บทที่ 15 ผู้ชายคนนี้ รู้ความจริงๆ
บทที่ 15 ผู้ชายคนนี้ รู้ความจริงๆ
“ก็ซื้อมาจากสหกรณ์รัฐน่ะสิคะ” แม้ในใจของชีชีจะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่สีหน้าของเธอกลับเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ
“ชีชี การพูดโกหกมันไม่ดีนะ” สีหน้าของลู่เหย่ขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันไม่ได้โกหกซะหน่อย”
เมื่อเห็นว่าชีชียังคงปากแข็ง แววตาของลู่เหย่ก็เริ่มฉายแววขุ่นเคือง “ข้าวสารที่บ้านเราคุณภาพดีจนแทบจะเทียบเท่าข้าวเกรดส่งเฉพาะ [*] แล้ว สหกรณ์รัฐไม่มีทางเอาของแบบนี้มาขายแน่ คุณแอบไปตลาดมืดมาใช่ไหม?”
ที่แท้ลู่เหย่ก็สงสัยว่าเธอไปตลาดมืดมานี่เอง พอรู้แบบนี้ชีชีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เปล่าค่ะ”
ชีชีเก็บจานที่ล้างสะอาดเข้าตู้ เมื่อเห็นลู่เหย่ยังคงทำท่าทางเหมือนจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เธอจึงเดินไปลากเครื่องจักรขนาดเล็กตัวหนึ่งออกมาจากข้างเตา พร้อมกับแท่นหินโม่ขนาดเล็กอีกอัน
“ฉันแค่เอามันกลับมาแปรรูปนิดหน่อยน่ะ”
“แล้วนี่คืออะไร?”
หินโม่นั้นลู่เหย่รู้จักดี แต่เครื่องจักรตัวนั้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต
“อันนี้ คุณจะเรียกว่าเครื่องขัดเงาข้าวก็ได้ค่ะ แค่เอาข้าวสารที่ซื้อมาจากสหกรณ์รัฐใส่ลงไปจัดการสักหน่อย มันก็จะกลายเป็นข้าวแบบที่เรากินกันนั่นแหละ”
“เครื่องนี้คุณเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็นใครล่ะคะ?”
ความจริงแล้ว ในชาติก่อนชีชีเป็นถึงนักวิชาการจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตร ซึ่งความเชี่ยวชาญหลักของเธอก็คือเครื่องจักรกลการเกษตรนี่แหละ
หากไม่กลัวว่าจะทำความลับแตกละก็ เธออยากจะประดิษฐ์ทั้งเครื่องไถพรวนดินลึก เครื่องไถนา หรือเครื่องย่อยหินออกมาให้หมดเสียด้วยซ้ำ จะได้ไม่ต้องมานั่งถางป่าเปิดหน้าดินให้เหนื่อยแทบขาดใจแบบนี้
เพื่อพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของเครื่องจักรนี้ ลู่เหย่ถึงกับลงทุนวิ่งไปขอยืมข้าวสารจากบ้านพี่สะใภ้หลี่มาหนึ่งกำมือ
ชีชีเห็นแววตาของเขาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับเด็กๆ เธอจึงไม่อยากขัดศรัทธา และสาธิตวิธีการทำงานให้เขาดูทันที
และก็เป็นไปตามคาด ข้าวกล้องหน้าตาธรรมดาๆ เพียงแค่ผ่านเครื่องไม่กี่อึดใจ ก็กลายเป็นข้าวขาวสะอาดเกรดพรีเมียมไปในพริบตา!
ดวงตาของลู่เหย่เป็นประกายด้วยความทึ่งตะลึงงัน เขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า เรื่องที่ชีชีบอกจะประกอบรถไถนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เธอมีความสามารถที่จะทำมันได้จริงๆ
เขาประคองใบหน้าเล็กๆ ของชีชีขึ้นมา แล้วระดมจูบไปสองฟอดใหญ่ “คุณภรรยา คุณนี่เก่งที่สุดเลย!”
ชีชีถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าขาวนวลค่อยๆ ขึ้นสีระเรื่อจนแดงก่ำ บรรยากาศรอบตัวพลันกลายเป็นร้อนรุ่มและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
ฝ่ายลู่เหย่เองก็ใช่ว่าจะดีไปกว่ากัน ปลายหูของเขาแดงซ่านจนแทบจะมีเลือดหยด ริมฝีปากขยับยิ้มกริ่มแต่กลับพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจก้มลงจูบปิดปากเธอเสียเลย
ทั้งเร่าร้อน ป่าเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน... ความรักของคนหนุ่มสาวมันก็ควรจะเป็นเช่นนี้เอง
และแล้วก็นับเป็นอีกคืนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ตอนที่ชีชีลืมตาตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ก็โด่งจนเกือบจะเที่ยงวันแล้ว ขนาดเสียงแตรสัญญาณรวมพลตอนเช้าเธอก็ยังไม่ได้ยิน
ที่ข้างกายไม่มีใครอยู่แล้ว เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าร่างกายของลู่เหย่ทำด้วยอะไรถึงได้แข็งแรงขนาดนั้น? ไม่ว่าจะหักโหมแค่ไหน เช้าวันต่อมาเขาก็ยังคงดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม
ผิดกับเธอที่รู้สึกเหมือนถูกรถบดถนนวิ่งทับซ้ำไปซ้ำมานับร้อยรอบ จนปวดร้าวไปทั้งตัว
ชีชีนอนกอดผ้าห่มกลิ้งไปมาบนเตียงอยู่หลายตลบ ก่อนจะพาร่างที่อ่อนเปลี้ยไปล้างหน้าบ้วนปาก
หลังจากดื่มน้ำพุวิญญาณเข้าไปแก้วใหญ่ ความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายจึงค่อยๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น
สายตาพลันไปเห็นเงินจำนวน 189 หยวนวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ลายมือนั้นหนักแน่น ทรงพลัง และเฉียบคมสมกับเป็นลู่เหย่
[เงินเดือนเดือนนี้ 89 หยวน กับเงินพิเศษจากการทำภารกิจอีก 100 หยวน ผมยกให้คุณจัดการทั้งหมดนะ แล้วก็อย่าลืมส่งเงินกลับไปให้ทางบ้านด้วยล่ะ]
ชีชีเก็บเงินเข้ากระเป๋าด้วยความเบิกบานใจ ผู้ชายคนนี้ก็มีมุมดีๆ เหมือนกันแฮะ
หาเงินได้เท่าไรก็ให้เมียใช้หมด งานบ้านก็ช่วยทำ บริการ (บนเตียง) ก็ดีเลิศ จะยังต้องการอะไรให้มากกว่านี้อีก?
ไอ้เรื่อง 'ความจริงใจ' อะไรนั่นน่ะ มันจะไปสู้เงินสดที่จับต้องได้จริงแบบนี้ได้ยังไง?
ส่วนเรื่องที่ลู่เหย่บอกให้ส่งเงินกลับบ้านน่ะเหรอ... เธอทำเป็นมองไม่เห็นข้อความนั้นเสียก็สิ้นเรื่อง
ชีชีมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นว่าใกล้จะได้เวลาทำมื้อเที่ยงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าลู่เหย่จะกลับมาทานข้าวบ้านหรือเปล่า
ไม่ว่าอย่างไร ชีชีก็ตัดสินใจทำเผื่อไว้สำหรับสองคนอยู่ดี เพราะต่อให้เขาไม่กลับมาทานข้าวจริงๆ การเก็บอาหารไว้ในมิติก็ไม่มีทางเสียแน่นอน
ทว่าเธอยังไม่ทันจะเตรียมมื้ออาหารเสร็จดี ลู่เหย่ก็เดินหน้าระรื่นกลับมาที่บ้าน
“คุณภรรยา ทานข้าวเสร็จแล้วผมจะพาไปที่ที่หนึ่งนะ”
ชีชีลอบเบ้ปากอยู่ในใจ เธอไม่เชื่อหรอกว่าลู่เหย่จะพาเธอไปเดินเที่ยวห้างหรือดูหนังอะไรเทือกนั้น ผู้ชายทื่อๆ อย่างเขาคงไม่มีเส้นประสาทส่วนโรแมนติกอยู่ในสมองหรอก
หรืออาจจะมี... แต่คงไม่ใช่สำหรับเธอ
ถ้าเป็นหลินเสี่ยวหรูละก็ เขาคงจะเต็มใจทำเรื่องพวกนั้นให้สินะ?
พอนึกถึงเรื่องนี้ อารมณ์ที่เคยสดใสก็พลันหมองหม่นลงอย่างช่วยไม่ได้
“เป็นอะไรไป? ไม่ดีใจเหรอ?”
ลู่เหย่รู้สึกผิดขึ้นมาลึกๆ ในใจ เขาคิดว่าตัวเองคงจะรังแกเธอหนักเกินไปเมื่อคืนนี้
แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องที่เขาเองก็ควบคุมความต้องการของตัวเองไม่ได้เหมือนกันนี่นา
“เปล่าค่ะ รีบทานข้าวเถอะ”
เนื้อที่ซื้อมาครั้งก่อนหมดเกลี้ยงแล้ว และในเมื่อลู่เหย่อยู่บ้าน ชีชีจึงไม่กล้าหยิบของจากมิติออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้า
มื้อเที่ยงจึงเป็นเพียงเมนูผัดผักง่ายๆ สองอย่าง คือผัดผักกาดหอมจีนกระเทียมสับ กับผักกาดแก้วผัดน้ำมันหอย
ลู่เหย่ไม่ใช่คนกินยากอยู่แล้ว ไม่ว่าชีชีจะทำอะไรเขาก็ว่าอร่อยไปเสียหมด
เมื่อทานเสร็จ ลู่เหย่ก็จูงจักรยานพาชีชีมุ่งหน้าไปยังตัวตำบล
ชีชีไม่ได้ถามว่าเขาจะพาไปไหน เพราะอย่างไรเสียเธอก็ตั้งใจจะไปซื้อของในตำบลอยู่แล้ว ถือว่าไปทางเดียวกันพอดี
ปรากฏว่า ลู่เหย่กลับพาเธอมาหยุดอยู่ที่ 'สถานีเครื่องจักรกลการเกษตร'
ดูท่าว่าเขาคงจะประสานงานกับผู้รับผิดชอบที่นี่ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะพอไปถึง คุณลุงยามก็พาพวกเขาเดินตรงไปยังลานด้านหลังทันที
ที่นั่นมีชิ้นส่วนอะไหล่เก่าๆ กองพะเนิน ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่ขึ้นสนิมเขรอะ
“คุณดูสิ ของพวกนี้พอจะใช้ได้ไหม?”
ดวงตาของชีชีเป็นประกายวาบขึ้นมาทันที... ผู้ชายคนนี้ช่างมีน้ำใจและใส่ใจจริงๆ เธอเผลอต่อว่าเขาในใจผิดไปเสียแล้ว
“ขอฉันดูหน่อยนะคะ”
ชีชีหยิบถุงมือสองคู่ออกมาจากกระเป๋า ส่งให้ลู่เหย่คู่หนึ่ง ส่วนตัวเองสวมอีกคู่ แล้วเริ่มลงมือค้นหาคัดแยกชิ้นส่วนในกองอะไหล่นั้นทันที
เดิมทีเธอตั้งใจจะประกอบแค่รถไถ แต่พอเดินสำรวจดูเรื่อยๆ เธอก็พบว่ามีชิ้นส่วนบางอย่างที่หากนำมาดัดแปลงสักนิด อาจจะประดิษฐ์เป็น 'เครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียว' ขนาดเล็กได้
ชีชีรีบบอกความคิดของตนให้ลู่เหย่ฟังทันที ซึ่งเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร แถมยังเดินไปตามหัวหน้าสถานีเครื่องจักรกลมาพบเธอด้วย
“นี่คือหัวหน้าสถานีหวัง คุณมีอะไรก็คุยกับเขาได้เลย”
ชีชีถอดถุงมือออก แล้วหยิบกระดาษกับปากกาจากกระเป๋าสะพายออกมาวาดโครงร่างแบบง่ายๆ ให้ดู
“หัวหน้าสถานีหวังคะ ดูตรงนี้สิ ชิ้นส่วนไม่กี่อย่างนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปซ้ำ คุณพอจะช่วยติดต่อโรงงานให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“นี่มันคืออะไรน่ะ? ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“ฉันเรียกมันว่า เครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียวค่ะ มันใช้สำหรับเพิ่มความลึกของชั้นดินที่เพาะปลูก ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและรักษาความชื้นในดิน อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเติบโต ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมหาศาลเลยนะคะ”
ดวงตาของหัวหน้าสถานีหวังลุกวาวขึ้นมาทันที นี่มันคือการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ชัดๆ!
หากโครงการนี้สำเร็จจริงๆ มันจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงในประวัติการทำงานของเขา และโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งไปสู่จุดที่สูงขึ้นก็อยู่แค่เอื้อมไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นหัวหน้าสถานีหวังนิ่งเงียบไปนาน ชีชีจึงเสริมต่อว่า “พอทำเครื่องไถพรวนนี้เสร็จ ฉันจะยกให้เป็นสมบัติของสถานีเครื่องจักรกลเลยค่ะ ฉันแค่ขอยืมไปใช้งานเพียงวันเดียวเท่านั้น”
“สหายเสี่ยวชี คุณมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมที่ยอดเยี่ยมมาก ผมในฐานะตัวแทนของสถานีฯ ยินดีสนับสนุนงานของคุณอย่างเต็มที่!”
“ยินดีรับใช้ประชาชนค่ะ”
“ดีๆๆ คุณช่วยวาดพิมพ์เขียวแบบละเอียดมาให้ผมหน่อยนะ เดี๋ยวผมจะรีบส่งไปที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรให้เอง”
“ขอบคุณมากค่ะหัวหน้าสถานีหวัง”
ชีชีรีบส่งพิมพ์เขียวที่เธอเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เขาทันที ในนั้นมีการระบุขนาดและข้อมูลสำคัญไว้อย่างชัดเจน
ความจริงแล้ว สิ่งที่ชีชีขอให้ทางโรงงานช่วยแปรรูปมีเพียงตัวโครงไถและชุดใบมีดพรวนเท่านั้น ส่วนส่วนประกอบอื่นๆ เธอตั้งใจจะหาทางจัดการเอง
หัวหน้าสถานีหวังประคองพิมพ์เขียวเดินจากไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ส่วนชีชีกับลู่เหย่ก็ยังคงช่วยกันคัดเลือกอะไหล่ต่อไป
ใช้เวลาไปค่อนบ่าย ในที่สุดพวกเขาก็รวบรวมชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับประกอบรถไถหนึ่งคันได้ครบถ้วน
ชีชีถกแขนเสื้อเตรียมจะเริ่มลงมือประกอบ แต่กลับถูกลู่เหย่คว้ามือห้ามไว้
“คุณแค่บอกมาว่าต้องทำยังไง เดี๋ยวผมลงมือเอง”
ชีชีถึงกับหลุดขำออกมา ผู้ชายคนนี้ช่าง 'รู้ความ' และมีไหวพริบดีจริงๆ ... เยี่ยมมาก คืนนี้กลับบ้านไปเธอจะให้รางวัลเขาให้สมกับความเหนื่อยเลยทีเดียว
ทั้งสองเริ่มจากช่วยกันขึ้นโครงรถ ซึ่งขั้นตอนนี้นับว่าเรียบง่ายที่สุด เพราะขอเพียงแค่เคยเห็นรถไถมาก่อนก็แทบจะไม่มีทางทำผิดพลาด
ทว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังเร่งมือทำงานกันอย่างแข็งขันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนพุ่งพรวดพราดเข้ามา พร้อมกับตะโกนใส่พวกเขาเสียงดังลั่น
“พวกคุณเป็นใครกันน่ะ?! ใครอนุญาตให้มาแตะต้องของพวกนี้? ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เชิงอรรถ
[*] ข้าวเกรดส่งเฉพาะ เป็นข้าวคุณภาพสูงพิเศษที่จัดไว้ให้สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือบุคคลสำคัญเท่านั้น คนทั่วไปหาซื้อไม่ได้