บทที่ 144 ยิ่งกว่าเดรัจฉาน
บทที่ 144 ยิ่งกว่าเดรัจฉาน
สวี่จวินสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ก็ยังไม่อาจข่มนัยน์ตาที่แดงก่ำด้วยความสับสนได้ “คุณน้าไม่มีแรงจูงใจเลย ท่านกับแม่ผมเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ตั้งแต่เด็กจนโตท่านรักผมที่สุด การทำลายครอบครัวเราไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรกับท่านเลย ไม่ใช่ท่านแน่ๆ ไม่มีทางเป็นท่านเด็ดขาด”
“เมื่อคุณตัดความเป็นไปได้ที่ไม่ใช่ออกไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะน่าเหลือเชื่อเพียงใด แต่นั่นแหละคือความจริงค่ะ” ชีชีเข้าใจความรู้สึกของเขาดี แต่เธอไม่อาจรู้สึกร่วมไปด้วยได้ “ลองกลับไปคิดดูเถอะค่ะ ว่าจะยังอยากสืบต่อไปอีกไหม”
ชีชีจูงมือลู่เหย่เดินออกมา ภายในอกกลับรู้สึกวูบโหวงและอึดอัดจนหายใจลำบาก
“ชีชี คุณว่าจะเป็นคุณน้าของเขาจริงๆ เหรอ?”
“ยังไม่เห็นตัวจริง ฉันก็ยังไม่แน่ใจค่ะ”
“ถ้าเป็นเธอจริงๆ ละก็ พี่จวินต้องเสียใจมากแน่ๆ”
“นั่นก็ช่วยไม่ได้นี่คะ”
“เรื่องนี้ต้องโทษผมเอง ถ้าผมไม่หาเรื่องใส่ตัว ก็คงไม่ต้องดึงคุณมาพัวพันด้วยแบบนี้”
“คุณหวังดีกับเพื่อนร่วมรบ ไม่เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวหรอกค่ะ”
“ชีชี คุณนี่แสนดีที่สุดเลย”
ลู่เหย่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเค้นถ้อยคำนี้ออกมาได้เพียงประโยคเดียว
ชีชีหลุดหัวเราะ ‘พรืด’ ออกมา “ทำไมเมื่อก่อนฉันไม่ยักรู้ว่าคุณทึ่มขนาดนี้นะ?”
“คุณจะบอกว่าผมโง่ล่ะสิ”
“ไม่โง่หรอกค่ะ ออกจะน่ารักดี”
“หึ... จะถือว่าคุณชมผมก็แล้วกัน”
“ชมจริงๆ ค่ะ ฉันชมอยู่จริงๆ นะ...”
ทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อกัน ระหว่างทางก็เดินย่ำหิมะกลับไปจนถึงที่พัก
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครแอบเข้ามาในยามที่พวกเขาไม่อยู่ แม้โอกาสจะน้อยมากก็ตาม
แต่ชีชีก็ยังคงเก็บข้าวของทุกอย่างเข้าสู่มิติก่อนออกจากห้องเสมอ และจะนำออกมาจัดวางใหม่เมื่อกลับมาถึง
ลู่เหย่นั้นแสนรู้ใจ ทันทีที่เข้าประตูมาเขาก็รีบไปช่วยปูเตียงทันที
หากจะบอกว่าเขาไม่ได้มีเจตนาอื่นแฝงอยู่เลย หึหึ... คงไม่มีใครเชื่อแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ชีชีเปิดประตูออกไป ก็พบว่าสวี่จวินยืนรออยู่ด้านนอกแล้ว
นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เห็นชัดว่าไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“ผมจะพาคุณไปพบคุณน้าครับ”
“ตกลงค่ะ”
คุณน้าของสวี่จวินไม่ได้พักอยู่ในเขตทหาร รถจี๊ปแล่นไปเกือบครึ่งชั่วโมง จึงมาถึงบ้านพักหลังเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่นัก
แม้พื้นที่จะเล็ก แต่กลับได้รับการดูแลปัดกวาดจนสะอาดสะอ้าน
เมื่อได้ยินเสียงรถ สหายหญิงคนหนึ่งก็ชะโงกหน้าออกมาดู
แค่ใบหน้าด้านข้างก็นับว่าตราตรึงใจยิ่งนัก โครงหน้าของเธอสวยงามมาก เป็นความงามประเภทที่กาลเวลาก็ยังไม่กล้าพรากไปจากเธอ
“เสี่ยวจวินมางั้นหรือ?”
“คุณน้าครับ ผมมาเยี่ยมแล้วครับ” สวี่จวินฝืนยิ้มออกมา “นี่คือลู่เหย่กับภรรยาของเขา มาเที่ยวที่กานหนานน่ะครับ”
“ทำไมถึงพาคนนอกมาที่บ้านล่ะ?” น้าสาวของสวี่จวินชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าดูไม่ค่อยดีนักขณะบ่นพึมพำ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มรับแขกในทันที “รีบเข้ามาในบ้านเถอะ ข้างนอกมันหนาวนะ”
กลุ่มคนเดินตามเธอเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นเสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูของชีชี
“ติ๊ง! ตรวจพบระบบเทพแห่งความซวยในตัวถังจิ่น ยืนยันที่จะช่วงชิงหรือไม่?”
“ยืนยัน”
“ติ๊ง! การช่วงชิงระบบเทพแห่งความซวยเสร็จสิ้น โฮสต์โปรดตรวจสอบ”
ชีชีเลือกรับระบบนั้นเข้ามาอย่างแนบเนียน อุตส่าห์ลงแรงไปขนาดนี้จนหาเจอ หญิงสาวไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด
“อย่าเกรงใจเลยนะ นั่งตามสบาย เดี๋ยวน้าจะไปรินน้ำมาให้”
ในจังหวะที่ถังจิ่นหันหลังกลับ สวี่จวินก็รีบหันไปมองชีชีทันที สายตาเต็มไปด้วยคำถามที่อยากจะเอ่ย
ชีชีถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างที่แทบจะสังเกตไม่ได้ “คุณลองลุกขึ้นเดินดูสิคะ ขาน่าจะหายดีแล้ว”
สวี่จวินชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด มือที่จับที่วางแขนของรถเข็นปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาทันที
แม้จะพยายามควบคุมเพียงใด แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากลับสั่นระริกไม่หยุด ทรวงอกราวกับถูกหินก้อนมหึมาทับจนอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
เขาต้องสูดลมหายใจลึกหลายครั้งกว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้ แล้วลองพยายามยืนขึ้น
แม้จะไม่ได้เดินมานานกว่าสองปีแล้ว แต่เขายังคงสัมผัสได้ว่า ขาทั้งสองข้างนี้เหมือนกับตอนก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บไม่มีผิดเพี้ยน มันทั้งแข็งแกร่งและมีพลัง ราวกับจะเตะหมูป่าให้คว่ำได้ในครั้งเดียว
สวี่จวินก้าวเดินไปข้างหน้า ฝีเท้าทั้งมั่นคงและราบเรียบ มองไม่ออกเลยว่านี่คือขาคู่เดียวกับที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดเคยตัดสินว่าไร้ทางเยียวยา
ตอนที่ถังจิ่นถือแก้วน้ำเข้ามา เธอชนเข้ากับสายตาคมกร้าวดั่งเหยี่ยวของสวี่จวินเข้าพอดี ความเย็นชาในดวงตานั้นทำให้เธอตัวสั่นสะท้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แก้วน้ำในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ‘เพล้ง’ แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อสายตาสบประสานกัน สวี่จวินมองเห็นความตื่นตระหนกที่พาดผ่านดวงตาของถังจิ่นเพียงชั่วครู่ได้อย่างชัดเจน
“ดูน้าสิ อายุมากขึ้น มือไม้ก็ไม่มั่นคงเสียแล้ว พวกเธอรอประเดี๋ยวนะ น้าจะไปรินมาให้ใหม่”
“คุณน้าครับ”
ในวินาทีที่ถังจิ่นกำลังจะหันหลังกลับ สวี่จวินก็เรียกอีกฝ่ายไว้ ความหวังอันน้อยนิดในใจของเขาพังทลายลงในพริบตา ประกายในดวงตาดับวูบลงทีละน้อย เหลือเพียงความสิ้นหวัง
“นาย... นายรู้หมดแล้วหรือ?”
ริมฝีปากที่เม้มแน่นของสวี่จวินสั่นระริก เขาเอ่ยถามอย่างยากลำบาก “ทำไมกันครับ?”
อาจเป็นเพราะแรงฮึดที่พยุงไว้มาเนิ่นนานพังทลายลงในที่สุด ถังจิ่นจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก
ชีชีสบตากับลู่เหย่หนึ่งครั้ง ก่อนจะพากันเดินออกไปเงียบๆ
“พวกเรากลับฮั่นเฉิงกันเถอะค่ะ”
“ตกลงครับ”
คนขับรถที่รออยู่ด้านนอกเห็นพวกเขาเดินออกมาก็รีบเดินเข้ามาหา
“สหายลู่ สหายชี ทำไมถึงออกมาแล้วล่ะครับ?”
ลู่เหย่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น “รบกวนช่วยไปส่งเราที่สถานีรถไฟหน่อยนะครับ”
“ได้เลยครับ”
คนขับรถลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พยักหน้าตกลง
ในเวลาเดียวกันนั้น สวี่จวินเตะรถเข็นออกไปให้พ้นทาง แล้วลากเก้าอี้มานั่งลง เขาจ้องมองถังจิ่นอย่างอดทน แววตาล้ำลึกยากจะหยั่งถึงอารมณ์
ถังจิ่นใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อระงับอารมณ์ที่คลุ้มคลั่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ฉันเป็นคนทำเอง เพราะพวกเขาสมควรตาย”
สวี่จวินมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่เขาไม่ได้เอ่ยปาก ได้แต่รอฟังคำพูดต่อมาของถังจิ่น
เขาไม่รู้เลยว่า เหตุผลกลใดถึงทำให้ผู้หญิงที่ดูอ่อนโยน จิตใจดี และงดงามตรงหน้า กล้าลงมือทำร้ายคนในครอบครัวที่สนิทชิดเชื้อที่สุดได้
ความจริงก่อนจะมาที่นี่ เขาได้เตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว และพยายามนึกหาเหตุผลนับร้อยนับพัน แต่ก็ไม่มีเหตุผลไหนที่สามารถโน้มน้าวใจตัวเองได้เลย
ทว่าถังจิ่นกลับมองเขาแล้วยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แสนเวทนานัก “เสี่ยวจวิน นายไม่มีวันจินตนาการออกหรอกว่า คนเราจะเลวทรามได้ถึงขนาดไหน”
สวี่จวิน “...”
เธอกำลังหมายถึงใครกัน?
“นายคิดว่าการที่เขาอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง อ้างว่าทำงานเพื่อประชาชน แล้วเขาจะเป็นคนดีอย่างนั้นหรือ? นายเข้าใจผิดแล้ว ผิดมหันต์เลยทีเดียว!”
อารมณ์ของถังจิ่นเริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเริ่มดังขึ้นและสั่นเครือ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ราวกับกำลังนึกถึงเรื่องที่แสนน่าหวาดกลัวบางอย่าง
“ปีนั้นฉันอายุเพียงสิบสองปี ไปเยี่ยมพี่สาวที่เพิ่งแต่งงานเป็นครั้งแรก และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับพ่อของนาย เขาสวมชุดเครื่องแบบทหาร ดูสูงใหญ่หล่อเหลา ทั่วทั้งตัวแผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกของความเที่ยงธรรม แต่ผู้ชายคนนี้นี่แหละ ที่พรากความบริสุทธิ์ของฉันไป ฉันในวัยเพียงสิบสองปีเท่านั้น
ส่วนพี่สาวแท้ๆ ของฉัน ถังจือ เธอก็ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ยืนมองอยู่ตรงนั้นด้วยตาของตัวเอง ไม่ว่าฉันจะร้องตะโกนให้ช่วยเท่าไร เธอก็ไม่ยอมเปิดประตูบานนั้นเข้ามา พอเสร็จเรื่อง เธอยังตบหน้าฉันอย่างแรงหนึ่งที หาว่าฉันยั่วสามีเธอ ตาและยายของเธอไม่กล้าล่วงเกินตระกูลสวี่ ทำได้เพียงพาฉันกลับไปด้วยความอัปยศ”
สวี่จวินตาเหลือกค้างด้วยความโกรธแค้น ปฏิกิริยาแรกของเขาคือไม่อยากจะเชื่อ บิดาผู้สง่างามและสูงส่งที่เป็นดั่งวีรบุรุษในดวงใจมาโดยตลอด จะเป็นผู้ชายหน้าไหว้หลังหลอกที่เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานได้ถึงเพียงนี้
ทว่าถังจิ่นดูไม่เหมือนกำลังพูดโกหก และก็ดูจะไม่มีเหตุผลใดที่ต้องโกหกด้วย
แต่เพียงเพราะเหตุนี้หรือ เธอถึงกับต้องทำลายทั้งตระกูลสวี่เลยหรือ?
“เดิมทีฉันคิดว่า ตราบใดที่ฉันไม่พูด เรื่องนี้มันก็คงจบไป แต่ฉันคิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากฉันกลับบ้านเกิดได้เพียงเดือนเดียว ถังจือจะส่งจดหมายมาสั่งให้ตาของเธอส่งฉันเข้าเมืองมาเรียนหนังสือ และให้มาพักที่บ้านของเธอ
ฉันจำได้แม่นยำ วันนั้นตาของเธอดึงผมตัวเองแล้วร้องไห้อย่างหนัก ส่วนยายของเธอก็เอาแต่ปาดน้ำตาไม่หยุด แต่สุดท้าย ฉันก็ยังถูกส่งตัวเข้าสู่ตระกูลสวี่อยู่ดี ห้องนอนของฉันถูกจัดให้อยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ เพื่อให้เขาสะดวกที่จะแวะมาหาฉันได้ตลอดเวลา…”
สวี่จวิน “...”
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd