LNCrawler

บทที่ 160 บังเอิญไปหรือเปล่า

(อ่านฟรีทุกวัน) เกิดใหม่ยุค 70 ทั้งที ขอผูกขาดความรวยด้วยนิ้วทองคำของคนอื่น [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 160 บังเอิญไปหรือเปล่า

        ใบหน้าที่ยังดูเยาว์วัยของหลู่หยางปรากฏแววเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด

       ก้อนแร่เหล็กนั้นราวกับไข่ที่ถูกปอกเปลือก เศษซากมลทินภายนอกค่อยๆ หลุดลอกออกไปทีละชั้น จนกระทั่งเหลือเพียงก้อนเหล็กบริสุทธิ์ก้อนหนึ่ง

       เนื่องจากไม่มีเครื่องมือ ชีชีจึงยังไม่สามารถตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเหล็กก้อนนี้ได้ในทันที

       ทว่าจากการที่ได้ประจักษ์กระบวนการทั้งหมดด้วยตาตัวเอง เธอพอมั่นใจได้ในเบื้องต้นว่าความบริสุทธิ์ของเหล็กก้อนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

       การทดสอบยังไม่จบเพียงเท่านี้ ชีชีหยิบแบบแปลนอีกใบออกมา “คุณสามารถเปลี่ยนเหล็กก้อนนี้ให้กลายเป็นชิ้นส่วนแบบนี้ได้ไหมคะ?”

       “ได้ครับ”

       หลู่หยางพยักหน้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม มุมปากปรากฏเขี้ยวเสน่ห์ซี่เล็กๆ ดูน่ารักและซุกซนไม่น้อย

       “ตกลง งั้นลองดูนะ ระวังเรื่องขนาดด้วยล่ะ”

       “ครับผม”

       การทดสอบประสบความสำเร็จอีกครั้ง หลู่หยางไม่ทำให้ชีชีผิดหวังเลยจริงๆ

       “ถ้าต้องผลิตชิ้นส่วนที่คล้ายกันนี้ คุณสามารถผลิตได้คราวละเท่าไรคะ?”

       หลู่หยางเกาหัวแกรกๆ “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

       “เอาเถอะ ไว้รอฉันหาแร่มาได้มากกว่านี้ก่อน แล้วเราค่อยมาทดสอบกันใหม่”

       “ครับ”

       “ช่วงนี้คุณพักอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ ไปเลือกห้องได้ตามสบายเลย เดี๋ยวฉันจะไปหยิบเครื่องนอนมาให้”

       “ขอบคุณครับ”

       อย่างไรเสียหลู่หยางก็ยังมีอายุน้อย และยังมีนิสัยแบบเด็กๆ อยู่บ้าง พอได้ยินว่าสามารถเลือกห้องเองได้เขาก็ดีใจยกใหญ่

       ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ชีชีเอาแต่หารือรายละเอียดกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ตลอด

       ทางผู้บัญชาการทหารสูงสุดเอนเอียงไปทางที่จะให้ผลิตอาวุธโดยตรง แต่ชีชียืนกรานที่จะสร้างไร่นาอัจฉริยะก่อน

       “ท่านผู้บัญชาการคะ ปากท้องคือรากฐานของประเทศชาติ เหล่าทหารกล้าต้องอิ่มท้องก่อนถึงจะมีเรี่ยวแรงไปรบนะคะ”

       “ผมย่อมรู้ดีว่าอาหารสำคัญเพียงใด แต่คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี เพื่อนพ้องสหายที่ปฏิบัติงานอยู่ในแนวหน้าต้องเสียสละชีวิตไปเท่าไรเพียงเพราะปืนขัดลำกล้อง หรือระเบิดมือที่เกิดระเบิดขึ้นเองโดยไม่คาดคิด? พวกเขาเหล่านั้นคือหัวกะทิที่เราต้องทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อบ่มเพาะขึ้นมา ทุกครั้งที่ต้องสูญเสียไปสักคน หัวใจของผมมันเหมือนถูกกรีดจนเลือดหยด แน่นอนว่าในฐานะทหาร ย่อมต้องมีความแน่วแน่ที่จะพลีชีพเพื่อชาติได้ทุกเมื่อ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ควรจะลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดไม่ใช่หรือ?”

       “แต่ความเชี่ยวชาญของหนูคือด้านเกษตรกรรมนี่คะ เรื่องอาวุธฉันไม่ได้สันทัดเลย” ชีชีแบมือออกด้วยความจนใจ

       “แล้วแบบแปลนที่คุณวาดวันนั้นล่ะ? นั่นมันไม่ใช่ปืนไรเฟิลจู่โจมที่ทันสมัยที่สุดหรอกหรือ?”

       “นั่นมันแค่การวาดตามที่เคยเห็นมาเฉยๆ ค่ะ ฉันทราบแค่ค่าตัวแปรในภาพรวม แต่โครงสร้างส่วนลึกหรือวัสดุที่ต้องใช้นั้นฉันไม่รู้เลยสักนิด”

       “ความหมายของคุณคือ อาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นดอกไม้ในกระจกที่ไม่มีทางทำให้เป็นจริงได้งั้นหรือ?”

       “ในตอนนี้ยังทำไม่ได้ค่ะ”

       “นั่นหมายความว่าในอนาคตจะทำได้ใช่ไหม แล้วต้องรออีกนานแค่ไหน?” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจับประเด็นสำคัญได้ทันที

       “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเวลาค่ะ ฉันจำเป็นต้องออกไปพบเจอผู้มีพลังพิเศษคนอื่นๆ ให้มากขึ้นเพื่อรับพลังงานเพิ่มขึ้นมา หากท่านกักตัวฉันไว้ที่นี่ มันก็ไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกค่ะ”

       “ไม่ได้ ข้างนอกนั่นอันตรายเกินไป ความปลอดภัยของคุณไม่ได้รับการการันตี”

       “ฉันมีความสามารถในการป้องกันตัวค่ะ”

       “คุณที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เนี่ยนะ...” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “ไหนลองว่ามาสิ คุณป้องกันตัวยังไง?”

       ชีชีพลันหายวับเข้าไปในมิติทันที เพื่อแลกกับอิสรภาพแล้ว เธอจำเป็นต้องทุ่มสุดตัว

       การที่คนเป็นๆ หายวับไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนผู้บัญชาการทหารสูงสุดต้องขยี้ตาซ้ำๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด

       ในขณะที่เขากำลังจะเรียกคนเข้ามาค้นหาให้ทั่วตึก ชีชีก็ปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน

       ปรากฏการณ์เสกคนหายแบบสมจริงยิ่งกว่ามายากลนี้ ต่อให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วนก็ยังไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้

       “เมื่อครู่... เมื่อครู่คุณไปอยู่ที่ไหนมา?”

       “ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ” ชีชีไม่อยากเปิดเผยเรื่องพื้นที่มิติ “ท่านสบายใจได้เลยค่ะ หากเจออันตรายเมื่อไร ฉันสามารถหลบเข้าไปซ่อนตัวได้ทันที”

       แม้จะรู้สึกว่าพลังของชีชีนั้นช่างน่ามหัศจรรย์ และสามารถหลีกเลี่ยงภยันตรายส่วนใหญ่ได้

       ทว่า... หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเล่า?

       ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังคงไม่วางใจ สำหรับเขาแล้วชีชีเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย จะประคองไว้ในมือก็กลัวจะตกหล่น

       “แล้วถ้ามีคนซุ่มโจมตีล่ะจะทำยังไง?”

       “ถ้าท่านไม่สบายใจขนาดนั้น ก็จัดผู้คุ้มกันให้ฉันสักคนสิคะ”

       “คนเดียวไม่พอ อย่างน้อยต้องสิบคน”

       ชีชีแบมืออย่างจำยอม “ตามใจท่านเถอะค่ะ”

       ก็แค่เวลาออกไปไหนมาไหนจะมีขบวนใหญ่โตหน่อย จะเป็นไรไปล่ะ เธอรับได้อยู่แล้ว

       ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดชีชีก็ได้ออกไปเดินเที่ยวเล่นอย่างมีความสุขเสียที

       ส่วนลู่เหย่ได้เดินทางกลับไปยังฮั่นเฉิงเพื่อนำทีมหน่วยอสนีบาตฝึกซ้อมและรับภารกิจต่อไป

       ตามปกติแล้ว ทหารส่วนใหญ่มักจะต้องห่างเหินกับภรรยาเป็นธรรมดา

       เพราะอย่างไรเสีย โควตาการติดตามกองทัพก็มีอยู่อย่างจำกัด

       ทว่าการจากไปครั้งนี้ ลู่เหย่กลับรู้สึกไม่มั่นคงในใจยิ่งกว่าเดิม

       “ชีชี คุณต้องอยู่ที่เมืองจิงอีกนานแค่ไหน? เมื่อไรจะกลับบ้านล่ะ?”

       “คาดว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้คงยังไม่ได้กลับหรอกค่ะ และหลังจากนี้จะยังอยู่ที่เมืองจิงต่อไหม ก็ต้องรอดูว่าท่านผู้บัญชาการจะเลือกตั้งฐานทัพลับไว้ที่ไหน”

       ลู่เหย่ “...”

       เขารู้สึกน้อยใจ... น้อยใจเหลือเกิน

       เขาอาลัยอาวรณ์เธอขนาดนี้ แต่ชีชีกลับพูดเรื่องหน้าที่การงานด้วยสีหน้าตื่นเต้น ราวกับว่าในหัวของเธอไม่มีเขาอยู่ในนั้นเลย

       ในวินาทีนี้ลู่เหย่เพิ่งตระหนักได้ว่า ในแผนการของชีชีไม่มี 'ตัวเลือก' ที่ชื่อว่าเขาอยู่เลย

       เมื่อรับรู้ได้เช่นนั้นลู่เหย่ก็เริ่มร้อนใจ เขารีบไปเข้าพบผู้บัญชาการทหารสูงสุดทันที

       “รายงานท่านผู้บัญชาการ ผมขออนุมัตินำหน่วยอสนีบาตมาปฏิบัติงานที่เมืองจิงครับ”

       “บอกเหตุผลมาซิ”

       ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพยายามกดมุมปากที่กำลังจะยกยิ้มเอาไว้ แล้วแสร้งทำเสียงเข้มถามออกไป

       “รายงานท่านผู้บัญชาการ หน่วยอสนีบาตเดิมทีก็สังกัดเขตทหารส่วนกลางอยู่แล้ว การกลับมาเมืองจิงถือเป็นการกลับเข้าประจำการตามปกติครับ

       อีกอย่าง หากภรรยาของผมค้นพบพลังพิเศษสายต่อสู้ใหม่ๆ เธอจะได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สมาชิกหน่วยอสนีบาตได้ทันท่วงที มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียครับ”

       “หึ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่านายน่ะแค่ไม่อยากห่างภรรยา”

       “ท่านผู้บัญชาการพูดถูกแล้วครับ”

       ลู่เหย่ไม่คิดจะปกปิด เขาก็แค่ไม่อยากห่างภรรยา แล้วไงล่ะ? มีปัญหาอะไรไหม?

       ท่าทางกะล่อนหน้าตายของเขาทำเอาผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้แต่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “เอาละๆ สั่งการลูกน้องนายซะ ให้มาสมทบที่เมืองจิงด้วยความเร็วที่สุด”

       “ครับผม!”

       พอจะได้อยู่กับภรรยาแล้ว ลู่เหย่ก็เดินตัวลอยอย่างมีความสุข

       หลังจากวางแผนอยู่ครึ่งเดือน ในที่สุดทำเลที่ตั้งของฐานทัพก็ถูกเลือกได้สำเร็จ แร่เหล็กจำนวนมหาศาลถูกทยอยส่งมาอย่างไม่ขาดสาย

       ทางเบื้องบนยังส่งกองร้อยช่างทหารมาเพื่อช่วยชีชีทำงานที่ต้องใช้แรงงาน

       คนที่ยุ่งที่สุดเห็นจะเป็นหลู่หยาง เขาต้องเริ่มจากการสกัดเหล็กดิบออกจากแร่เหล็กก่อน จากนั้นจึงแปรรูปเป็นเหล็กเส้นตามขนาดที่ชีชีต้องการ

       ทหารกองร้อยช่างก็ช่วยกันเทปูนหล่อเสาและโครงสร้างของโรงเรือน

       เพื่อความปลอดภัยของฐานทัพ ทางเบื้องบนยังส่งกำลังทหารชั้นยอดมาเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนา มั่นใจได้ว่าแม้แต่มดสักตัวก็คลานเข้าไปไม่ได้

       เพียงแต่ชีชีไม่ได้คาดคิดเลยว่า ผู้ดูแลกองร้อยทหารรักษาการณ์คนนั้นจะเป็นหม่าหลง

       เหอะ... มือของตระกูลสวี่นี่ช่างยาวไกลเสียจริง

       เมื่อหม่าหลงได้พบกับชีชี เขาแสดงอาการประหลาดใจระคนดีใจอย่างเห็นได้ชัด “ชีชี ตอนนี้ผมเป็นผู้บัญชาการกองพลน้อยแล้วนะ และในอนาคตก็จะยังเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งมันเพียงพอที่จะทำให้คุณสุขสบายไปทั้งชาติ...”

       “ผู้บัญชาการหม่า โปรดสำรวมด้วยค่ะ”

       ชีชีขัดจังหวะเขาอย่างไร้เยื่อใย หัวข้อนี้หญิงสาวไม่ได้มีความสนใจเลยสักนิด

       “ผมรู้ว่าคุณอาจจะยังยอมรับผมไม่ได้ในตอนนี้ แต่ไม่เป็นไร ผมจะพยายามพิสูจน์ตัวเอง ต้องมีสักคนที่คุณจะได้เห็นความจริงใจของผม”

       ชีชีนวดคลึงหัวคิ้วตัวเองเบาๆ “ระบบ เก็บไอ้ 'ระบบรุ่งเรืองในวิถีราชการ' เฮงซวยของเขาไปทีเถอะ รำคาญหูจะแย่อยู่แล้ว”


อ่านยาวๆ สะใจมากกว่า 300 ตอน อัปเดตก่่อนใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/rwHDd