LNCrawler

บทที่ 147 มักใหญ่ใฝ่สูงเกินต้านทาน

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 147 มักใหญ่ใฝ่สูงเกินต้านทาน

        “กลืนกินทุกสรรพสิ่งงั้นเหรอ?”

       ตูม!

       สวี่จวินรู้สึกราวกับเลือดในกายทุกหยดสูบฉีดขึ้นไปที่สมองอย่างรุนแรง ในหัวของเขาปรากฏภาพจินตนาการถึงวันที่ตนสามารถเหยียบย่ำคนในตระกูลสวี่ไว้แทบเท้า และผู้คนทั่วทั้งโลกต่างก้มกราบกรานบูชาเขา

       “ผมต้องทำยังไงบ้าง?”

       แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวว่าน้ำเสียงของเขากำลังสั่นเทา และเพราะความตื่นเต้นที่มากเกินไป ทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว

       “ฉันต้องการดูดซับพลังงานแสง”

       “พลังงานแสง? มันคืออะไร?”

       “อะไรก็ได้ที่เป็นพลังงานด้านบวก หรือสิ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้า”

       “พวกอัญมณีล่ะได้ไหม?”

       สิ่งที่สวี่จวินนึกออกว่ามีความเปล่งประกายแวววาวก็มีเพียงพวกอัญมณีเท่านั้น

       “ก็พอถูไถไปได้”

       แม้จะถูกระบบเร้นลับเอ่ยตอบแบบรักษาน้ำใจ แต่สวี่จวินก็เริ่มลงมือทันที

       เขาหาหมวกและผ้าพันคอมาสวมใส่ ปกปิดใบหน้าและร่างกายอย่างมิดชิด ก่อนจะมุ่งตรงไปยังบ้านเก่าของตระกูลสวี่

       ภายในห้องใต้ดินมีหีบไม้บรรจุอัญมณีเลอค่านานาชนิดซุกซ่อนอยู่กว่าสิบหีบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของบรรณาการมาตั้งแต่สมัยโบราณ

       สวี่จวินเปิดหีบใบหนึ่งออกแล้วเอ่ยถาม “พวกนี้ใช้ได้ไหม?”

       ระบบเร้นลับไม่ได้เอ่ยตอบเป็นคำพูด แต่กลับปรากฏภาพอัญมณีเหล่านั้นที่เดิมทีเคยส่องประกายระยิบระยับกลับหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา ก่อนจะสลายกลายเป็นผงธุลีไปในที่สุด

       ขณะเดียวกัน ร่างกายที่เคยเหี่ยวแห้งของสวี่จวินก็กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม

       แม้จะรู้สึกเสียดายสมบัติอยู่บ้าง แต่การใช้ของนอกกายพวกนี้แลกกับพลังในการครองโลก ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็คิดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า...

       หลังจากผ่านการเดินทางที่สมบุกสมบันมาหลายวัน ในที่สุดชีชีและลู่เหย่ก็เดินทางกลับมาถึงบ้านในฮั่นเฉิงเสียที

       ทว่าพวกเขากลับคาดไม่ถึงว่าสวี่เหมิงเหมิงจะมายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน

       ทันทีที่เห็นพวกเขา เธอก็โผเข้าใส่โดยไม่รีรอ “พี่เหย่ ทำไมเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ล่ะคะ ฉันหนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้วเนี่ย”

       ลู่เหย่สะดุ้งราวกับถูกของร้อน ชายหนุ่มรีบสะบัดมือที่เธอพยายามจะมากุมแขนเขาออกอย่างแรง “อยู่ห่างๆ ผมหน่อย ผมมีภรรยาแล้ว”

       สวี่เหมิงเหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลอกตาใส่อีกฝ่าย “นี่พี่กลัวพี่สะใภ้หึงขนาดนั้นเลยเหรอ? ดูไม่ออกเลยนะว่าพี่จะเป็นพวกกลัวภรรยา”

       “คุณจะไปรู้อะไร เชื่อฟังภรรยาสิถึงจะมีข้าวกิน” ลู่เหย่กลัวว่าชีชีจะหนาวจนมือชา จึงรีบเดินไปเปิดประตูรั้ว “แล้วคุณมาบ้านผมทำไม? มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

       “เหอะ! ฉันไม่มีธุระแล้วจะมาหาพี่ไม่ได้เลยหรือไง?” สวี่เหมิงเหมิงโวยวายจนตัวโยนด้วยความโมโห

       “ไม่ได้สิ คุณเป็นผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่มีธุระปะปังจะมาหาผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วอย่างผมทำไม? เดี๋ยวคนเขาก็เอาไปพูดในทางที่ไม่ดีหรอก”

       สวี่เหมิงเหมิงเกือบจะล้มหงายหลังเพราะความโกรธ แต่พอนึกถึงคำสั่งของสวี่จวินขึ้นมาได้ หญิงสาวจึงต้องจำใจข่มอารมณ์แล้วเดินตามเข้าไปในบ้าน

       ลู่เหย่หันไปมองเธออีกครั้ง “ยังมีธุระอีกเหรอ?”

       สวี่เหมิงเหมิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ลู่เหย่นี่ช่างรู้วิธีหาเรื่องกวนประสาทเธอเสียจริง แค่เขาอ้าปากเธอก็รู้สึกเหมือนจะกระอักเลือดออกมา

       แต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ เธอจึงฝืนกดไฟโทสะลงไป แล้วปั้นยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุดออกมา “พี่เหย่ ฉันอยากเข้าหน่วยอสนีบาตค่ะ”

       “เลิกเพ้อเจ้อเถอะ หน่วยอสนีบาตมีแต่พวกผู้ชายถึกๆ ไม่รับผู้หญิงหรอก”

       “ท่านผู้นำยังเคยกล่าวไว้เลยว่า ผู้หญิงก็แบกรับท้องฟ้าไว้ได้ครึ่งหนึ่ง พี่กำลังดูถูกผู้หญิงอยู่นะคะ”

       “หน่วยอสนีบาตมีการทดสอบที่เข้มงวดมาก ถ้าคุณผ่านการทดสอบได้ ก็เข้าได้เลย”

       พูดจบ ลู่เหย่ก็เดินเข้าห้องครัวไปเตรียมทำกับข้าว ไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่ายต่อ

       สวี่เหมิงเหมิงเองก็เริ่มตระหนักได้ว่า หากขืนยังดึงดันเถียงกับเขาต่อไป ถ้าไม่โมโหตายไปก่อนก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรแน่ๆ

       เธอจึงกลอกตาไปมาพลางทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ชีชี “พี่สะใภ้คะ พี่ช่วยพูดกับพี่เหย่ให้หน่อยได้ไหม พี่เหย่เขาฟังพี่คนเดียวนะ”

       ชีชีไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “ในกองทัพมีกฎระเบียบ ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก”

       สวี่เหมิงเหมิงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “พี่กลัวว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพี่เหย่จะดีขึ้น เลยแกล้งไม่ช่วยฉันล่ะสิ?”

       “ต่อให้ความสัมพันธ์ของคุณกับเขาจะดีแค่ไหน จะดีสู้ฉันได้เหรอ?” ชีชีกลอกตาใส่เธอตรงๆ “ถ้าคุณอยากเข้าหน่วยอสนีบาต ก็ให้คุณปู่ของคุณไปคุยกับกองบัญชาการใหญ่ ขอสิทธิ์ให้สักที่ก็สิ้นเรื่อง ลู่เหย่เป็นแค่ผู้บังคับกองพันตัวเล็กๆ เขาจะมีสิทธิ์มีเสียงขนาดนั้นได้ยังไง?”

       นัยน์ตาของสวี่เหมิงเหมิงฉายแววทิฐิขึ้นมาทันที “ขอแค่มีตระกูลสวี่หนุนหลัง สักวันพี่เหย่ก็ต้องเจริญก้าวหน้าไปได้ไกล”

       “ฉันไม่ได้หวังจะให้เขาเจริญรุ่งเรืองอะไรขนาดนั้นหรอก แค่ใช้ชีวิตสงบสุขไปวันๆ ก็พอแล้ว”

       “พี่นี่มันตัวขัดขวางความก้าวหน้าของเขาชัดๆ ช่างเป็นคนสายตาสั้นจริงๆ”

       “ฉันก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง จะไปมีวิสัยทัศน์กว้างไกลอะไรนักหนา? ลู่เหย่อยู่กับฉัน เขาก็ใช้ชีวิตสามีภรรยาแบบปุถุชนทั่วไป เขามีความสุข ฉันมีความสบายใจ แค่นั้นก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอนาคตหรือความก้าวหน้าที่คุณว่ามา นั่นมันความคิดของคุณ ไม่แน่ว่านั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ลู่เหย่ต้องการก็ได้”

       “จะเป็นไปได้ยังไง? มีผู้ชายที่ไหนบ้างไม่อยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง?”

       “คุณเคยเห็นผู้ชายมาสักกี่คน? แล้วเคยคลุกคลีกับผู้ชายมาสักกี่คนกันเชียว? ถึงกล้าพูดจาแบบนี้ออกมา?”

       “ฉัน...”

       สวี่เหมิงเหมิงเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่า หากวัดกันที่ฝีปากแล้ว เธอนั้นเทียบชีชีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

       ดังนั้น หญิงสาวจึงเปลี่ยนเป้าหมายทันที วิ่งเข้าครัวไปหาลู่เหย่แทน

       “พี่เหย่ ทำไมพี่ถึงเป็นคนทำกับข้าวล่ะคะ? งานพวกนี้มันควรจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?”

       ลู่เหย่ขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว “แล้วคุณทำเป็นไหมล่ะ?”

       “ฉัน...”

       สวี่เหมิงเหมิงถึงกับอึกอักอีกรอบ

       ระดับผู้บัญชาการอย่างคุณปู่ของเธอ ย่อมมีพ่อครัวที่ทางองค์กรจัดหาไว้ให้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว เธอจึงทำอาหารไม่เป็นเลย และคนในครอบครัวของเธอก็ไม่ต้องลงมือทำเองด้วยซ้ำ

       “แต่ที่บ้านพี่ไม่มีคนใช้ทำอาหารให้นี่คะ พี่สะใภ้ก็ควรจะจัดการงานบ้านงานเรือนให้เรียบร้อยไม่ใช่เหรอ?”

       “เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าผู้หญิงก็แบกฟ้าไว้ได้ครึ่งหนึ่ง?”

       สวี่เหมิงเหมิงรู้สึกหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย แต่ยังคงปากแข็ง “พี่สะใภ้เป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอก ถ้าไม่ทำงานบ้านแล้วเธอจะทำอะไรเป็นอีก?”

       “ภรรยาผมเก่งหลายอย่างนะ เธอเป็นถึงนักวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ยศสูงกว่าผม แถมยังหาเงินได้มากกว่าผมอีก ในบ้านหลังนี้เธอไม่ได้แค่แบกฟ้าไว้ครึ่งเดียวหรอกนะ แต่เธอคือคนกุมบังเหียนทั้งหมด”

       “ฉันถึงได้บอกไงว่า พี่มาทำงานกับพี่ชายฉันเถอะ มีพี่ชายฉันคอยคุ้มกะลาหัว พี่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เลื่อนยศตำแหน่ง ทำไมต้องมาทนรับอารมณ์อยู่ที่นี่ด้วย?”

       “ใครบอกคุณว่าผมต้องทนรับอารมณ์? ชีวิตฉันตอนนี้หวานชื่นราวกับน้ำผึ้งเจือน้ำมัน หอมหวานกลมกล่อมไปเสียทุกอย่าง เรียกได้ว่าชุ่มชื่นหัวใจอย่างที่สุด”

       “พี่นี่มันคนไม่มีความทะเยอทะยานเอาเสียเลย” สวี่เหมิงเหมิงกำหมัดแน่นด้วยความขัดใจ “ถ้าพี่อยู่กับตระกูลสวี่ พี่ไม่ต้องมานั่งมองหน้าใครให้ลำบาก ไม่ต้องลงมือทำกับข้าวเอง แถมยังมีอนาคตที่ก้าวหน้าพุ่งทะยาน...”

       “เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว” ลู่เหย่เบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ

       “ถ้าผมไปอยู่บ้านตระกูลสวี่ ผมจะได้กินสิ่งที่อยากกินไหม? จะได้นอนตื่นสายตามใจชอบไหม? จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า? แค่คุยกับปู่คุณก็ต้องทำความเคารพก่อน กินข้าวก็ต้องนั่งหลังตรงเป๊ะตามระเบียบวินัยทหาร ที่บอกว่าไม่ต้องคอยดูสีหน้าใครน่ะเหรอ? ถ้าผมไปอยู่บ้านตระกูลสวี่จริงๆ ผมเกรงว่าแม้แต่หมาเฝ้าบ้านที่หน้าประตูบ้านคุณ ผมยังสู้มันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

       สวี่เหมิงเหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “พี่เหย่ พี่คิดแบบนั้นได้ยังไง? พวกเราทุกคนมองพี่เป็นเหมือนคนในครอบครัวแท้ๆ นะคะ”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd