บทที่ 159 บรรลุข้อตกลงความร่วมมือขั้นต้น
บทที่ 159 บรรลุข้อตกลงความร่วมมือขั้นต้น
“ฉันไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาวุธมากนัก แต่ก็พอจะลองดูได้ค่ะ”
ชีชีไม่ได้ตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำนัก เพราะอย่างไรเสียทุกสายงานย่อมมีความเฉพาะทาง ตัวเธอเป็นนักวิชาการด้านเกษตรกรรม การจะให้ข้ามสายไปจับงานด้านการทหารก็นับว่าฝืนขีดจำกัดอยู่ไม่น้อย
แต่ในเมื่อยามนี้ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอคือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ หากคิดจะมัดใจอีกฝ่ายให้ได้ ก็จำเป็นต้องเริ่มจากจุดนี้
ชีชีเริ่มตั้งตารอให้ระบบอัปเกรดขึ้นโดยเร็ว หญิงสาวปรารถนาให้ตลาดการค้าแลกเปลี่ยนระหว่างมิติมืดเปิดออกเสียที
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ชีชีจะไม่มีความรู้ด้วยตัวเอง แต่เธอก็สามารถซื้อตัวอย่างสินค้าจากมิติอื่นมามอบให้โรงงานสรรพาวุธนำไปศึกษาวิจัยได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสร้างมันออกมาจนสำเร็จได้แน่นอน
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาคว้าแบบแปลนนั้นไว้แล้วเดินจงกรมไปมาในห้อง
เขากำลังชั่งน้ำหนักถึงความเป็นไปได้ในแผนการที่ชีชีเสนอ
ปัจจุบันนี้ปริมาณการผลิตเหล็กกล้าในประเทศยังคงมีจำกัด อีกทั้งประสิทธิภาพในการขุดเจาะเหมืองแร่โลหะอื่น ๆ ก็ยังไม่สูงนัก
ดังนั้นการจะวิจัยและพัฒนาอาวุธที่มีความแม่นยำและทันสมัยจึงไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่ทรัพยากรก็คืออุปสรรคชิ้นใหญ่เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้เป็นสิ่งที่ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า หากล้าหลังก็ย่อมต้องถูกรังแก สถานการณ์โลกในยามนี้ไม่น่าไว้วางใจ เทคโนโลยีป้องกันประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจละเลย
“สหายชีชี ตามความคาดการณ์ของคุณ หากเราจะจัดตั้งโรงงานพลังพิเศษแบบนี้ขึ้นมา จะต้องใช้งบประมาณเท่าไร?”
“ฉันต้องพบกับผู้มีพลังพิเศษคนนั้นก่อนค่ะ เพื่อดูว่าเขามีความสามารถในการควบคุมโลหะได้แข็งแกร่งเพียงใด หากเป็นไปตามที่ฉันคาดไว้ ฉันต้องการเพียงสถานที่ที่เป็นความลับสุดยอดและแร่ธาตุพื้นฐานเท่านั้นค่ะ”
“ตกลง เรื่องคนคนนี้ผมจะไปจัดการหาทางเอง”
“เขาชื่อหลู่หยางค่ะ เป็นพนักงานชั่วคราวอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรในฮั่นเฉิง พ่อแม่ของเขาถูกส่งไปใช้แรงงานเพราะถูกตรวจพบหนังสือต้องห้ามในบ้าน”
ชีชีไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องความขุ่นเคืองหรือความอยุติธรรมที่ตระกูลหลู่ได้รับ เพราะข้อมูลจากคุณตาที่เฝ้าประตูนั้นเธอยังไม่อาจตรวจสอบความจริงได้ และข่าวลือก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเชื่อถือไปเสียหมด
เธอเชื่อว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะต้องส่งคนไปสืบประวัติของหลู่หยางอย่างละเอียดแน่นอน ส่วนเรื่องที่พ่อแม่ของเขาถูกใส่ร้ายหรือไม่ ในที่สุดย่อมต้องมีคำตอบที่กระจ่างชัดออกมา
“ตกลง ผมรับทราบข้อมูลแล้ว”
หลังจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดรีบร้อนจากไป ลู่เหย่จึงเดินกลับเข้ามาในห้อง “คุยกันเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่ง่ายเลยค่ะ”
“ผู้บัญชาการไม่เห็นด้วยกับความร่วมมือเหรอ?”
“เปล่าค่ะ เพียงแต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความเด็ดเดี่ยวของเขาแล้วล่ะ”
“งั้นเราก็รอฟังข่าวกันต่อไป”
“ค่ะ”
ช่วงเวลาหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องสำคัญอะไรอีก ชีชีและลู่เหย่นอกจากจะออกมาทานข้าวแล้ว ก็มักจะเข้าไปในพื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณเพื่อปลูกพืชพรรณธัญญาหาร
เมื่อไม่มีคนนอก หญิงสาวจึงสามารถใช้น้ำทิพย์วิญญาณได้อย่างเต็มที่ พื้นที่นาข้าวเจ้าและข้าวสาลีอันกว้างใหญ่ใช้เวลาเพียงไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
แต่จะว่าไปแล้ว งานเกษตรกรรมก็นับว่าเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างมหาศาลจริงๆ
ยังดีที่ลู่เหย่มีพลังพิเศษสายพละกำลัง เขาจึงทำงานในไร่นาได้อย่างแข็งขันราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย
ผิดกับชีชีที่ห่างไกลจากความถึกทนนั้นมากนัก ทำงานไปได้เพียงชั่วโมงสองชั่วโมงก็เริ่มปวดเอวเมื่อยหลังเสียแล้ว
โชคดีที่มีน้ำทิพย์วิญญาณคอยช่วยฟื้นฟูร่างกาย มิเช่นนั้นงานนี้เธอคงทำไม่ไหวจริงๆ
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องสร้างไร่นาอัจฉริยะออกมาให้ได้ ขืนฝืนทำแบบนี้ต่อไป สักวันร่างกายได้พังพินาศแน่ๆ”
จะโทษชีชีที่บ่นไม่ได้ เพราะอุปสรรคใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือข้าวสาลีและข้าวเจ้าที่เกี่ยวมาแล้วไม่มีวิธีจัดการต่อ
การจะเปลี่ยนข้าวสาลีให้กลายเป็นแป้ง และเปลี่ยนข้าวเจ้าให้เป็นข้าวสารนั้นมีหลายขั้นตอน หากต้องอาศัยเพียงสองมือของพวกเธอละก็ ต่อให้ทำไปจนถึงปีวอกปีมะเมียก็คงไม่เสร็จ
นับว่าโชคดีที่พื้นที่มิติน้ำพุวิญญาณมีคุณสมบัติในการคงความสดใหม่ มิเช่นนั้นธัญพืชมากมายขนาดนี้คงต้องเน่าคาทุ่งเป็นแน่
“หลู่หยางรีบมาเร็วๆ เถอะ ฉันต้องการคุณเหลือเกิน”
ดวงตาของลู่เหย่ไหววูบไปครู่หนึ่ง “หลู่หยางคนนั้น เก่งกาจอย่างที่คุณว่าจริงๆ หรือ?”
“ต้องเห็นตัวจริงก่อนถึงจะรู้ค่ะ” ชีชีไม่ได้มองโลกในแง่ดีจนเกินไป
เพราะพลังพิเศษนั้นมีระดับของมันอยู่ และในตอนนี้พวกเขามีพลังระดับไหนชีชีเองก็ไม่อาจทราบได้ ระบบเองก็ไม่ได้แจ้งเตือนอะไรไว้
ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องตัดสินจากความสามารถตามความเป็นจริงเท่านั้น
ประสิทธิภาพการทำงานของผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้นสูงมาก เขาไม่ได้ปล่อยให้ชีชีต้องรอนานเกินไป
สิบวันต่อมา หลู่หยางก็ปรากฏตัวต่อหน้าชีชีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง
“สะ... สหาย พ่อกับแม่ผมเป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ? พวกท่านถูกใส่ร้าย พวกท่านถูกใส่ร้ายจริงๆ นะครับ”
การที่เขาเปิดฉากมาแบบนี้ทำเอาชีชีถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
หญิงสาวจึงพยายามปั้นรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและไร้พิษภัยส่งไปให้ “คุณอย่ากังวลไปเลยค่ะ ฉันชื่อชีชี ที่เรียกคุณมาก็เพื่อจะหยิบยื่นโอกาสการทำงานให้ เงินเดือนเดือนละห้าสิบหยวน รวมที่พักและอาหาร แต่เนื้อหาของงานถือเป็นความลับสุดยอด เพราะฉะนั้น ในระหว่างที่ทำงานคุณจะออกไปข้างนอกตามใจชอบไม่ได้ และห้ามติดต่อกับคนภายนอก คุณเต็มใจจะรับงานนี้ไหมคะ?”
“หา? ห้าสิบหยวนเหรอครับ? เรื่องจริงเหรอ?”
สำหรับพนักงานชั่วคราวที่ได้เงินเดือนเพียงสิบกว่าหยวน เงินห้าสิบหยวนนั้นเปรียบเสมือนทรัพย์สมบัติมหาศาล
“จริงแน่นอนค่ะ ฉันไม่มีความจำเป็นต้องหลอกคุณ”
“งั้น... งั้น...”
หลู่หยางอ้ำอึ้งอยู่นาน ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี
พ่อกับแม่ของเขาอาศัยอยู่ในคอกวัว นอกจากจะถูกลากออกไปประจานอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังต้องทำงานที่หนักและเหนื่อยที่สุดอีกด้วย
ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกท่านก็ยังไม่มีข้าวกินจนอิ่มท้องเลยสักมื้อ
หลู่หยางจึงต้องแอบส่งเสบียงไปให้พวกท่านอยู่เงียบๆ เพื่อประทังชีวิตไม่ให้อดตาย
เขามีรายได้ต่อเดือนเพียงน้อยนิด แม้จะประหยัดกินประหยัดใช้อย่างไรเงินที่เหลือก็มีจำกัด จึงไม่กล้าเพ้อฝันไปไกล
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว หากได้เงินเดือนละห้าสิบหยวน ต่อให้ต้องให้พ่อแม่กินเนื้อทุกวันเขาก็มีปัญญาเลี้ยงดู
ทว่าในทางนิตินัย เขาได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไปแล้ว
หากเขารับงานนี้แล้วไม่สามารถออกไปดูแลพ่อแม่ได้ เงินที่หามาได้มากมายจะมีประโยชน์อะไร?
ภายในใจของหลู่หยางสับสนว้าวุ่นยิ่งนัก เขาอ้าปากจะพูดอยู่หลายคราแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ชีชีคลี่ยิ้ม “คุณกำลังห่วงพ่อแม่ใช่ไหมคะ? ฉันได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรื้อคดีของพวกท่านขึ้นมาพิจารณาใหม่แล้วล่ะค่ะ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าผลจะออกมา ถ้าพวกท่านถูกใส่ร้ายจริงๆ ฉันเชื่อว่าความบริสุทธิ์ย่อมจะคืนกลับสู่พวกท่านแน่นอนค่ะ”
หลู่หยางจ้องมองชีชีด้วยความตะลึงลานอยู่พักใหญ่ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่า ‘ตึง ตึง ตึง ตึง’ เขาโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงให้ชีชีหลายต่อหลายครั้ง
การกระทำนี้ทำเอาชีชีตกใจจนลนลาน “เอ๊ะ! คุณ รีบลุกขึ้นเถอะค่ะ มีอะไรค่อยๆ พูดกัน”
“ผม...”
หลู่หยางน้ำตานองหน้า ลำคอราวกับถูกอุดด้วยก้อนสำลีจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ชีชีประคองเขาให้ลุกขึ้น พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้ “คุณต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น ถึงจะสามารถปกป้องครอบครัวได้นะคะ”
“ครับ!”
หลู่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ในตอนนี้อย่าว่าแต่ชีชีจะสั่งให้เขาทำงานเลย ต่อให้สั่งให้เขาไปตาย เขาก็คงไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อหลู่หยางเริ่มสงบอารมณ์ลงได้แล้ว ชีชีจึงหยิบก้อนแร่เหล็กออกมาวางตรงหน้าเขา “คุณสามารถสกัดเหล็กออกมาจากก้อนแร่นี้ได้ไหมคะ? แล้วความบริสุทธิ์ของมันจะทำได้ถึงระดับไหน?”
หลู่หยางยืนแข็งทื่อ อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“คุณคงกำลังสงสัยสินะคะ ว่าฉันรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีพลังพิเศษ?”
หลู่หยางพยักหน้าอย่างซื่อๆ
รอยยิ้มที่มุมปากของชีชีดูอ่อนโยนขึ้น “เพราะฉันเองก็เป็นผู้ครอบครองพลังพิเศษเหมือนกันกับคุณยังไงล่ะคะ”
ดวงตาของหลู่หยางเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่ขอบตาจะเริ่มแดงก่ำแล้วปล่อยโฮออกมา “ผม... ผมนึกว่าผมเป็นสัตว์ประหลาดอยู่คนเดียวเสียอีก... ฮือๆๆ ...”
ชีชีตบไหล่เขาเป็นการปลอบโยน “คุณไม่ใช่สัตว์ประหลาดหรอกค่ะ แต่คุณคือบุตรแห่งสวรรค์ ในเมื่อเบื้องบนประทานความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปมาให้ คุณก็ต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ เราจะใช้พลังของพวกเราสร้างชาติให้รุ่งเรือง เมื่อประเทศชาติเข้มแข็ง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ”
“ครับ ผมจะฟังคุณทุกอย่างเลย”
หลู่หยางปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างเขินอาย เขารู้สึกว่าการเป็นลูกผู้ชายตัวโตแต่กลับมาร้องไห้ต่อหน้าสหายหญิงแบบนี้ช่างน่าอายเหลือเกิน จนใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
“งั้นก็ลองดูนะคะ ลองสกัดโลหะในแร่นี้ออกมา รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่มันค่ะ” ชีชีเอ่ยชี้นำอย่างใจเย็น
“ครับ ผมจะลองดู”
หลู่หยางพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น จากนั้นจึงรวมสมาธิทั้งหมดจดจ่อไปที่ก้อนแร่เหล็กชิ้นนั้นทันที
อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd