเหินห่างกันไป”
ลู่เหย่รู้สึกไม่สบายใจนัก เขาทำไปเพราะความหวังดีแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าจะทำให้สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ จนเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี
ชีชีนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น “เขาเป็นคนที่มีวาสนาสูงส่ง ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงที่เขาตกต่ำที่สุด คุณแน่ใจไหมว่า เมื่อถึงวันที่เขาได้กลับมาผงาดอีกครั้ง เขาจะไม่ต้องการลบเลือนอดีตในช่วงเวลานี้ทิ้งไป?”
ลู่เหย่ชะงักไปทันที เขาเองก็อ่านประวัติศาสตร์มาไม่น้อย ทุกยุคทุกสมัย บรรดาผู้ที่มีความดีความชอบในการกอบกู้แผ่นดิน จะมีสักกี่คนที่ได้พบจุดจบที่ดี?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเสียใจในความเลือดร้อนของตัวเอง
เมื่อเห็นสีหน้าของลู่เหย่ ชีชีก็รู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อแล้ว
หญิงสาวจึงบีบมือชายหนุ่มเบาๆ เป็นการปลอบ “เราแค่ใช้ชีวิตของเราให้ดีก็พอค่ะ ตราบใดที่เราไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากเขา และเป็นเพื่อนกันอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็น่าจะถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย”
“ครับ”
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd