LNCrawler

บทที่ 151 การล่อลวง

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 151 การล่อลวง

        ปกติชีชีมักจะลงมือทำอาหารด้วยตัวเองอยู่เสมอ นานๆ ครั้งได้ลิ้มรสฝีมือพ่อครัวจากภัตตาคารของรัฐบ้าง ก็ถือว่าช่วยแก้เลี่ยนและชวนให้เจริญอาหารได้ดีทีเดียว

       ลู่เหย่ร่ำสุราไปพลาง คอยคีบกับข้าวใส่จานให้ชีชีไปพลาง ไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องทั้งสองทาง

       เมื่อสวี่เหมิงเหมิงเห็นว่าในสายตาของเขามีเพียงชีชี หัวใจ ตับ และปอดของเธอก็สั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับต้องแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ คอยคะยั้นคะยอให้เขาดื่มเพิ่มอีกหลายแก้ว

       ทว่านับแต่ลู่เหย่ได้รับพลังพิเศษมา ฤทธิ์สุราก็แทบจะทำอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไป สำหรับชายหนุ่มแล้ว เหล้าเหมาไถห้าสิบสามดีกรีนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่า

       สวี่เหมิงเหมิงที่สุมไฟแค้นไว้ในอก ทั้งยังดื่มกดดันตัวเองอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่แก้วที่ไหลลงคอ สติสัมปชัญญะของหญิงสาวก็เริ่มพร่าเลือน ลิ้นเริ่มพันกันจนพูดจาไม่เป็นคำ

       “พี่เหย่... อย่าดูถูกตระกูลสวี่ของพวกเรานะ... อีกไม่นานตระกูลของฉันจะต้องกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของประเทศ ตระกูลสวี่ของเราน่ะ...”

       ชีชีลอบกลอกตา สวี่เหมิงเหมิงคนนี้ดูท่าทางฉลาดเฉลียวดี แต่ทำไมถึงได้ทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้นะ? คำพูดพรรค์นี้ก็กล้าโพล่งออกมา ไม่กลัวว่าเธอจะแอบไปรายงานเบื้องบนบ้างหรือไร?

       ลู่เหย่ใช้นิ้วแคะหู สีหน้าของเขาเกือบจะเขียนคำว่า ‘รำคาญ’ แปะไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว

       ชีชีลูบท้องที่กลมกลึงของตนเอง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ลู่เหย่ “ฉันอิ่มแล้วค่ะ”

       “ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”

       ลู่เหย่เช็ดปากจบลุกขึ้นยืน แล้วจูงมือชีชีเดินจากไปทันที

       สวี่เหมิงเหมิงที่เดิมทีก็ศีรษะมึนงงอยู่แล้ว สมองจึงตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ

       กว่าจะดึงสติกลับมาได้ ภายในห้องก็เหลือเพียงเธออยู่ตัวคนเดียวเสียแล้ว

       สวี่เหมิงเหมิงปรายตาไปมองตะกร้าที่วางอยู่มุมห้อง ภายในนั้นมีผักสดที่ชีชีหิ้วติดมือมาด้วย แม้ในฤดูหนาวเช่นนี้มันจะเป็นของล้ำค่าราคาสูงเพียงใด แต่หญิงสาวกลับไม่เห็นมันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

       เธอกะพริบตาปริบๆ เปลวไฟแห่งความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นถึงกลางกระหม่อม “พวกคนสารเลว! นี่พวกคุณเห็นฉันเป็นบ่อเงินบ่อทองหรือไง?”

       สวี่เหมิงเหมิงโกรธจนแทบคลั่ง เธอจัดการถีบโต๊ะจนพลิกคว่ำ และยังตามไปเตะซ้ำอีกหลายที

       เมื่อได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากบ้านข้างๆ ชีชีก็แลบลิ้นน้อยๆ ใส่ลู่เหย่ “พวกเราทำเกินไปไหมคะ?”

       ทว่าลู่เหย่กลับไม่ได้ใส่ใจ “ถ้าไม่สั่งสอนให้เข็ดหลาบเสียบ้าง เธอคงจะตามติดเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าจนไม่มีใครทนไหวแน่”

       “ด้วยภูมิหลังครอบครัวของเธอ ไม่น่าจะสามารถตัดสินใจเรื่องการแต่งงานเองได้ใช่ไหมคะ?”

       “หืม?” ลู่เหย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มตระหนักได้ในทันที “เธอได้รับภารกิจมางั้นหรือ?”

       “ฉันก็แค่คาดเดาน่ะค่ะ”

       แววตาของลู่เหย่พลันมืดครึ้มลง “ถ้าเป้าหมายของตระกูลสวี่คือผม พวกเขาไม่ควรส่งสวี่เหมิงเหมิงมา”

       “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ? การทำให้คุณกลายเป็นลูกเขยแต่งเข้าตระกูลสวี่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่าหรือ?”

       “คุณค่าของผมสำหรับตระกูลสวี่คือดาบที่คมกริบ แต่สิ่งที่ทรงคุณค่าจริงๆ เบื้องหลังผมคือหน่วยอสนีบาต ซึ่งหน่วยนี้ขึ้นตรงต่อเขตทหารส่วนกลาง ตระกูลสวี่ไม่มีทางยึดครองมาเป็นของตนเองได้”

       “แต่ถ้าคุณเต็มใจจะช่วยเหลือพวกเขาเป็นการส่วนตัว นั่นก็ถือเป็นแรงสนับสนุนที่มหาศาลเลยนะคะ”

       “หากคิดจะดำเนินการในทางลับจริง ยิ่งไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสวี่เหมิงเหมิงกับผมคลุมเครือแบบนี้ ควรจะเลี่ยงเพื่อไม่ให้ถูกครหาเสียมากกว่า”

       ชีชีเท้าคางครุ่นคิด “หม่าหลงไปที่เขตทหารกานหนาน เห็นได้ชัดว่าตระกูลหม่ากับตระกูลสวี่ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันบางอย่างแล้ว นั่นหมายความว่าตระกูลสวี่กำลังสะสมกองกำลัง การที่อยากจะดึงคุณเข้าสังกัดก็ถือว่ามีเหตุมีผลอยู่ค่ะ”

       “ถ้ามันง่ายแค่นั้นก็ดีสิ ผมกลัวว่าเป้าหมายของพวกเขาจะเป็นคุณมากกว่า เพราะอย่างไรเสีย คุณก็เป็นคนจัดการกับระบบเทพแห่งความซวย พลังเหนือธรรมชาติแบบนี้ ใครบ้างจะไม่โหยหา”

       ชีชีขมวดคิ้ว “มันก็ยังฟังไม่ขึ้นอยู่ดีนะคะ ถ้าพวกเขาอยากจะซื้อตัวฉันจริงๆ ทำไมถึงปล่อยให้สวี่เหมิงเหมิงมาทำลายความสัมพันธ์ของเรา? นั่นไม่เท่ากับสร้างศัตรูหรอกหรือ?”

       “ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกว่าการที่สวี่เหมิงเหมิงจู่ๆ ก็ย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ มันต้องไม่ใช่ง่ายๆ แบบนั้นแน่ ช่วงนี้คุณระวังตัวหน่อยนะ”

       “ค่ะ”

       ชีชีพยักหน้าอย่างว่าง่าย

       เธอเหลือบมองไปทางบ้านข้างๆ พลางรู้สึกว่าฮวงจุ้ยของบ้านหลังนั้นไม่ค่อยดีเอาเสียเลย คนที่มาอยู่ต่างก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรทั้งสิ้น

       ทว่าไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่อาจขัดขวางความรักอันหวานชื่นของสามีภรรยาคู่นี้ได้

       สวี่เหมิงเหมิงที่นั่งใจลอยอยู่ในห้องข้างๆ พลันได้ยินเสียงที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ และดูเหมือนเสียงนั้นจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

       แม้เธอจะยังเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่ก็หาใช่คนไร้เดียงสาที่ไม่รู้ประสีประสาเรื่องพรรค์นี้

       จนกระทั่งวินาทีนี้ เธอถึงได้รู้ว่าการเลือกมาอยู่ที่นี่เป็นความผิดพลาดที่มหันต์เพียงใด

       หญิงสาวรักลู่เหย่จริงๆ รักจนสามารถแลกได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามา

       เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่อาจทนเห็นลู่เหย่กำลังมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้หญิงคนอื่น ซึ่งเปรียบเสมือนการกระทำต่อหน้าต่อตาเธอเช่นนี้ได้

       สวี่เหมิงเหมิงสติหลุด หญิงสาวคว้ามีดทำครัวแล้วพุ่งพรวดออกไปทันที

       “นั่นเธอจะไปไหน?”

       น้ำเสียงเย็นเยียบของสวี่จวินทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว “พี่... พี่มาได้อย่างไร?”

       “ถ้าฉันไม่มา เธอคิดจะไปทำอะไร? ไปฆ่าคนอย่างนั้นหรือ?”

       ‘เคร้ง!’

       มีดทำครัวหลุดจากมือตกลงบนพื้น สวี่เหมิงเหมิงทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โฮอย่างเสียสติ

       สวี่จวินใช้มือเพียงข้างเดียวหิ้วเธอขึ้นมาแล้วลากเข้าไปในห้อง “ยังขายหน้าไม่พอใช่ไหม?”

       “พี่คะ ฉันไม่ยอม! ทำไมลู่เหย่ถึงรักแต่ยัยนั่น ทำไมเขาไม่รักฉันบ้าง? ทำไมกัน!”

       “เพราะเธอโง่ไงล่ะ”

       สวี่เหมิงเหมิงนั่งแหมะลงบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก “พี่คะ สอนฉันที ฉันควรทำอย่างไร? ฉันขาดลู่เหย่ไม่ได้ ฉันรักเขาจริงๆ”

       สวี่จวินย่อตัวลงประสานสายตากับเธอ “ตอนนี้เธอมีสองทางเลือก”

       “ทางเลือกอะไรคะ?” สวี่เหมิงเหมิงมองเขาอย่างว่างเปล่า

       “อย่างแรก ลืมลู่เหย่ซะแล้วไปตีสนิทกับเฉินเยี่ยน เตรียมตัวแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลเฉิน”

       “ไม่! ฉันทำไม่ได้!”

       “ถ้าอย่างนั้นก็เลือกทางที่สอง”

       สวี่เหมิงเหมิงมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง หวังว่าเขาจะมอบคำแนะนำที่ดีให้แก่เธอ

       “ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลสวี่ แล้วจะไปตามตื๊อลู่เหย่อย่างไรก็ตามใจเธอ ทีนี้เธอจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ตระกูลสวี่ต้องอับอายอีกต่อไป”

       สวี่เหมิงเหมิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พี่คะ พี่เกลียดฉันขนาดนี้เลยหรือ? ถึงได้กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะไล่ฉันออกจากตระกูลนัก?”

       “เป็นเพราะเธอโง่เอง จะโทษใครได้ คนที่มีสมองเขาไม่ย้ายมาอยู่ห้องติดกับลู่เหย่หรอก เพราะมันจะไม่มีโอกาสลอบทำอะไรได้เลย เธอคงไม่ใสซื่อถึงขนาดคิดว่า แค่เธอมายืนอยู่ตรงนี้ แล้วลู่เหย่จะยอมทิ้งทุกอย่างพุ่งเข้าหาเธอหรอกนะ?”

       สวี่เหมิงเหมิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความจริงเธอก็แอบคิดเช่นนั้นอยู่จริงๆ

       ด้วยรูปโฉมและฐานะของเธอ ไม่จำเป็นต้องทำอะไร พวกผู้ชายก็น่าจะรุมล้อมเข้ามาหาเธอเอง

       ทว่าหญิงสาวคิดไม่ถึงเลยว่า ลู่เหย่จะไม่ใช่หนึ่งในผู้ชายกลุ่มนั้น

       “พี่คะ ฉันขอร้องล่ะ พี่ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ”

       “ฉันช่วยเธอไม่ได้” สวี่จวินลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเย็นชา “ต่อให้ฉันส่งเธอขึ้นไปบนเตียงของลู่เหย่ เขาก็อาจจะไม่ชายตาแลเธอด้วยซ้ำ แล้วจะให้ฉันช่วยอย่างไร?”

       สวี่เหมิงเหมิงถูกคำพูดเหล่านั้นทำลายศักดิ์ศรีจนยับเยิน “พี่คะ... ฉันมันไร้ประโยชน์ขนาดนั้นเลยหรือ?”

       “แล้วมันไม่ใช่หรือไง? ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีฐานะดีอย่างตระกูลสวี่คอยหนุนหลัง กลับจัดการผู้ชายเพียงคนเดียวไม่ได้ เธอบอกมาสิ ว่าเธอยังมีประโยชน์อะไรอีก?”

       “ฉัน...”

       “ไปจัดการเฉินเยี่ยนซะ นั่นคือโอกาสเดียวที่เธอจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองได้” สวี่จวินลูบหัวเธอเบาๆ “ถ้าแม้แต่เฉินเยี่ยนยังไม่ชายตาแลเธอ เธอก็ไปตายซะเถอะ อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกเปล่าๆ”

       น้ำเสียงของเขากระซิบอยู่ที่ข้างหู เต็มไปด้วยแรงดึงดูดล่อลวง สวี่เหมิงเหมิงรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว เธอพยักหน้าอย่างเหม่อลอย

       มุมปากของสวี่จวินยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาพอใจกับปฏิกิริยาของสวี่เหมิงเหมิงยิ่งนัก

       เขาจัดแจงเสื้อคลุมทหารให้เข้าที่อย่างลวกๆ แล้วก้าวเดินออกไปนอกประตู “ของขวัญสำหรับเฉินเยี่ยนวางอยู่บนโต๊ะแล้ว อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเคยมาที่นี่”

       สวี่เหมิงเหมิงไม่รู้ว่าตนนั่งอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบนั้นนานเท่าใด กว่าจะดึงสติกลับมาได้ ภายในห้องก็มืดมิดไปเสียแล้ว เธออดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา

       “เฉินเยี่ยน... ครั้งนี้ ฉันจะต้องทำสำเร็จให้ได้!”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd