LNCrawler

บทที่ 155 ตั้งใจปลูกดอกไม้แต่มิเบ่งบาน ไร้ใจปักกิ่งหลิวกลับร่มรื่น

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 155 ตั้งใจปลูกดอกไม้แต่มิเบ่งบาน ไร้ใจปักกิ่งหลิวกลับร่มรื่น

        ชีชีหาได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลสวี่ ยามนี้สิ่งที่เธอกังวลมากกว่าคือระบบนิรนามนั่น

       แม้ระบบของชีชีเองจะไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนนัก แต่การที่ระบบหนึ่งสามารถทำลายโลกจนล่มสลายหายไปได้นั้น ฟังดูอย่างไรก็น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก

       ถึงแม้ตอนนี้มันจะยังอยู่ในช่วงพักฟื้นร่าง แต่ใครจะรู้ว่ามันอาจจะมีวิธีลัดตัดตรงเพื่อเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นหรือไม่?

       ชีชีใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเห็นว่าการเร่งเปลี่ยนหน่วยอสนีบาตของลู่เหย่ให้กลายเป็นหน่วยผู้มีพลังพิเศษนั้นเป็นเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด

       กลุ่มมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนระดับมืออาชีพ แถมยังมีพลังพิเศษติดตัว อย่างน้อยก็น่าจะพอมีกำลังต่อกรได้บ้างกระมัง?

       ยามนี้อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเพาะกล้าไม้จำนวนมากพอดี

       ชีชีจึงมักจะเดินทอดน่องไปตามคันนาและหัวไร่ปลายนาบ่อยครั้ง ด้วยหวังลึกๆ ว่าจะมีการค้นพบที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น

       เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น ก็ประจวบเหมาะกับที่ลู่เหย่กลับมาถึงก่อนแล้ว โดยมีเฉินเยี่ยน ฉีเล่ย และโจวต้าเหว่ยรวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า

       “อ้าว วันนี้วันดีอะไรกันคะเนี่ย ถึงได้มารวมตัวกันครบเชียว?” ชีชีเอ่ยทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มละไม

       “พวกเราตั้งใจมาขอบคุณพี่สะใภ้ครับ”

       “ขอบคุณฉันเรื่องอะไรกันคะ?”

       “พี่สะใภ้ครับ คุณมีพระคุณที่ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้พวกเรา บุญคุณนี้พวกเราจะไม่ลืมชั่วชีวิต ต่อไปหากคุณหรือพี่เหย่มีเรื่องอะไร แค่สั่งมาคำเดียวเลยครับ”

       “เฉินเยี่ยน นี่ฉันไปอยู่ที่ไหนมานะ ถึงไม่ทันสังเกตว่านายคารมดีไม่เบาเลย?” ชีชีแกล้งเย้าแหย่เขา

       เฉินเยี่ยนหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที “พี่สะใภ้ อย่าล้อผมเลยครับ”

       “พี่สะใภ้ครับ พวกเราตั้งใจมาขอบคุณจริงๆ นะ”

       ฉีเล่ยช่วยเสริมอีกแรง

       “ที่ฉันช่วยพวกนาย ก็เท่ากับช่วยตัวฉันเองด้วยเหมือนกัน” ชีชีเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง “การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย การที่มนุษย์จู่ๆ ก็มีพลังเหนือธรรมชาติขึ้นมา ย่อมหมายความว่าสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเรากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง”

       “พี่สะใภ้ หมายความว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวบุกโลกเหรอครับ?”

       “ฉันก็อธิบายเรื่องนี้ไม่ถูกเหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือ โลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงมิติหนึ่งในบรรดามิตินับไม่ถ้วนในจักรวาลอันกว้างใหญ่ การที่พลังพิเศษซึ่งเดิมทีไม่ได้เป็นของมิตินี้โผล่มาที่นี่ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เราไม่รู้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น หน้าที่ของพวกนายจึงไม่ใช่แค่การรักษาบ้านเมืองอีกต่อไป แต่มันอาจรวมไปถึงการปกป้องมวลมนุษยชาติด้วย”

       หากมีใครมาพูดเช่นนี้ก่อนที่พวกเขาจะได้รับพลังพิเศษ พวกเขาคงคิดว่าเป็นเรื่องเล่าเพ้อเจ้อหรือนิยายวิทยาศาสตร์เป็นแน่

       ทว่าหลังจากที่พวกเขาได้สัมผัสกับความแข็งแกร่งของพลังพิเศษด้วยตัวเองแล้ว พวกเขาก็เชื่อคำพูดเหล่านี้อย่างสนิทใจ

       ชายฉกรรจ์หลายคนนั่งตัวตรงแหน็ว เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นว่า “พี่สะใภ้วางใจเถอะครับ ตราบใดที่มีความต้องการ พวกเราไม่เกี่ยงงอนแน่นอน”

       “ใช่ครับพี่สะใภ้ โปรดเชื่อมั่นในตัวพวกเรา พวกเราจะปกป้องโลกใบนี้เหมือนกับที่ปกป้องผืนแผ่นดินเกิด”

       “ผมก็เหมือนกันครับ”

       โจวต้าเหว่ยที่เงียบมาตลอดสำทับขึ้นมาอีกประโยค

       ชีชีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง... พ่อหนุ่มคนนี้ ช่างซื่อบื้อได้ใจจริงๆ

       ต้องยอมรับเลยว่า ลู่เหย่นั้นสายตาแหลมคมในการมองคนจริงๆ

       “ฉันเชื่อใจพวกนายนะ”

       คืนนั้นลู่เหย่โชว์ฝีมือทำกับข้าวหลายอย่าง ทุกคนจึงได้ร่ำสุรากันอย่างสำราญใจ

       เช้าวันต่อมา ชีชีเดินทางไปพบท่านผู้เฒ่าไป๋ที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร

       หญิงสาวต้องการสั่งทำเครื่องเพาะปลูกขนาดใหญ่ เครื่องตัดหญ้า และเครื่องปักดำนาหลายเครื่อง

       เครื่องเพาะปลูกและเครื่องปักดำนานั้นเธอเคยลงมือประกอบเองมาแล้ว ภาพพิมพ์เขียวก็มีพร้อมอยู่แล้ว สามารถสั่งผลิตได้ทันที

       ส่วนเครื่องตัดหญ้าที่เคยใช้เป็นแบบมือหมุน ซึ่งประสิทธิภาพต่ำเกินไปสำหรับการจัดการพื้นที่กว้างใหญ่ ชีชีจึงวางแผนจะสร้างแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบออกมา

       ทันทีที่ข้อเสนอนี้ถูกเอ่ยออกไป ดวงตาของท่านผู้เฒ่าไป๋ก็เปล่งประกายทันที “สหายเสี่ยวชี ขยายความหน่อยสิ”

       ทว่าวิศวกรคนอื่นๆ กลับพากันกลอกตาไปมา “มันจะเป็นไปได้ยังไง? เอาเครื่องจักรลงไปในนา มันไม่ถอนทิ้งทั้งต้นข้าวทั้งวัชพืชจนเกลี้ยงเหรอ นั่นไม่เท่ากับว่าที่ปลูกมาเสียเปล่าหรือไง?”

       “นั่นสิ ขนาดพวกยุวชนผู้มีการศึกษาหลายคนยังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนต้นกล้าอันไหนหญ้า แล้วคุณจะให้ไอ้ก้อนเหล็กนี่แยกแยะอัตโนมัติเนี่ยนะ พูดเป็นเล่นไปได้”

       “ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้หรอก”

       ชีชีไม่ได้รีบร้อน หญิงสาวรอจนพวกเขาพูดกันจนจบก่อนจะหยิบภาพพิมพ์เขียวออกมา

       “ก่อนอื่น ฉันสามารถบอกพวกคุณในฐานะผู้เชี่ยวชาญได้เลยว่า รากของต้นข้าวนั้นอยู่ในดินลึกหกเซนติเมตร ส่วนวัชพืชส่วนใหญ่อยู่ที่สามเซนติเมตร ตอนที่เราออกแบบเฟืองจักร เราต้องมั่นใจว่ามันจะทำงานในระดับความลึกของรากวัชพืช ซึ่งจะทำให้กำจัดหญ้าได้โดยไม่กระทบต่อต้นกล้า”

       ท่านผู้เฒ่าไป๋ตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน “ความคิดนี้เยี่ยมมาก!”

       “มันจะใช้ได้จริงเหรอ?”

       เมื่อยังไม่เห็นตัวชิ้นงานจริงๆ ย่อมต้องมีคนคอยตั้งแง่สงสัยเสมอ

       ชีชีหาได้ใส่ใจไม่ หญิงสาวเดินหน้าเสนอขายเครื่องตัดหญ้าของตนต่อไป

       “แน่นอนว่าเครื่องตัดหญ้านี้ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือมันต้องการให้การปลูกข้าวต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก”

       “ใครจะไปรับประกันเรื่องนั้นได้ล่ะ?”

       “ทำไม่ได้หรอก”

       “ต่อให้คนคนเดียวปักดำเองยังรับประกันความแม่นยำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับคนที่มาทำงานรวมกันตั้งเยอะแยะ”

       “เพราะอย่างนั้นฉันจึงคิดค้นเครื่องปลูกข้าวเครื่องนี้ขึ้นมา หรือจะเรียกว่าเครื่องปักดำนาก็ได้ค่ะ”

       ชีชีหยิบภาพพิมพ์เขียวออกมาอีกแผ่น การใช้เครื่องจักรปลูกย่อมการันตีความเที่ยงตรงเป็นระเบียบอันเป็นพื้นฐานสำคัญอยู่แล้ว

       รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของท่านผู้เฒ่าไป๋คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง “สหายเสี่ยวชี คุณนี่อัจฉริยะจริงๆ ถ้าเครื่องจักรพวกนี้แพร่หลายไปได้ อย่างน้อยๆ ประสิทธิภาพการปลูกก็จะเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าเลยทีเดียว”

       “แล้วถ้าต่อไปเครื่องจักรมันทำแทนไปหมด เกษตรกรจะเอาอะไรทำล่ะ?”

       “นั่นสิ มีที่นาให้ทำยังแทบไม่พอกินเลย ต่อไปไม่มีงานทำ ไม่ต้องอดตายกันหมดเหรอ?”

       ความอดทนของชีชีถูกคนพวกนี้บั่นทอนจนหมดสิ้น... ช่างเป็นกลุ่มคนโง่เขลาที่ตัวเองอยู่ไม่ดีแล้วยังไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดีเสียจริง

       “ตอนนี้ฉันต้องการสั่งทำเครื่องจักรสองชนิดนี้ พวกคุณแค่บอกมาว่าจะรับงานหรือไม่รับก็พอค่ะ?”

       เมื่อเห็นชีชีเริ่มหน้าบึ้งตึง ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็ปรับสีหน้าเคร่งขรึมตาม “รับสิ งานนี้โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรของเรารับทำ”

       “ท่านผู้เฒ่าไป๋ คิดให้ดีๆ นะ หากไอ้สิ่งนี้ถูกผลิตออกมา เกษตรกรทั่วประเทศจะตกงานกันหมด แล้วจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นนะ”

       มีคนรีบกระโดดออกมาคัดค้านทันที

       “นั่นสิ งานโดนเครื่องจักรแย่งไปทำหมด แล้วคนจะเหลือทางรอดไหม?”

       “หากไม่มีไอ้พวกสิ่งประดิษฐ์ฉวยโอกาสตามแบบทุนนิยมพวกนี้ พี่น้องเกษตรกรของเราก็ยังสามารถพึ่งพาตนเอง บากบั่นอดทน และทำให้ผลผลิตต่อหมู่สูงถึงหมื่นจินได้เหมือนเดิม”

       ชีชีถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเจอคนกลุ่มนี้เข้าไป หญิงสาวเก็บภาพพิมพ์เขียวแล้วเดินจากมาทันทีโดยลืมแม้แต่จะเอ่ยลาท่านผู้เฒ่าไป๋

       ถ้าแค่การตะโกนคำขวัญสามารถทำให้ประชาชนสี่ร้อยล้านคนอิ่มท้องได้ หรือสามารถนำพาให้ทุกคนพ้นจากความยากจนได้ ชีชีจะหาลำโพงขยายเสียงมาประเคนให้พวกเขายืนตะโกนกันให้คอแตกไปเลย

       แต่ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบัน เธอไม่สามารถไปโต้เถียงด้วยเหตุผลกับพวกเขาได้จริงๆ

       หากถูกตราหน้าว่าโดนลัทธิทุนนิยมกัดกร่อนสมองขึ้นมา อย่าว่าแต่จะพัฒนาเกษตรกรรมสมัยใหม่เลย ดีไม่ดีอาจจะต้องไปนอนในห้องกรงแทน

       “ติ๊ง! ตรวจพบพลังพิเศษธาตุโลหะในตัวหลู่หยาง ต้องการช่วงชิงหรือไม่?”

       เสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ฝีเท้าของชีชีชะงักลง สายตาของเธอจับจ้องไปยังชายหนุ่มในชุดทำงานของโรงงานเครื่องจักรคนหนึ่ง

       ชีชีเห็นชัดเจนว่า น็อตตัวหนึ่งที่ขนาดเดิมทีไม่พอดีกัน แต่พอเขาหยิบมาหมุนเล่นในมือไม่กี่ที กลับสามารถใส่เข้าที่ได้อย่างง่ายดาย

       ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที ความรู้สึกอึดอัดขัดใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น!


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd