LNCrawler

บทที่ 148 มิตรภาพ!?

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 148 มิตรภาพ!?

        ลู่เหย่แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลนออกมาคำหนึ่ง “สวี่เหมิงเหมิง เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าคุณแค่เป็นคนนิสัยซื่อๆ พูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง เลยไม่เคยถือสาหาความอะไรด้วย แต่การที่ผมไม่ถือสา ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าผมโง่หรอกนะ”

       “พี่เหย่ พี่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ?” สวี่เหมิงเหมิงรู้สึกใจเสียขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็ยังคงเชิดหน้าเถียงข้างๆ คูๆ “ฉันทำไปเพราะหวังดีกับพี่ทั้งนั้นนะคะ ฉันมองพี่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริงๆ ทั้งคุณปู่และพี่ชายของฉัน ต่างก็มองพี่เป็นคนในครอบครัวเหมือนกัน”

       “ถ้าอย่างนั้นผมก็คงต้องขอบใจคุณมากจริงๆ”

       “พี่ไม่เชื่อใจฉันเหรอคะ? พี่เหย่...”

       “สวี่เหมิงเหมิง ถ้าคุณเห็นผมเป็นคนในครอบครัวจริงๆ คุณควรจะปรารถนาให้ผมมีความสุข ไม่ใช่เที่ยวมาชี้นิ้วสั่งการชีวิตของผม และยิ่งไม่ควรเดินทางมาไกลแสนไกลเพื่อคอยเสี้ยมระแวงให้ความสัมพันธ์สามีภรรยาของพวกเราสั่นคลอนแบบนี้”

       “ฉันเปล่านะคะพี่เหย่ ฉันแค่รู้สึกว่าเธอไม่คู่ควรกับพี่ พี่ควรจะได้เจอคนที่ดีกว่านี้”

       “ดีกว่านี้? ใครล่ะ? คุณงั้นเหรอ?” แววตาของลู่เหย่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “สวี่เหมิงเหมิง นอกจากมีภูมิหลังครอบครัวที่ดีแล้ว คุณยังมีอะไรอีก? คุณเอาอะไรมามั่นใจว่าคุณดีกว่าภรรยาของผมหรือ?”

       “ถ้าต้องก้าวออกจากตระกูลสวี่ ลำพังแค่ข้าวมื้อเดียวคุณยังไม่มีปัญญาจะหากินเองเลย แล้วความรู้สึกเหนือกว่าพวกนั้นมันมาจากไหนกัน?”

       “พี่เหย่ พี่พูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ในสายตาพี่ ฉันมันไม่มีดีเลยสักอย่างเลยเหรอคะ?”

       “คุณลองบอกมาสิ นอกจากเรื่องชาติตระกูลแล้ว มีตรงไหนที่คุณดีกว่าภรรยาผม? เรื่องรูปร่างหน้าตา คุณสู้เธอได้ไหม? เรื่องนิสัยใจคอ คุณมีความอ่อนโยน เพียบพร้อม และรู้จักกาลเทศะเหมือนเธอหรือเปล่า? หรือจะเป็นเรื่องความสามารถในการเอาตัวรอด เธอสามารถทำให้พี่น้องร่วมชาติสี่ร้อยล้านคนมีข้าวกินอิ่มท้อง แต่คุณกลับทำให้ท้องตัวเองอิ่มยังทำไม่ได้เลย คุณจะเอาอะไรไปเทียบกับเธอ? แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกเธอ?”

       “ลู่เหย่!”

       สวี่เหมิงเหมิงเคยถูกใครตำหนิรุนแรงขนาดนี้เสียที่ไหน?

       ตั้งแต่เด็กจนโตหญิงสาวเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ เป็นดั่งดวงดาวที่โอบล้อมด้วยพระจันทร์ ไม่เคยมีใครบอกว่าเธอมีข้อบกพร่อง และเธอก็คิดว่าตัวเองไม่มีข้อเสียใดๆ

       ที่ลู่เหย่พูดจาแบบนี้ออกมา ต้องเป็นเพราะถูกยัยชีชีนั่นล้างสมองไปแล้วแน่ๆ

       ใช่ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน

       สวี่เหมิงเหมิงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธที่จวนจะระเบิด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนโยนที่สุด “พี่เหย่ ที่ฉันพูดเพราะฉันรักพี่จริงๆ นะคะ ฉันถึงได้อยากวางแผนเพื่อพี่ อยากเป็นห่วงอนาคตของพี่...”

       “ขอบใจนะ! แต่ทำไมการที่คุณรักผม แล้วผมต้องยอมรับมันด้วยล่ะ? ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนหรอกนะที่อยากจะแต่งเข้าบ้านตระกูลสวี่เพื่อหวังลาภยศ อย่างน้อยผม ลู่เหย่ คนหนึ่งล่ะที่ไม่ต้องการ”

       ลู่เหย่ตัดบทอีกฝ่ายอย่างรำคาญใจ “กลับไปซะเถอะ แล้ววันหลังไม่ต้องมาที่นี่อีก ลู่เหย่อย่างผมมีความสามารถดีเด่นอะไรนักหนา ถึงทำให้คุณต้องมาเสียเวลาทุ่มเทขนาดนี้?”

       สวี่เหมิงเหมิงเดินจากไปทั้งน้ำตานองหน้า เมื่อกลับไปถึงเธอก็รีบโทรศัพท์หาสวี่จวินทันที

       “พี่คะ... ฮือๆๆ” พอปลายสายรับ หญิงสาวก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “ลู่เหย่เขาแกล้งฉัน ฮือๆๆ”

       “ดูท่าเธอจะออกศึกครั้งนี้ไม่สำเร็จสินะ กลับมาเถอะ”

       “พี่คะ พี่จะให้ฉันยอมแพ้งั้นเหรอ?” สวี่เหมิงเหมิงชะงักจนลืมร้องไห้ด้วยความตกใจ

       “การที่ลู่เหย่ยอมทิ้งตระกูลสวี่เพื่อเลือกผู้หญิงคนนั้น มันพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นสามารถให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้มากกว่าเรา”

       “จะเป็นไปได้ยังไง? แค่ผู้หญิงบ้านนอกคนเดียว จะมาเทียบกับตระกูลสวี่ของเราได้ยังไง? พี่คะ พี่คงไม่ได้โกรธจนสติหลุดไปแล้วใช่ไหม?”

       “สวี่เหมิงเหมิง รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่เธอกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แถมยังประมาทศัตรูขนาดนี้ เธอจะแพ้กลับมาก็ไม่แปลกหรอก”

       “พี่คะ แม้แต่พี่ก็ยังคิดว่ายัยผู้หญิงบ้านนอกนั่นดีกว่าฉันงั้นเหรอ?”

       “ความจริงมันก็ฟ้องอยู่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเธอไม่ได้ใช้นามสกุลสวี่ละก็ เธอย่อมเทียบกับชีชีไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย แต่เพราะเธอยังใช้นามสกุลสวี่อยู่ เธอเลยยังพอมีโอกาสชนะ”

       “พี่ ทำไมพี่ก็พูดกับฉันแบบนี้อีกล่ะ?” สวี่เหมิงเหมิงเสียใจจนอยากจะร้องไห้อีกรอบ

       “เพราะเธอมันถูกตามใจจนเสียคนน่ะสิ” น้ำเสียงของสวี่จวินเย็นเยียบขึ้นมาทันที “ฉันขอเตือนเธอไว้อย่างหนึ่งนะ ที่ฉันต้องการคือร่วมมือกับลู่เหย่ ไม่ใช่สร้างศัตรู เธอจะยอมกลับมาแต่โดยดีแล้วถอนตัวจากเรื่องนี้ตอนนี้ หรือถ้าจะทำต่อก็คิดให้ดีก่อนลงมือ แต่อย่าเอาหน้าของตระกูลสวี่ไปทิ้ง”

       “พี่คะ ความสุขของฉันมันเทียบไม่ได้เลยกับหน้าตาของตระกูลสวี่งั้นเหรอ?”

       “เธออยู่กับลู่เหย่ไปก็ไม่มีวันมีความสุขหรอก เพราะเขาไม่ได้มองเธออยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ อีกอย่าง... เธอไม่มีสิทธิ์มาพูดเรื่องความสุขหรอก การแต่งงานของเธอต้องสร้างผลประโยชน์ให้ตระกูลสวี่เท่านั้น ไม่อย่างนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้”

       “พี่ พี่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของฉันนะ พี่เห็นฉันเป็นแค่เครื่องมือสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตระกูลเหรอ?” สวี่เหมิงเหมิงแผดเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อหู

       “ในเมื่อเธอเสวยสุขจากสิทธิพิเศษที่ตระกูลสวี่มอบให้ ก็ต้องตอบแทนตระกูลสวี่กลับคืนมา คุณค่าเพียงอย่างเดียวของเธอคือการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ ไม่อย่างนั้นก็ลองบอกมาสิว่า เธอยังทำอะไรเป็นอีก?”

       สวี่เหมิงเหมิงถูกทำลายความมั่นใจจนย่อยยับภายในวันเดียว “ไม่ ฉันไม่มีวันยอมรับการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์เด็ดขาด ฉันจะอยู่กับคนที่ฉันรักเท่านั้น”

       “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไสหัวออกไปจากตระกูลสวี่ซะ”

       “สวี่จวิน ฉันจะฟ้องคุณปู่ว่าพี่รังแกฉัน”

       “ตามสบาย”

       สวี่จวินกดวางสายใส่ทันที

       หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เขายังพอมีความรู้สึกรักใคร่แบบพี่น้องต่อสวี่เหมิงเหมิงอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ได้รู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของตัวเอง ความรู้สึกนั้นก็มลายหายไปจนสิ้น

       คืนนั้นเอง ผู้บัญชาการสวี่ได้เรียกสวี่จวินเข้าไปพบในห้องทำงาน “เหมิงเหมิงเขายังเด็กนัก มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกับเธอสิ”

       “ปีนี้เธออายุยี่สิบแล้ว ไม่เด็กแล้วครับ”

       “เฮ้อ ถึงวัยที่ต้องออกเรือนแล้วสินะ”

       “เธอจัดการลู่เหย่ไม่ได้ เราอาจจะพิจารณาเฉินเยี่ยนแทน เพียงแต่ตระกูลเฉินกับตระกูลจ้าวเขามีพันธสัญญาแต่งงานกันมาหลายรุ่น การที่เราจะแทรกเข้าไปมันไม่ใช่เรื่องง่าย”

       “แต่ฉันได้ยินมาว่า เจ้าหนูเฉินเยี่ยนนั่นไม่ค่อยชอบขี้หน้ายัยหนูตระกูลจ้าวนั่นเท่าไรนี่นา”

       “มันก็เป็นเรื่องจริงครับ แต่เขาจะชอบหรือไม่ชอบมันไม่สำคัญเท่ากับความเห็นของผู้บัญชาการเฉิน”

       “ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันคงต้องยอมสละหน้าแก่ๆ ของฉันไปพบผู้บัญชาการเฉินสักหน่อยแล้วล่ะ”

       “เรื่องนี้คงต้องให้คุณปู่ออกหน้าเองครับ”

       “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เหมิงเหมิงรีบกลับมาเถอะ อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายข้างนอกนั่นเลย”

       “ครับ ผมจะรีบจัดการส่งคนไปรับเธอกลับมาทันที”

       ในคืนนั้นเอง สวี่เหมิงเหมิงก็ถูกเจ้าหน้าที่คุ้มกันสองคนหิ้วปีกขึ้นเครื่องบินส่วนตัวไปทันที ไม่ว่าหญิงสาวจะดิ้นรนหรืออาละวาดอย่างไรก็เปล่าประโยชน์

       หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ ชีชีและลู่เหย่ที่นอนอยู่บนเตียงต่างก็มีความรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจ

       “วันนี้คุณพูดขนาดนั้น เท่ากับฉีกหน้าตระกูลสวี่ไปแล้วนะ”

       “ถ้าพี่จวินจะเลิกคบกับผมเพียงเพราะผมปฏิเสธสวี่เหมิงเหมิง มิตรภาพพี่น้องแบบนี้จะรักษาไว้หรือไม่ก็คงไม่สำคัญแล้วล่ะ”

       ลู่เหย่เองก็รู้สึกไม่ดีนัก เพราะเขาให้ความสำคัญกับพี่น้องตระกูลสวี่เหมือนคนในครอบครัวมาตลอด

       ชายหนุ่มรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นมันบาดใจคนฟัง แต่ถ้าไม่พูดออกไป สวี่เหมิงเหมิงก็จะได้ใจและล้ำเส้นเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนที่ต้องเสียใจก็คือชีชี

       เขาเป็นผู้ชาย ย่อมไม่มีวันยอมให้ภรรยาตัวเองต้องมาเป็นที่รองรับอารมณ์ของใคร

       “คุณคิดได้แบบนี้ฉันก็เบาใจค่ะ”

       ลู่เหย่ดึงชีชีเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน “ผมรู้ว่าคุณกังวลเรื่องอะไร ความสัมพันธ์ของผมกับพี่น้องตระกูลสวี่มันคือมิตรภาพที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งนั้น”

       “แต่เมื่อไรที่มีคนล้ำเส้น มิตรภาพนั้นมันก็ย่อมเปลี่ยนไป”

       ชีชีใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของเขาเบาๆ “คุณเองก็ไม่ได้ดูซื่อบื้ออย่างที่เห็นนี่นา”

       “อ้อ... ที่จริงแล้วคุณมองว่าผมเป็นไอ้ซื่อบื้อมาตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ”

       “เปล่าซะหน่อย ในใจฉันคุณน่ะทั้งองอาจผ่าเผย ความรู้ท่วมหัว หล่อเหลาเอาการ แถมยังเก่งกาจไม่มีใครเกิน...”

       “ฮ่าๆๆ ปากหวานแบบนี้ก็พูดต่ออีกหน่อยสิ ผมชอบฟัง”

       “ตาคนหลงตัวเอง”

       “ชีชี” ลู่เหย่เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “คุณลืมพูดไปคำหนึ่งนะ”

       ชีชีชะงักไปครู่หนึ่ง “คำว่าอะไรคะ?”

       “ผงาดง้ำค้ำโลกไง!”

       “หา?” ชีชีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะแดงซ่านลามไปถึงหู “ลู่เหย่ คุณมันคนลามก!”

       “คุณก็ชอบที่ผมเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? มานี่เลย!”

       “อ๊ายยยย ลู่เหย่...”

       “เรียกดังๆ เลยครับคนดี ผมชอบฟัง!”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd